ความแตกต่างกันของพระพุทธรูปในยุคสมัยและสังคมที่แตกต่างกัน สะท้อนให้เห็นแนวความคิดในการสร้างที่มีที่มาที่ไปอันละเอียดอ่อน ลึกซึ้ง การสร้างพระพุทธรูปจึงมิใช่เป็นเพียงการสร้างรูปเหมือนของพระพุทธเจ้าเท่านั้น แต่ยังมีนัยอื่น ๆ ที่น่าสนใจอีก อาทิ ความจริง ความดี และความงาม ซึ่งเป็นแนวความคิดที่แฝงอยู่กับการสร้างพระพุทธรูปและก่อให้เกิดคุณค่าอย่างยิ่งต่อปัจเจกบุคคล สังคมและพระพุทธศาสนา การศึกษาและอธิบายแนวคิดการสร้างพระพุทธรูปนั้น อาจอาศัยแนวคิดเชิงปรัชญามาเป็นแนวทางได้ เพราะปรัชญามีเนื้อหาที่ครอบคลุมถึงเรื่องแนวคิดดังกล่าว ซึ่งผู้วิจัยจะได้นำเสนอเป็นลำดับไป
ปรัชญา (Philosophy) เป็นศาสตร์ที่พยายามแสวงหาความจริงเกี่ยวกับโลกและชีวิต เพื่อตอบสนองความต้องการทางปัญญา ซึ่งเริ่มต้นมาตั้งแต่สมัยกรีกโบราณและมีพัฒนาการมาจนถึงปัจจุบัน[1] ความรู้ทางปรัชญาเป็นความรู้ที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ซึ่งเกือบทุกคนอยู่ในฐานะที่จะมีส่วนร่วมให้ความคิดเห็นได้ เพราะศาสตร์อื่น ๆ เช่น วิทยาศาสตร์นั้นปัจจัยที่จะนำไปสู่ความเข้าใจ คือ การศึกษา อบรมและมีกรรมวิธีต่าง ๆ แต่ในปรัชญาอาจกล่าวได้ว่าแทบทุกคนสามารถร่วมพูดด้วยโดยไม่ต้องศึกษาพิเศษเป็นการเฉพาะเจาะจง ความเป็นมนุษย์เอง โชคชะตาของตัวเอง ประสบการณ์ของตัวเอง เป็นปัจจัยที่พอเพียง[2] ปรัชญาจึงเป็นของกลางที่อาจหยิบยกมาใช้ได้ทุกยุคทุกสมัย แม้ในปรัชญานั้นไม่มีความรู้ใดที่เป็นขั้นสุดท้ายและเป็นที่ยอมรับโดยเอกฉันท์หรือไม่สามารถบอกให้เราทราบได้จริง ๆ ว่าอะไรคือคำตอบที่ถูกต้องต่อปัญหาที่ความสงสัยได้ก่อให้เกิดขึ้น แต่ก็สามารถทำให้เราเห็นความอาจเป็นไปได้มากมาย ซึ่งจะทำให้ความคิดของเรากว้างขวางออกไป และปลดเปลื้องเราให้เป็นอิสระจากขนบธรรมเนียม จารีตประเพณีต่าง ๆ ที่บีบรัดเราอยู่ ซึ่งเบอร์ทรานด์ รัสเซลล์ ได้กล่าวไว้ว่า “การศึกษาปรัชญาให้เข้าใจอย่างละเอียด จำเป็นต้องมีความรู้รอบด้านในทุกสาขาวิชา เพราะทุกสาขาวิชาก็อยู่ในขอบเขตของปรัชญาทั้งสิ้น ปรัชญาคลุมไปทุกศาสตร์”[3] จึงกล่าวได้ว่า ปรัชญาเกี่ยวข้องกับมนุษย์ในทุกๆ เรื่อง แม้การสร้างพระพุทธรูป ซึ่งเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับความศรัทธาที่มีต่อศาสนาก็ไม่พ้นที่จะเกี่ยวข้องกับปรัชญา
