การสร้างพระพุทธรูปเป็นสิ่งที่น่าศึกษา เพราะแนวคิด ความเป็นมาและพัฒนาการเกี่ยวกับการสร้างพระพุทธรูปนั้นมีความเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ ความเชื่อ ปรัชญา วัฒนธรรมและวิถีชีวิตของพุทธศาสนิกชนมาอย่างแนบแน่นและมีพัฒนาการมาจนปัจจุบัน แม้เดิมทีการสร้างพระพุทธรูปผู้สร้างอาจจะไม่ได้คำนึงถึงสิ่งอื่นใดนอกจากต้องการสร้างสิ่งที่เป็นองค์แทนพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นที่เคารพสูงสุดไว้เพื่อสักการะบูชาเท่านั้น ดังที่พระธรรมโกศาจารย์ อนุจารีเถระ ได้แสดงทัศนะไว้ว่า
การสร้างพระพุทธรูปของพุทธศาสนิกชนนั้น ชั้นเดิมคงจะไม่มีความหมาย ออกไปถึง พระพุทธจริยาอาการที่ทรงบำเพ็ญพุทธกิจอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นแน่ คงจะสร้างขึ้นเป็นพระพุทธรูปสำหรับสักการะบูชา พอเป็นเครื่องเตือนใจให้ระลึก ถึงพระพุทธองค์ พอเป็นที่ตั้งแห่งพุทธานุสสติเท่านั้น คือ จะมีกิริยาทีท่าอย่างไรๆ ก็ได้ ขอแต่ให้สง่างามสมแก่ความเป็นพระพุทธเจ้าที่เคารพบูชาสักการะ เป็นพอแก่ความต้องการ[1]
แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อกาลเวลาล่วงผ่านมาจากยุคสู่ยุค แนวคิดและพัฒนาการการสร้างพระพุทธรูปจึงมีการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ ตามบริบทของสังคมในยุคนั้น ๆ ความมุ่งหมายและลักษณะของการสร้าง รวมถึงการบูชาสักการะพระพุทธรูปจึงอาจแตกต่างไปจากเดิมและมีความหลากหลายมากขึ้น การศึกษาแนวคิด และพัฒนาการการสร้างพระพุทธรูปจะสามารถทำให้เข้าใจอดีตและช่วยให้อธิบายปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับการบูชาสักการะพระพุทธรูปในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี
ความเป็นมาของการสร้างและบูชาพระพุทธรูป มีมาตั้งแต่ปลายพุทธศตวรรษที่ 6 หรือต้นพุทธศตวรรษที่ 7 (บ้างว่า พ.ศ.370-438) หรือ ประมาณ 2,000 ปีที่ผ่านมาซึ่งตรงกับสมัยของพระเจ้าเมนันเดอร์ที่ 1 กษัตริย์ชาวกรีกผู้มาครอบครองแคว้นคันธาระซึ่งเป็นแคว้นหนึ่งในจำนวน 16 แคว้นที่อยู่ในชมพูทวีป (อินเดียโบราณ) เนื่องจากได้ทรงสนทนาธรรมกับพระนาคเสนจนเกิดมีความซาบซึ้งในพระธรรม ดังปรากฎในมิลินทปัญหา 236 ข้อ เป็นที่มาของความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนา ซึ่งเชื่อกันทรงสร้างพระพุทธรูปแบบคันธารราษฎร์เลียนแบบศิลปะเหมือนจริงของกรีกขึ้นเป็นครั้งแรกในยุคนั้น[2] จากนั้นก็มีการสืบต่อการสร้างพระพุทธรูปกันอย่างต่อเนื่อง
ในสังคมไทยการสร้างและบูชาพระพุทธรูปได้มีพัฒนาการหลายยุคหลายสมัย สืบเนื่องต่อกันมาตามลำดับ ที่ชัดเจนนับแต่ยุคสุโขทัยเรื่อยมาจนถึงยุครัตนโกสินทร์ โดยเฉพาะในยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น ถือว่าเป็นยุคที่มีความเจริญรุ่งเรืองทางด้านพุทธศิลป์ที่สำคัญยุคหนึ่ง ดังเช่น ในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) ได้ทรงโปรดให้สำรวจพุทธตำนานและพุทธประวัติ จัดทำตำราพระพุทธรูปปางรัตนโกสินทร์และทรงโปรดให้สร้างพระพุทธรูปประจำพระชนมวารเพื่อเป็นพุทธบูชาส่วนพระองค์ เพื่อเป็นการบำเพ็ญพระราชกุศลเนื่องในโอกาสครบรอบวันพระราชสมภพเป็นรัชกาลแรกขึ้นปีทุกปีๆ ละองค์[3] อีกทั้งยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สร้างพระพุทธรูปประจำพระชนมวารซึ่งหมายถึงพระพุทธรูปประจำวันพระราชสมภพ เป็นประเพณีเพื่อให้พุทธศาสนิกชนสักการะบูชาเป็นสิริมงคลอีกชุดหนึ่ง[4] การสร้างพระพุทธรูปปางประจำวันเกิดนั้น นับเป็นพระกุศโลบายให้พุทธศาสนิกชนสร้างพระพุทธรูปเพื่อบูชาสักการะเป็น สิริมงคลแก่ชีวิต แทนประเพณีสะเดาะเคราะห์รับส่งเทวดา ตามตำราสะเดาะเคราะห์โหรบูชา[5] อันเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของคนชั้นสูงในสมัยนั้น[6] และกลายเป็นวัฒนธรรมหรือวิถีชีวิตของคนไทยสืบทอดมาจนปัจจุบัน
เอกสารอ้างอิง
[1]พระธรรมโกศาจารย์ อนุจารีเถระ, ตำนานพระพุทธรูปปางต่าง ๆ (กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์ประพาสต้น, ม.ป.ท.), หน้า 9.
[2] ผาสุก อินทราวุธ, พระพุทธศาสนาและประติมานวิทยา (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2530), หน้า 61.
[3] สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ, ตำนานพระพุทธเจดีย์ (กรุงเทพมหานคร: วังวรดิศ, 2472), หน้า 228-235.
[4] เรื่องเดียวกัน, หน้า 228-229.
[5] พ.สุวรรณ, หลักบูชาพระประจำวันเกิดเสริมดวงชะตามั่นคง (กรุงเทพมหานคร : สำนักงานบ้านมงคล, 2543), หน้า 54-55.
[6] พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระราชพิธี 12 เดือน, พิมพ์ครั้งที่ 8 (กรุงเทพมหานคร : อมรการพิมพ์, 2542) หน้า 533-535.
พระพุทธเจ้าตรัสห้ามในเรื่องการสร้างรูปเคารพ
แต่ปัจจุบันศาสนาพุทธกลับกลายเป็นศาสนาที่สร้างรูปเคารพมากที่สุดไป จริงไหมครับ....
จริงๆ การจะเคารพอะไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นเคารพในตัวมนุษย์ หรือวัตถุนั้น ไม่ต่างอะไรกันหรอกครับ เพราะแสดงถึงความนอบน้อม ถ่อมตน ว่าเรายำเกรงต่อสิ่งที่มีอำนาจเหนือกว่า ซึ่งเหตุผลแบบนี้นั้นทำให้เราไม่กล้าจะอยากมีอำนาจ หรือวางตัวเองเป็นใหญ่เหนือสิ่งอื่นใด ไม่ได้เกี่ยวกับว่า พระพุทธเจ้าห้ามแล้วทำได้ หรือไม่ได้ เพราะพระพุทธเจ้าก็คือ มนุษย์คนหนึ่ง ตราบใดที่เรายังเคารพบูชา เชื่อในคำพูดของมนุษย์คนๆนึงอยู่ ก็ไม่ต่างอะไรกับการที่เราคิดว่าเราควรเคารพวัตถุชนิดนึงเช่นกัน เพราะมันแสดงถึงความยอมรับนับถือในสิ่งอื่นมากกว่ายอมรับนับถือในความคิดตนเองครับ
พระพุทธเจ้าก็ห้ามตั้งเยอะแยะที่เราทำกันซะกลายเป็นของดีของธรรมดาซะแล้ว ครับ
เช่น ดิ่มเหล้า การพนัน โอย เยอะแยะไปหมด ทำไมถึงยังเรียกตัวเองว่าเป็นชาวพุทธได้ทังๆที่ยังทำตัวแบบนี้หรือมันเป็นแค่สิ่งที่เขียนลงไปในบัตรประชาชน?แค่เพราะโก้เก๋? งั้นหรือครับ? สิ่งใดที่มีถึงขนาดพระพุทธเจ้าสั่งห้ามมิให้ทำแต่ก็ยังทำกันหน้าตาเฉยโดยคิดว่าดีเสียอีก ยังเรียกตัวเองว่าชาวพุทธอีกหรอครับ? พิจารณาตัวเองด้วย