งานวิจัยเรื่อง ทัศนคติที่มีต่อการบูชาพระพุทธรูปในสังคมไทย.2552

การสร้างพระพุทธรูปเป็นสิ่งที่น่าศึกษา  เพราะแนวคิด ความเป็นมาและพัฒนาการเกี่ยวกับการสร้างพระพุทธรูปนั้นมีความเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์  ความเชื่อ  ปรัชญา วัฒนธรรมและวิถีชีวิตของพุทธศาสนิกชนมาอย่างแนบแน่นและมีพัฒนาการมาจนปัจจุบัน  แม้เดิมทีการสร้างพระพุทธรูปผู้สร้างอาจจะไม่ได้คำนึงถึงสิ่งอื่นใดนอกจากต้องการสร้างสิ่งที่เป็นองค์แทนพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นที่เคารพสูงสุดไว้เพื่อสักการะบูชาเท่านั้น  ดังที่พระธรรมโกศาจารย์ อนุจารีเถระ ได้แสดงทัศนะไว้ว่า

   การสร้างพระพุทธรูปของพุทธศาสนิกชนนั้น  ชั้นเดิมคงจะไม่มีความหมาย      ออกไปถึง พระพุทธจริยาอาการที่ทรงบำเพ็ญพุทธกิจอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นแน่   คงจะสร้างขึ้นเป็นพระพุทธรูปสำหรับสักการะบูชา พอเป็นเครื่องเตือนใจให้ระลึก    ถึงพระพุทธองค์ พอเป็นที่ตั้งแห่งพุทธานุสสติเท่านั้น  คือ จะมีกิริยาทีท่าอย่างไรๆ ก็ได้ ขอแต่ให้สง่างามสมแก่ความเป็นพระพุทธเจ้าที่เคารพบูชาสักการะ เป็นพอแก่ความต้องการ[1]

                  แต่อย่างไรก็ตาม  เมื่อกาลเวลาล่วงผ่านมาจากยุคสู่ยุค  แนวคิดและพัฒนาการการสร้างพระพุทธรูปจึงมีการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ  ตามบริบทของสังคมในยุคนั้น ๆ  ความมุ่งหมายและลักษณะของการสร้าง  รวมถึงการบูชาสักการะพระพุทธรูปจึงอาจแตกต่างไปจากเดิมและมีความหลากหลายมากขึ้น  การศึกษาแนวคิด และพัฒนาการการสร้างพระพุทธรูปจะสามารถทำให้เข้าใจอดีตและช่วยให้อธิบายปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับการบูชาสักการะพระพุทธรูปในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี 

               ความเป็นมาของการสร้างและบูชาพระพุทธรูป มีมาตั้งแต่ปลายพุทธศตวรรษที่  6 หรือต้นพุทธศตวรรษที่  7  (บ้างว่า พ.ศ.370-438) หรือ  ประมาณ  2,000  ปีที่ผ่านมาซึ่งตรงกับสมัยของพระเจ้าเมนันเดอร์ที่ 1  กษัตริย์ชาวกรีกผู้มาครอบครองแคว้นคันธาระซึ่งเป็นแคว้นหนึ่งในจำนวน 16  แคว้นที่อยู่ในชมพูทวีป (อินเดียโบราณ)  เนื่องจากได้ทรงสนทนาธรรมกับพระนาคเสนจนเกิดมีความซาบซึ้งในพระธรรม ดังปรากฎในมิลินทปัญหา 236 ข้อ  เป็นที่มาของความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนา  ซึ่งเชื่อกันทรงสร้างพระพุทธรูปแบบคันธารราษฎร์เลียนแบบศิลปะเหมือนจริงของกรีกขึ้นเป็นครั้งแรกในยุคนั้น[2]  จากนั้นก็มีการสืบต่อการสร้างพระพุทธรูปกันอย่างต่อเนื่อง

                  ในสังคมไทยการสร้างและบูชาพระพุทธรูปได้มีพัฒนาการหลายยุคหลายสมัย   สืบเนื่องต่อกันมาตามลำดับ ที่ชัดเจนนับแต่ยุคสุโขทัยเรื่อยมาจนถึงยุครัตนโกสินทร์  โดยเฉพาะในยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น  ถือว่าเป็นยุคที่มีความเจริญรุ่งเรืองทางด้านพุทธศิลป์ที่สำคัญยุคหนึ่ง ดังเช่น  ในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) ได้ทรงโปรดให้สำรวจพุทธตำนานและพุทธประวัติ จัดทำตำราพระพุทธรูปปางรัตนโกสินทร์และทรงโปรดให้สร้างพระพุทธรูปประจำพระชนมวารเพื่อเป็นพุทธบูชาส่วนพระองค์ เพื่อเป็นการบำเพ็ญพระราชกุศลเนื่องในโอกาสครบรอบวันพระราชสมภพเป็นรัชกาลแรกขึ้นปีทุกปีๆ ละองค์[3]  อีกทั้งยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สร้างพระพุทธรูปประจำพระชนมวารซึ่งหมายถึงพระพุทธรูปประจำวันพระราชสมภพ เป็นประเพณีเพื่อให้พุทธศาสนิกชนสักการะบูชาเป็นสิริมงคลอีกชุดหนึ่ง[4]  การสร้างพระพุทธรูปปางประจำวันเกิดนั้น นับเป็นพระกุศโลบายให้พุทธศาสนิกชนสร้างพระพุทธรูปเพื่อบูชาสักการะเป็น สิริมงคลแก่ชีวิต แทนประเพณีสะเดาะเคราะห์รับส่งเทวดา ตามตำราสะเดาะเคราะห์โหรบูชา[5]  อันเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของคนชั้นสูงในสมัยนั้น[6] และกลายเป็นวัฒนธรรมหรือวิถีชีวิตของคนไทยสืบทอดมาจนปัจจุบัน 

 


            เอกสารอ้างอิง

            [1]พระธรรมโกศาจารย์  อนุจารีเถระ,  ตำนานพระพุทธรูปปางต่าง ๆ (กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์ประพาสต้น, ม.ป.ท.), หน้า 9.

            [2]  ผาสุก  อินทราวุธ, พระพุทธศาสนาและประติมานวิทยา (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2530),  หน้า 61.

            [3] สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ,  ตำนานพระพุทธเจดีย์ (กรุงเทพมหานคร: วังวรดิศ,  2472),  หน้า 228-235.

            [4]  เรื่องเดียวกัน, หน้า 228-229.

            [5]  พ.สุวรรณ, หลักบูชาพระประจำวันเกิดเสริมดวงชะตามั่นคง (กรุงเทพมหานคร : สำนักงานบ้านมงคล, 2543),  หน้า 54-55.

            [6] พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว,  พระราชพิธี 12  เดือน, พิมพ์ครั้งที่ 8 (กรุงเทพมหานคร : อมรการพิมพ์, 2542) หน้า 533-535.