ปรัชญา (Philosophy) แบ่งสาขาความรู้ออกเป็น 4 สาขาใหญ่ ๆ [4] ได้แก่ อภิปรัชญา(Metaphysic) ศึกษาเกี่ยวกับธรรมชาติ จักรวาล จิต วิญญาณ และพระเจ้า เป็นต้น ญาณวิทยา(Epistemology) ศึกษาเกี่ยวกับความรู้ของมนุษย์เพื่อตอบปัญหาว่า ความรู้มีลักษณะอย่างไร อะไรคือที่มาของความรู้ ขอบเขตของความรู้มีแค่ไหนและมีเกณฑ์อะไรที่จะตรวจสอบความรู้ว่าตรงกับความเป็นจริง ตรรกศาสตร์ (Logic) ศึกษาเกี่ยวกับกฎเกณฑ์ของการใช้เหตุผลซึ่งเป็นเครื่องมือของปรัชญา ในการวิเคราะห์ความถูกผิดหรือความสมเหตุสมผล และคุณวิทยาหรือ อัคฆวิทยา (Axiology) ศึกษาถึงคุณค่าของชีวิต[5]
ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาถึงความชัดเจนในเนื้อหาสาระของปรัชญาแต่ละสาขาจะพบว่าสาขาที่มีความเกี่ยวข้องกับแนวคิดการสร้างพระพุทธรูปโดยตรงน่าจะเป็นคุณวิทยา(Axiology) โดยเฉพาะเนื้อหาสาระที่เกี่ยวกับจริยศาสตร์ (Ethics)และสุนทรียศาสตร์ (Aesthetics) เพราะแนวคิดการสร้างพระพุทธรูปตลอดถึงการบูชาพระพุทธรูปมีความเกี่ยวข้องอย่างชัดเจนกับเรื่องความดีหรือจริยธรรมและความงามหรือสุนทรียภาพอันเป็นสาระสำคัญในจริยศาสตร์และสุนทรียศาสตร์ ดังที่วิบูลย์ ลี้สุวรรณ กล่าวไว้ว่า
เป้าหมายของการสร้างศิลปะที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนานั้น ต่างไปจากการสร้าง ศิลปะประเภทอื่นเพราะมีเป้าหมายที่แน่นอนอยู่ที่การศิลปกรรมเพื่อรับใช้ศาสนา ดังนั้นเนื้อหาของศาสนศิลป์จึงเน้นที่ ความดีและความงามเพื่อให้ผู้พบเห็นได้รับ ความรู้สึกนึกคิดบนพื้นฐานที่เป็นปรัชญาของศาสนาแต่ละศาสนา [6]
จากนัยนี้ พระพุทธรูปในฐานะเป็นศิลปะทางศาสนาจึงไม่พ้นที่จะมีเนื้อหาเกี่ยวกับความดีอันเป็นประเด็นที่อยู่ในขอบข่ายของจริยศาสตร์ และความงามซึ่งอยู่ในขอบข่ายของสุนทรียศาสตร์ โดยมีสาระสำคัญของประเด็นที่เกี่ยวข้องกันนั้น ดังที่ผู้วิจัยจะได้จำแนกให้ชัดเจนยิ่งขึ้นเป็นลำดับไป
1. จริยศาสตร์กับการสร้างพระพุทธรูป
ในทางปรัชญา จริยศาสตร์ (Ethics) หมายถึง ปรัชญาบริสุทธิ์สาขาหนึ่งที่ว่าด้วยความประพฤติของมนุษย์ เป็นศาสตร์ที่มีหน้าที่ค้นหาคำตอบเกี่ยวกับความประพฤติของมนุษย์โดยเฉพาะเพื่อต้องการทราบว่าการกระทำลักษณะใดที่จัดว่ามีคุณค่า เป็นการกระทำดี ถูกต้อง รวมทั้งหาคำตอบเกี่ยวกับอุดมคติหรือเป้าหมายสูงสุดของชีวิตว่าคืออะไร เป็นอย่างไร และพยายามค้นหากฎเกณฑ์ในการตัดสินการกระทำของมนุษย์นั้น[7]
การสร้างพระพุทธรูปเป็นการแสดงออกถึงความระลึกถึงพระพุทธเจ้า แต่ด้วยพระพุทธเจ้าไม่ได้ดำรงพระชนม์อยู่แล้ว การจะเข้าเฝ้า กราบไหว้ บูชาพระองค์จริงของพระพุทธเจ้าจึงไม่อาจกระทำได้ ด้วยเหตุนี้จึงมีการสร้างพระพุทธรูปขึ้น เพื่อเป็นที่สักการะบูชาแทนพระพุทธเจ้า ซึ่งตามหลักการทางพระพุทธศาสนา การเคารพบูชาพระพุทธเจ้าถือเป็นหลักธรรมสำคัญประการหนึ่งใน คารวธรรม 6 ประการ ได้แก่ สัตถุคารวตา การแสดงความเคารพต่อพระศาสดา คือ พระพุทธเจ้า [8]
