ขอบคุณนักกิจกรรมบำบัด ทีมคุณครูและผู้ปกครองผู้เสียสละของมูลนิธิสร้างคุณค่าชีวิตเด็กและเยาวชน จ. อุตรดิตถ์

ผมดีใจที่มีโอกาสแนะนำกระบวนการคิดและออกแบบทักษะชีวิตให้ผู้ปกครองเด็กออทิสติกจำนวนกว่า 30 คน เพราะผู้ปกครองเหล่านี้มีความรักและตั้งใจจริงที่จะพัฒนาทักษะชีวิตลูก แต่ปฏิบัติแบบวนไปวนมากับปัญหาของลูกที่เติบโตจนเข้าสู่วัยรุ่นและมีพฤติกรรมทางเพศและสังคมที่ไม่เหมาะสม เกิดความเสี่ยงต่อการเป็นพลเมืองที่ไม่ดีทางสังคม เช่น ขโมยของ เปิดโชว์กระตุ้นอวัยวะเพศ ก้าวร้าว เข้ากับเพื่อนที่โรงเรียนไม่ได้ เป็นต้น

ที่น่าสนใจ คือ มูลนิธิฯไม่ได้รับความช่วยเหลือจากหน่วยงาน/เครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาทักษะชีวิตเด็กมากนัก และต้องรับภาระการฝากเด็กให้เรียนตามอัธยาศัยจากครูธรรมดา ที่ไม่รู้อนาคตที่แน่นอนของความเสียสละช่วยเหลือเด็ก พอสอนเด็กไม่ได้ ก็ต้องบังคับตีเด็กบ้าง ผู้ปกครองเองก็ไม่มั่นใจว่าจะแก้ไขปัญหาของเด็กที่มีความต้องการพิเศษนี้ได้อย่างไร

ผมเองก็พยายามจัดกิจกรรมระดมสมองหลังแลกเปลี่ยนเรียนให้ผู้ปกครองเข้าใจ "ความสำคัญของการพัฒนาทักษะชีวิตตามความสามารถของเด็กมากกว่าแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนมากเกินไปของเด็ก"

จากนั้นลองแบ่งกลุ่มผู้ปกครองให้เรียนรู้และทำความเข้าใจถึง "กระบวนการคิดและวางแผนกิจกรรมบำบัดเพื่อลูกที่บ้าน" รวมแล้วสี่รอบกว่าจะเห็นความก้าวหน้าทางความคิดของผู้ปกครอง ดังนี้

รอบที่ 1: โจทย์ "ให้เขียนแนวทางการฝึกทักษะชีวิตอะไรดีและอย่างไร จากความต้องการของผู้ปกครองในการพัฒนาทักษะการเรียนรู้ ทักษะการจัดการอารมณ์ และทักษะการสื่อสาร" ปรากฎว่า ผู้ปกครอง 90% ยังเขียนแนวทางที่กว้างและมีเป้าหมายเกินควร ไม่ถือว่าเป็นแนวทางที่เหมาะสมกับเป้าหมายที่แท้จริง

รอบที่ 2:  โจทย์ "ให้เขียนแนวทางการฝึกทักษะการใส่เสื้อที่ไม่เกิน 5 ขั้นตอน และน่าจะทำได้บรรลุหนึ่งเป้าหมาย แยกเป็น การใส่เสื้อเพิ่มการเรียนรู้ การใส่เสื้อเพิ่มการสื่อสาร และการใส่เสื้อเพื่ออารมณ์ดี" ปรากฎว่า ผู้ปกครอง 50% เริ่มเขียนขั้นตอนได้ แต่ยังมีหลายข้อที่เขียนขั้นตอนย่อยไม่น่าจะปฏิบัติได้จริง

