ช่วงนี้ได้มีโอกาสสุนทรียสนทนาธรรมกับกัลยาณมิตรซึ่งส่วนใหญ่เป็นลูกศิษย์ ถึงวิถีแห่งการฝึกตนปฏิบัติธรรมในสังคมยุคปัจจุบัน จึงขอนำความคิดเห็นแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับกัลยาณมิตรทั้งหลายมาสรุปไว้ในบันทึกนี้ครับ

  1. แต่ก่อนผมเข้าใจผิดไปว่า "ผู้ปฏิบัติธรรมนั้นจะอ่อนทางโลก" กล่าวคือ ต้องเลือกทางใดทางหนึ่งระหว่างทางโลกกับทางธรรม แต่เมื่อศึกษาอย่างลึกซึ้งมากขึ้น จะเห็นว่า ทางธรรมกับทางโลกนั้นแท้จริงเป็นทางเดียวกัน โลกคือกายกับใจ ธรรมคือการรู้กายรู้ใจตามความเป็นจริง ว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่มีความเป็นตัวเป็นตน
  2. "อจิต" กับ "อกรรม" : นักวิชาการอย่างเราส่วนใหญ่จะคุ้นชินกับการดำเนินชีวิตแบบโลก ๆ โดยใช้สมองหรือความคิดพิจารณาเพื่อแก้ปัญหาเป็นหลัก พิจารณาดีบ้าง ไม่ดีบ้าง แต่ทั้งหลายของการใช้สมอง ใช้ความคิดนั้น เป็นเพียงด้านเดียว คือ เกิดจากจิตทั้งมวล แต่เราไม่เคยสัมผัสการอยู่โดยไม่คิด ไม่ใช้สมอง หรือไม่ใช้จิตเป็นใหญ่ นั่นหมายความว่า อจิต ไม่สามารถเข้าถึงได้ด้วยการใช้สมอง ใช้ความคิด เพราะมันอยู่คนละด้าน อกรรมก็เช่นเดียวกัน ปฏิบัติโดยไม่ยึดถือ ไม่ให้ผลแห่งกรรมนั้นมีผลต่อเรา วางให้หมด ...
  3. เผลอแรก ๆ กับเผลอปัจจุบันนี้ : ตอนที่ฝึกตนใหม่ ๆ เราจะเผลอลืมสติ เผลอไปคิด เผลอส่งจิตออกนอก แต่เมื่อเวลาผ่านมา ความเผลอแรกนั้นก็เริ่มลดน้อยถอยลง จิตดูจิตเป็นสำคัญ ไม่ค่อยส่งออกนอก  แต่การเผลอในปัจจุบันนี้ จะเป็นการเผลอไปบังคับจิตใจให้สงบ จริง ๆ แล้วควรตามรู้ตามจริง
  4. สัมปชัญญะกับการดูจิต : ในสติปัฏฐาน 4 (กาย เวทนา จิต ธรรม) จะด้วยความไม่รู้หรืออะไรก็แล้วแต่ทำให้ผมลัดข้ามการพิจารณากาย กับ เวทนา ลัดมาพิจารณาจิตกับธรรมเป็นหลัก เพราะเข้าใจไปว่า อะไรก็ได้ขอให้ตรงกับจริต แต่เวลาผ่านมาก็รู้สึกว่า ฐานไม่ค่อยแน่น ... ในการ "ดูจิต" ใหม่ ๆ นั้น ผมไม่ทราบว่า จิต คืออะไร จะดูจิตอย่างไร ก็มั่ว ๆ เอามาเป็นปี ดูแบบเห็นผิด เห็นถูกไปเรื่อย ต่อมาก็มาดูเจ้าอารมณ์ต่าง ๆ เล่นกับอารมณ์ เล่นกับความคิดไปเรื่อย จนเวลาต่อมาผู้รู้ชี้แนะว่า ดูให้เห็นไตรลักษณ์ ดูให้จิตมันอาย ... ก็เหมือนรู้แต่ก็ยังไม่รู้อยู่ดี... จนเวลาต่อมา ตัวผู้รู้เริ่มพัฒนาขึ้นมา ความสามารถในการดูเพิ่มขึ้น จากแต่ก่อนถนัดแต่ดูภาพนิ่ง ต่อมาเริ่มเคลื่อนไหว วิปัสสนาในชีวิตประจำวันได้บ้าง  จนวันนี้เริ่มสังเกตุเห็นว่า การดูจิตที่มีคุณภาพนั้น จะคล้าย ๆ สัมปชัญญะ...