ผลสำคัญของการสร้างพระพุทธรูป คือ ทำให้ชาวพุทธมีสัญลักษณ์เตือนใจให้ได้เจริญพุทธานุสสติ คือ การตรึกระลึกถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระคุณธรรมต่างๆของพระองค์ เช่น ทรงเป็นผู้ตรัสรู้แล้วละกิเลสได้ เรียกว่า “อรหํ” แปลว่า “ผู้ไกลจากกิเลิศทั้งมวล “หรือ “พุทโธ” หรือแปลทับศัพท์ว่า “พระพุทธเจ้า” ทรงมีความเพียบพร้อมไปด้วยวิชชาและจรณะ ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอันล้ำเลิศ และทรงมีพระเมตตาและเกื้อกูลประโยชน์สุขต่อมนุษยชาติและสัตว์โลกทั้งปวง กล่าวคือ ทรงเป็นผู้เปี่ยมล้นด้วยพระพุทธคุณโดยย่อที่สุด 3 ประการ ได้แก่ 1) พระบริสุทธิคุณ ที่ทรงพ้นแล้วจากห้วงทุกข์ทั้งปวงเป็นแม่แบบที่สมบูรณ์แบบอย่างแท้จริงของมวลมนุษยชาติ 2) พระปัญญาธิคุณ ที่ทรงตรัสรู้ความจริงอันประเสริฐ แล้วนำมาเปิดเผยแก่ชาวโลกให้รู้ตาม 3) พระมหากรุณาธิคุณ ที่ทรงเมตตาช่วยสัตว์โลกให้พ้นทุกข์[9]
การได้ระลึกถึงพุทธคุณเหล่านี้ นำมาซึ่งความปีติหรือความอิ่มใจ เพราะความซาบซึ้งในพระคุณของพระองค์ ซึ่งนอกจากเป็นเครื่องระลึกถึงเมื่อได้สักการะบูชาแล้ว ยังสามารถนำมาเป็นแบบอย่างในการปฏิบัติตนได้ด้วย การสร้างพระพุทธรูปจึงก่อให้เกิดคุณค่าทางการปฏิบัติซึ่งหมายถึงการส่งเสริมจริยธรรมของผู้คนในสังคมไปโดยปริยาย พระพุทธรูปจึงไม่เป็นแต่เพียงศิลปกรรมประเพณี อันเป็นผลงานสร้างสรรค์ทางด้านปฏิมากรรมที่ทรงคุณค่าของพระพุทธศาสนาเท่านั้น แต่พระพุทธรูปยังเป็นสัญลักษณ์แห่งพุทธปรัชญา เป็นเครื่องหมายของความเคารพ บูชา สักการะและเป็นเครื่องเตือนให้ประกอบความดีอีกด้วย
ในทางพุทธจริยศาสตร์ มีคำสอนของพระพุทธเจ้าที่เป็นหลักการแห่งความดีอยู่มากมาย พระพุทธรูปแม้เป็นเพียงวัตถุ แต่คุณค่ามิได้มีอยู่เพียงความเป็นวัตถุ หากแต่ยังสามารถเป็นสิ่งสื่อถึงหลักการแห่งความดีนั้น ๆ ได้ด้วย แต่ทั้งนี้บุคคลที่กราบไหว้บูชาจะได้รับประโยชน์ในแง่นี้ก็ต่อเมื่อบุคคลนั้นมีพื้นฐานความรู้เกี่ยวกับพระพุทธเจ้าและหลักธรรมคำสอนของพระองค์เป็นสำคัญ พระพุทธรูปมิสามารถสอนธรรมหรือชี้นำให้ปฏิบัติตนในทางที่ดีได้ แต่พระพุทธรูปสามารถเตือนใจให้ระลึกถึงหลักการความดีที่ได้ศึกษาหรือได้สดับรับฟังมาได้ การมีพระพุทธรูปไว้สักการะบูชาจึงเป็นเครื่องมือทางจริยศาสตร์อย่างหนึ่ง เพราะเป็นแรงจูงใจให้บุคคลมีจริยธรรม โดยหัวใจสำคัญของจริยธรรมในทางพระพุทธศาสนา คือ การละเว้นความชั่ว การทำความดีและการทำจิตใจให้บริสุทธิ์ ตามหลักโอวาทปาฏิโมกข์นั่นเอง[10] ยกตัวอย่างเช่น เมื่อมีการกระทบกระทั่งกันด้วยวาจาหรือพาดพิงกันในลักษณะโกรธเคืองต่อหน้าพระพุทธรูปในพระอุโบสถ หากคู่กรณีมีจิตสำนึกที่ดีงามอยู่บ้าง ประกอบกับระลึกถึงพระธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ละเว้นความชั่ว ก็จะมีสติว่า ต่อหน้าพระพุทธรูปไม่ควรแสดงกริยาที่ไม่ดี ไม่ควรเบียดเบียน ควรละเว้นวาจาหยาบคายเสีย แม้ความโกรธเคืองไม่พอใจจะมีอยู่ในภายใน แต่ภายนอกคือพฤติกรรมที่ไม่ดีก็ไม่ควรแสดงออก นี้เป็นลักษณะของความละอายต่อบาปซึ่งมีพระพุทธรูปเป็นแรงจูงใจ
ในกรณีอื่น ๆ ก็เป็นลักษณะเดียวกันคือ เมื่อมีพระพุทธรูปอยู่ในบ้านหรือเห็นพระพุทธรูปในสถานที่ต่าง ๆ หากบุคคลมีความศรัทธาอย่างจริงใจอยู่เป็นพื้นฐาน ย่อมเป็นเครื่องเตือนและเป็นแรงจูงใจให้ประพฤติธรรมได้เสมอ
2. สุนทรียศาสตร์กับการสร้างพระพุทธรูป
สุนทรียศาสตร์ (Aesthetics) เป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยความงามและสิ่งที่งามในงานศิลปะและในธรรมชาติโดยเฉพาะ[11] ซึ่งตามความหมายในภาษาอังกฤษ คำว่า “Aesthetics” แปลว่า การศึกษาเรื่องความงามหรือปรัชญาสาขาที่ว่าด้วยความงามหรือความดีหรือปรัชญาศิลปะ[12]
การสร้างพระพุทธรูปเป็นการถ่ายทอดแนวคิดและจินตนาการที่สะท้อนถึงความศรัทธาที่มีต่อพระพุทธเจ้ามาเป็นองค์แทนของพระองค์ในลักษณะของงานศิลปะ ซึ่งนอกจากจะสื่อถึงความดีแล้ว ยังแสดงให้เห็นถึงความประสานสอดคล้องกันระหว่างปรัชญาพุทธศาสนาและปรัชญาศิลปะ จนก่อให้เกิดความงามที่มีคุณค่าทางสุนทรียภาพอย่างสูง ดังที่ศาสตราจารย์ศิลป พีระศรี ได้กล่าวถึงพระพุทธรูปปางลีลา ซึ่งช่างสุโขทัยนิยมสร้างกันเป็นพิเศษว่า
ในการมองดูพระพุทธรูป(ปางลีลา) ที่สวยงามแบบนี้รูปหนึ่ง เราจะรู้สึกว่ารูปนั้น กำลังเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างแช่มช้อย มีนิ้วพระหัตถ์ทำท่าอย่างสุภาพเป็น เครื่องหมายแสดงถึงพระธรรมจักร คือ พระอริยาบถของพระพุทธองค์ขณะทรงดำเนินไปประกาศพระศาสนาของพระองค์ พระวรกายมีทรวดทรงอ่อนช้อยอย่างสวยงาม เพราะเหตุว่าในขณะที่พระองค์กำลังเบือนไปทางด้านหนึ่งตามลักษณะการเคลื่อนที่ของพระชงฆ์นั้น พระกรก็จะห้อยลงมาอย่างได้จังหวะตามลักษณะที่อ่อนโค้ง พระเศียรมีลักษณะคล้ายดอกบัวตูมและพระศอซึ่งผายออกเบื้องล่างก็ตั้งอยู่บนพระอังสาอย่างได้สัดส่วน[13]