รอบที่ 3: โจทย์ "ลองวางแผนปฏิบัติกับเด็กจริงๆ ว่าจะใส่เสื้อตามเป้าหมายของกลุ่มได้อย่างไร" ปรากฎว่า ผู้ปกครอง 60% เข้าใจวิธีการฝึกจากทำให้เด็กดู-จับทำอย่างช้าๆ-ให้โอกาสเด็กลองทำเองบ้าง-สื่อสารคำสั้นๆและช่วยเด็กบางขั้นตอน-ตามด้วยให้รางวัลด้วยการกอดเด็ก แม้ว่าจะใช้เวลานานในการฝึกและเป็นครั้งแรกที่ผู้ปกครองทดลองทำอย่างช้าๆ เพราะปกติผู้ปกครองจะเร่งรีบใส่เสื้อผ้าให้เด็กเลย

รอบที่ 4: ฝึกทักษะการผ่อนคลายผู้ปกครอง ให้รู้จักตั้งสติวิเคราะห์สังเคราะห์กิจกรรมบำบัดเพื่อทักษะชีวิตของลูกอย่างแท้จริงที่บ้าน และชมการสาธิตของดร.ป๊อป ในการฝึกเด็กให้อารมณ์พร้อมต่อการเรียนรู้โดยเล่นพร้อมเด็กด้วยความเร็วช้าที่เป็นธรรมชาติกับเด็ก ไม่มีการต่อต้านหรือใช้เสียงดุบังคับให้เด็กหยุด แต่ค่อยๆ เบี่ยงเบนความไม่อยู่นิ่งของเด็กมาสู่กิจกรรมที่ชอบและได้รับความช่วยเหลือบ้างในการเรียนรู้ด้วยการเลียนแบบ-ทำตามบ้าง-ทำเองโดยสื่อสารให้เด็กเข้าใจภายใน 3 ครั้งของความพยายาม หากไม่ได้ก็เปลี่ยนกิจกรรม-พัก-เริ่มฝึกใหม่อย่างใจเย็น พร้อมให้โจทย์แก่ผู้ปกครองแต่ละบุคคลว่า "ให้วางแผนจัดกิจกรรมบำบัดหนึ่งหัวข้อแก่ลูกของท่าน" ดร.ป๊อปได้ช่วยตรวจแก้ไขความรู้ความเข้าใจในแผนกิจกรรมที่ผู้ปกครองแต่ละท่านเขียนบนกระดาษอย่างตั้งใจ ปรากฎว่า ผู้ปกครอง 80% เข้าใจและพยายามจะนำแผนไปฝึกลูกต่อหลังจากแก้ไขแผนงานกับดร.ป๊อปเกือบ 3 รอบ ใช้เวลาเกือบ 2 ชม.

อย่างไรก็ตาม ผู้ปกครองเหล่านี้มีความต้องการให้มีการฝึกฝนทักษะชีวิตของลูกที่บ้าน เช่น ทักษะการทำกิจกรรมการดูแลตนเอง ทักษะการเรียนรู้ชีวิตและวิชาการ ทักษะการเล่นและการใช้เวลาว่างร่วมกับผู้ปกครอง ทักษะการทำงานบ้านสำหรับฝึกความรับผิดชอบของเด็ก และทักษะการเข้าสังคมสำหรับการสื่อสารและจัดการอารมณ์กับผู้อื่น

โดยนักกิจกรรมบำบัดควรสอน สาธิต และฝึกปฏิบัติให้ผู้ปกครองทำได้จริงที่บ้าน มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างบ้านผู้ปกครองมากขึ้นให้ตรงกับการแก้ไขปัญหาและการพัฒนาความสุขความสามารถของเด็ก ในประเด็นของเด็กวัยรุ่นที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมอาจจัดค่ายพลเมืองดีร่วมกับหน่วยงานทหาร ในประเด็นของเด็กที่ผู้ปกครองไม่พร้อมต่อการฝึก นักกิจกรรมบำบัดควรแนะนำเป็นรายบุคคล/ครอบครัว อาจมีการสลับเด็กให้อยู่ในบ้านและฝึกกับพ่อแม่ของเด็กคนอื่นๆ ที่ประสบความสำเร็จได้