ความงดงามของพระพุทธรูปที่สร้างขึ้นนั้น นอกจากจะเป็นสิ่งที่มองเห็นได้ภายนอกเช่นนี้แล้ว ยังสามารถสื่อถึงพระพุทธจริยาของพระองค์ตามตำราหรือคัมภีร์ทางพุทธศาสนาที่ได้อธิบายไว้ด้วย โดยเฉพาะตำรามหาบุรุษลักษณะที่แสดงถึงลักษณะพิเศษของพระพุทธเจ้า 32 ประการถือว่ามีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อการสร้างพระพุทธรูปตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน
ลักษณะพิเศษของพระพุทธรูปทั่วไปที่เด่นชัด อาทิ
- พระเกตุมาลา มีความกล่าวไว้ในมหาบุรุษลักษณะว่า ศีรษะเป็นรูปอุณหิส คำว่า “อุณหิส” หมายถึง ส่วนที่เป็นกระหม่อมของศีรษะซึ่งนูนสูงตั้งขึ้นอย่างสง่างามดังผ้าโพกหรือมงกุฎ การสร้างพระพุทธรูปจึงพยายามสร้างให้มีกระหม่อมสูงแตกต่างไปจากคนทั่วไป
- พระศก พระพุทธรูปรุ่นแรกที่สร้างขึ้นในแคว้นคันธารราษฎร์นั้น พระศกมีลักษณะเป็นเส้นหยิกสวย (แบบคดกริช) ซึ่งคงเป็นไปตามลักษณะของเทวรูปในศาสนาเดิมของผู้สร้างประกอบกับข้อมูลที่ได้รับการบอกเล่ามาเกี่ยวกับลักษณะของพระมหาบุรุษที่ว่า “ผมแยกเส้นกัน สีเขียวเข้มแหมือนดอกอัญชัน หรือโคนหางนกยูง หมวดเวียนขวา” ซึ่งได้ถูกตีความและสร้างพระพุทธรูปให้มีพระศกเช่นนั้น
พระพุทธลักษณะอื่นๆ ในพระพุทธปฏิมา พิจารณาโดยพระสรีระทั่วไปแล้วจะพบว่า ศิลปินพยายามทำให้เกิดนูน 7 แห่ง เช่น พระอุระ พระปรัศว์ พระพาหา พระปฤษฎางค์ ทั้งนี้เพื่อให้สมบูรณ์ด้วย คุณะ คือหลักเกณฑ์แห่งการสร้างตามตำรามหาบุรุษลักษณะ[14]นั่นเอง ในส่วนอื่น ๆ ของพระพุทธรูปก็เป็นลักษณะเดียวกัน
การสร้างพระพุทธรูปจึงเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อนและแฝงไปด้วยความพยายามอันแรงกล้าของผู้สร้างที่จะให้ผลงานของตนมีความงดงามและถูกต้องตามลักษณะนิยม ทั้งยังต้องคำนึงถึงความรู้สึกที่ดีงามของผู้กราบไหว้บูชาด้วย และที่สำคัญการสร้างพระพุทธรูปนั้นอาจจะกล่าวได้ว่าเป็นการใช้ศิลปะเชิงสัญลักษณ์ที่ทรงคุณค่ายิ่ง ดังที่ก็อมบริชและกูดแมน นักทฤษฎีการเลียนแบบสมัยใหม่มีทัศนะตรงกันว่า ศิลปะคือสัญลักษณ์หรือภาษาประเภทหนึ่ง ซึ่งหมายถึง การทำสิ่งหนึ่งขึ้นมาใหม่ให้เป็นตัวแทนหรือสัญลักษณ์ของอีกสิ่งหนึ่งซึ่งทั้งสองสิ่งอาจจะเหมือนกันหรือไม่เหมือนกันก็ได้ ทั้งสองท่านนี้ได้เรียกชื่อทฤษฎีนี้ว่า “ทฤษฎีสัญลักษณ์” [15]
การสร้างพระพุทธรูปอาจจะกล่าวได้ว่าเป็นการใช้ทฤษฎีสัญลักษณ์มาประกอบ เพราะการที่พระพุทธรูปมิได้เหมือนพระองค์จริงของพระพุทธเจ้านั้น มิได้หมายความว่าศิลปินขาดความรู้ ความสามารถ แต่การสร้างพระพุทธรูปนั้นมิได้คำนึงถึงความเหมือนเพียงอย่างเดียว แต่ยังคำนึงถึงปรัชญาที่สอดแทรกอยู่ในองค์พระพุทธรูปด้วย ดังเช่น มีการอธิบายความหมายของสัญลักษณ์ที่ปรากฏในพระพุทธรูปส่วนต่าง ๆ ไว้ ดังนี้
- ศิราภรณ์ หรือ มงกุฏที่ประดับบนพระเศียรพระนั้นเห็นเป็นชั้น 3 ชั้น หมายถึง พระพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะและสังฆรัตนะ ซึ่งเป็นสรณะอันสูงสุดของพระพุทธศาสนา (อันนี้หมายถึงมงกุฎของพระพุทธรูปทรงเครื่อง)
- รูปวงที่เป็นลายกลมโค้งสะบัดเป็นเปลวเพลิง ที่ปรากฏอยู่ตรงกลางพระนลาฏ(หน้าผาก) นั้น คือ อุณาโลม ซึ่งมีลักษณะเป็นขนอ่อนละเอียดโค้งวงเป็นเปลวไฟขึ้นไปอย่างงดงาม ลักษณะนี้มีอยู่ในร่างกายของพระมหาบุรุษเท่านั้น
- ลูกประคำ คล้องพระศอเฉวียงบ่า ประคำนี้มีจำนวน 108 ลูก หมายถึง จำนวนพระพุทธเจ้า 28 พระองค์ พระอรหันต์ 80 องค์ รวมเป็นมหาบารมี 108
- สายธุรำ เป็นสายยาวคล้องเฉวียงบ่า เช่นเดียวกับสายประคำ สายธุรำนี้เป็นสายมงคลของพราหมณ์ ผู้เข้าบวชเป็นพราหมณ์ในครั้งแรกจะได้รับสายนี้ซึ่งจะต้องคล้องไปตลอดชีวิต การที่พระปฏิมาปรากฏมีสายธุรำนี้ เพื่อแสดงว่า พระพุทธเจ้านั้นเคยดำรงพระชาติเป็นพราหมณ์มาก่อน
- ลายในฝ่าพระหัตถ์ T และฝ่าพระบาท แสดงถึงรูปพระธรรมจักรของพระพุทธองค์ หมายถึงความจริงของโลกและกฎธรรมะของโลกที่ต้องประสบอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันไม่มีวันสิ้นสุด ชีวิตหมุนเวียนแปรผันอยู่ในความทุกข์ ไม่แน่นอน ศูนย์เปล่า ไม่มีตัวตน ความจริงอันนี้ไม่มีใครปฏิเสธได้ ทุกชีวิตในโลกถ้าต้องการพ้นทุกข์ต้องปฏิบัติตนไปตามข้อธรรมของพระพุทธเจ้า ซึ่งจะนำพาให้หลุดพ้นจากห้วงแห่งทุกข์ได้
- ภาพสัตว์ประดับฐานองค์พระ ฐานที่รองรับองค์พระบางองค์มีภาพสัตว์ต่าง ๆ ประดับอยู่รอบฐาน เช่น รูปหนุมาน รูปโค รูปสิงห์ รูปพญานาค รูปสัตว์ดึกดำบรรพ์ ภาพสัตว์เหล่านี้เป็นธรรมาธิษฐานแสดงว่าพระพุทธองค์จะไปตกอยู่แห่งหนตำบลใดก็ตาม ย่อมเป็นที่รักใคร่ของสรรพชีวิตในโลกทั้งสิ้น แต่ภาพสัตว์บางภาพก็บ่งบอกถึงประวัติของสถานที่สร้างก็มี เช่น พระบูชาแบบที่มีฐานเป็นหัวช้าง เป็นพระสร้างในสมัยลานช้าง
- บัวรอบฐานองค์พระ เรียกว่า ฐานบัวคว่ำบัวหงาย หมายถึง ดอกไม้แห่งความบริสุทธิ์ของโลก เป็นเครื่องหมายของพระพุทธเจ้า
- ปฏิมากรรมโบราณบางองค์มีฐาน 8 เหลี่ยม (เช่น พระสมัยเชียงแสน) และเจาะฐานเป็นช่องลายต่าง ๆ นับได้ 8 ช่อง สิ่งที่ทำขึ้นไว้นี้ หมายถึง อัฏฐบริขาร คือ เครื่องใช้สอยของบรรพชิต 8 อย่าง
- ริ้วจีวรที่คลุมพระวรกายอย่างบางแทบจะมองไม่เห็น หมายถึง จตุบริสุทธิศีล คือ ปาฏิโมกขสังวร อินทรียสังวร อาชีวปาริสุทธิและปัจจัยปัจจเวกขณะ [16]
เกี่ยวกับประเด็นเรื่องสัญลักษณ์ที่เป็นสื่อถึงปรัชญาที่แฝงอยู่ในพระพุทธรูปดังกล่าวมานี้ เมื่อพิจารณาถึงทัศนะทางปรัชญาของนักปรัชญา เช่น เฮเกล (Hegel) มีแนวคิดว่า ความงาม คือ ความจริงที่ฉายจากสิ่งสมบูรณ์ผ่านโลกทางประสาทสัมผัสตามที่จิตของมนุษย์สามารถเข้าใจได้ ความงามจึงเป็นความจริงที่เรารับรู้ได้ในสิ่งต่าง ๆ รอบตัวและความงามที่มีสุนทรียภาพคือความงามในศิลปะ ซึ่งศิลปะที่แฝงความหมายของสิ่งที่ต้องการสื่อไว้ด้วยนั้นจัดเป็นศิลปะเชิงสัญลักษณ์ (Symbolic art) ซึ่งพบได้ในศิลปะทางศาสนาของฮินดู อียิปต์และฮิบรู[17] ตามทัศนะนี้ประกอบกับสัญลักษณ์ที่ปรากฏในพระพุทธรูป ทำให้สรุปได้ว่า การสร้างพระพุทธรูปจัดเป็นศิลปะเชิงสัญลักษณ์ที่มีความสำคัญทั้งต่อผู้สร้างในฐานะเป็นผู้ก่อให้เกิดสิ่งที่นำมาสู่สุนทรียภาพแก่ผู้พบเห็นหรือได้สักการะบูชา ซึ่งผู้สร้างเองก็ต้องมีสุนทรียภาพภายในตนและจินตนาการที่แฝงไว้ด้วยความงามและความจริงด้วย เพราะฉะนั้นผลงานที่ปรากฎนอกจากจะเป็นเครื่องสื่อถึงความเป็นพระพุทธเจ้า ความงามและความดี ยังเป็นเครื่องสะท้อนถึงจิตใจ ความรู้ และความสามารถอันน่าชื่นชมของผู้สร้างไปในตัว และเมื่อผลงานปรากฎก็เกิดผลดีต่อส่วนรวมหรือประชาชนโดยกว้างขวางในฐานะที่เป็นผู้เสพหรือผู้สัมผัสกับงานศิลปะนั้น ๆ ซึ่งในขั้นลึกอาจยังนำไปสู่การเข้าถึงธรรมอันแฝงอยู่ในลักษณะสัญลักษณ์ที่ปรากฎอยู่ด้วย สุนทรียศาสตร์กับการสร้างพระพุทธรูปจึงเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกันและมีความสำคัญดังกล่าวมา
สรุปได้ว่า ตามแนวคิดเชิงปรัชญา การสร้างพระพุทธรูปเป็นการถ่ายทอดความดีตามแนวทางของจริยศาสตร์และความงดงามตามแนวทางของสุนทรียศาสตร์ ผ่านวัตถุที่เป็นสัญลักษณ์แทนองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งอาจมีความเกี่ยวเนื่องไปถึงแนวคิดเชิงปรัชญาในส่วนอื่น ๆ ด้วย แต่การเข้าถึงหรือการเข้าใจแนวคิดนั้น ๆ ย่อมขึ้นอยู่กับพื้นฐานของปัจเจกชนแต่ละคนว่าจะเข้าถึงในระดับใดและมากน้อยเพียงใด
เอกสารอ้างอิง
[1] พระมหาอุดม ปญฺญาโภ, “การศึกษาวิเคราะห์พุทธศิลป์เชิงสุนทรียศาสตร์ : กรณีศึกษาเฉพาะพระพุทธรูปสมัยอยุธยา,” (วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต สาขาปรัชญา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, 2546), หน้า 8.
[2]พระยามานวราชเสวี(ปลอด วิเชียร ณ สงขลา), ชุมนมบทความทางวิชาการ (กรุงเทพมหานคร: สมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย, 2514), หน้า 1.
[3]สถิต วงศ์สวรรค์, ปรัชญาเบื้องต้น (กรุงเทพมหานคร: บริษัทอักษรพิทยา, 2540),หน้า 2.
[4] พระมหาอุดม ปญฺญาโภ, “การศึกษาวิเคราะห์พุทธศิลป์เชิงสุนทรียศาสตร์: กรณีศึกษาเฉพาะพระพุทธรูปสมัยอยุธยา,” หน้า 8.
[5] สถิต วงศ์สวรรค์, ปรัชญาเบื้องต้น, หน้า 16.
[6] วิบูลย์ ลี้สุวรรณ, ศิลปะกับชีวิต (กรุงเทพมหานคร: บริษัท เอสพีเอฟ พริ้นติ้ง กรุ๊ป จำกัด , 2542), หน้า 91.
[7] บุญมี แท่นแก้ว, พุทธปรัชญาเถรวาท (กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์, 2545), หน้า 44.
[8] เสฐียรพงษ์ วรรรณปก, คำบรรยายพระไตรปิฎก, พิมพ์ครั้งที่ 4 (กรุงเทพมหานคร: ธรรมสภา, 2550) , หน้า 216.
[9] วิสุทฺธิ.ฎีกา. 1/1.
[10]ขวัญทอง สอนศิริ, พุทธนาคบริรักษ์ 48 พรรษา สยามบรมราชกุมารี (กรุงเทพมหานคร: เพชรเกษมการพิมพ์, 2547), หน้า 20.
[11]พระมหาอุดม ปญฺญาโภ, “การศึกษาวิเคราะห์พุทธศิลป์เชิงสุนทรียศาสตร์ : กรณีศึกษาเฉพาะพระพุทธรูปสมัยอยุธยา,” หน้า 8.
[12]บุญมี แท่นแก้ว, พุทธปรัชญาเถรวาท, หน้า 80.
[13] วิบูลย์ ลี้สุวรรณ, ศิลปะกับชีวิต, หน้า 103.
[14] ราชบัณฑิตยสถาน, ศิลปกรรมไทย : พระพุทธปฏิมา พระบรมมหาราชวัง วัด เรือนไทยภาคกลาง, พิมพ์ครั้งที่ 2 (กรุงเทพมหานคร: ห้างหุ้นส่วนจำกัด อรุณการพิมพ์, 2541), หน้า 2-3.
[15] จรูญ โกมุทรัตนานนท์, สุนทรียศาสตร์ : ปัญหาเบื้องต้นในปรัชญาศิลปะและความงาม, พิมพ์ครั้งที่ 2 (นนทบุรี: มหาวิทยาลัยรังสิต, 2540), หน้า 27.
[16] พินัย ศักดิ์เสนีย์, ของดีจากหิ้งพระ (กรุงเทพมหานคร : โพธิ์สามต้นการพิมพ์, ม.ป.ท.), หน้า 32-37.
[17]ภัทรพร สิริกาญจน, “จากไตรภูมิพระร่วงถึงภิกษุสันดานกา: ความเชื่อ ความงาม ความจริง,” ในหนังสือโครงการส่งเสริมและเผยแพร่งานวิจัยเนื่องในวาระหนึ่งทศวรรษพุทธศาสนศึกษา, จัดพิมพ์โดยภาควิชาปรัชญา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับศูนย์วิจัยทางมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (กรุงเทพมหานคร: ม.ป.ท., 2551),หน้า 2.
สวัสดีครับ
เป็นงานวิจัยที่ดีมากเลยทีเดียว ควรทำการต่อยอดนะครับ ยินดีให้ความช่วยเหลือถ้าช่วยเหลือได้ครับ