สามกรณีศึกษามีพัฒนาการช้าแตกต่างกัน แต่อาจมีผลกระทบมาจากความรู้สึกและความคิดความเข้าใจในการเลี้ยงลูกที่ไม่เหมาะสมนัก ได้แก่
1. เด็กคอไม่ตั้งชัน ร้องหงุดหงิดง่าย ไม่ชอบให้สัมผัสบนร่างกาย และเกร็งไม่เคลื่อนไหวมากนัก ซึ่งความรู้สึกเครียดที่เกิดขึ้นกับผู้ปกครองนั้นพบได้ตั้งแต่ตั้งครรถ์ลูก
2. เด็กเอาแต่ใจตนเอง อิจฉาน้องคนเล็ก ร้องไห้บ่อย ไม่ค่อยเล่นกีฬาทั้งๆ ที่ชอบเล่นบาส รู้สึกคอกระตุกเวลาก้มเงยคอเร็วๆ และไม่ชอบเล่นกับเพื่อน ซึ่งผู้ปกครองเริ่มไม่สนใจลูกคนแรก เมื่อมีลูกคนที่สอง และไม่มีโอกาสเล่นกีฬากับลูก เพราะทำแต่งาน
3. เด็กสมาธิสั้น ไม่ยอมพูดและฟังบทสนทนายาวๆ และติดเล่นสัมผัสและให้กอดมากเกินไป ซึ่งผู้ปกครองละเลยพบแพทย์เพื่อตรวจสมาธิสั้นและคิดว่าลูกไม่อยากพูดและไม่อยากเรียนเล่นกับเพื่อนที่โรงเรียนเอง
ที่สำคัญผู้ปกครองใช้วิธีการบังคับให้เด็กเรียนรู้โดยการใช้คำพูดมากกว่าการทำแบบอย่างที่ดีให้เด็กสังเกตและเกิดการเรียนรู้ด้วยธรรมชาติ คือ เด็กควรได้รับโอกาสเรียนรู้อย่างมีความสุขและค่อยเป็นค่อยไป
ตัวอย่างเช่น
1. จัดบรรยากาศที่ผ่อนคลาย มีแสงไฟหลากสีส่องด้านข้างของตัวเด็ก แล้วจัดท่าทางที่ส่งเสริมการทำงานของกล้ามเนื้อคอในท่านั่งพร้อมทำกิจกรรมที่ชอบ เช่น ทานนม จากนั้นไม่บังคับการเคลื่อนไหวคอ ตา และมือมากเกินไป ลองช่วยจับทำและสัมผัสเบาๆ ไม่เกิน 3 ครั้งของการกระตุ้น แล้วตามด้วยการกอดสัมผัสด้วยความรักและไม่ต้องใช้เสียงมากนัก
2. จัดท่าทางผ่อนคลายในท่านอนหงายและตั้งงอขาสองข้าง ให้เด็กฝึกหายใจเข้า ค้างไว้นับใจใจ 1-5 จากนั้นต่อด้วยการหายใจออกทางปาก เบี่ยงเบนความสนใจจากความรู้สึกหงุดหงิดในใจจนรู้สึกคอกระตุก แล้วค่อยๆ จัดกิจกรรมกีฬาเป็นกลุ่มครอบครัว อย่าบังคับตำหนิ แต่ทำให้เด็กเห็นภาพของการเล่นกับน้องและเพื่อนอย่างมีความสุขโดยต้นแบบจากพ่อแม่
3. จัดการแบ่งเวลาทำกิจกรรมการเล่นที่ชอบแยกจากทำกิจกรรมการเขียน (ด้วยการเขียนตามคำบอก เขียนให้ดู และจับเขียนช่วยเล็กน้อย พร้อมกับปรับให้เขียนโดยการจับปากกาแท่งโต เปรียบเทียบกับแท่งเล็ก) โดยมุ่งเป้าหมายช่วงความสนใจให้นานถึง 5 นาทีต่อกิจกรรม จากนั้นควรย้ำถามกระตุ้นบทสนทนาว่า "ทำอะไร" มีการชี้นำบ้าง เช่น เน้นคำกิริยา+คำนาม (ทีละชุด เช่น เตะ+บอล) และแนะนำการสอนของแม่และครูที่นำไปประยุกต์กับการสื่อสารในบ้านและโรงเรียนโดบไม่สอนบังคับจำการกระทำมากเกินไป
จะเห็นว่า การประเมิน การสังเกต และการสัมภาษณ์ตามกรอบอ้างอิงทางกิจกรรมบำบัดที่ดีย่อมทำให้ตีโจทย์ว่า เราควรแก้ไขปัญหาและส่งเสริมความสามารถของเด็กหนึ่งคนและผู้ปกครองครอบครัวหนึ่งได้ตรงประเด็นได้อย่างไร
ติดตามผลกรณีศึกษาที่หนึ่ง พบว่า เด็กยอมให้สัมผัสและปรับท่าทางให้เรียนรู้ตั้งคอและหมุนคอมองตามเสียงแสงได้ดีขึ้น แต่ยังมีอาการเกร็งอยู่มาก นิ้วมือกำมากเกินจนข้อมือดูหลวม จึงแนะนำให้นำของเล่นให้เด็กกำแล้วพันผ้ายืดช่วยจัดท่าการใช้งานของมือข้างละไม่เกิน 1 ชม. สลับทีละข้าง และสอนท่านอนคว่ำบนหมอนข้างเน้นกระตุ้นคอตั้งขึ้น 5 วินาทีแล้วปล่อย ทำ 5 ครั้ง และกระตุ้นตั้งคอและกดโยกบริเวณไหล่และหลังส่วนบน 5 ครั้ง และกระตุ้นการลงน้ำหนักฝ่ามือทีละข้างแล้วดันหลังให้ตั้งเหยียดมือสองข้าง ทำ 5 ครั้ง ขณะที่ทำมีการให้แสงกระตุ้นด้านข้างซ้ายและขวา ทั้งที่สว่างและที่มืด แต่ต้องติดตามผลการรับรู้ว่า เด็กแยกแยะเสียงอย่างไร เข้าใจสิ่งที่มองขณะให้ดูดนมอย่างไรโดยไม่มีการกระตุกกลอกตาอัตโนมัติ (เขี่ยหว่างตาให้ตามาอยู่ตรงกลาง)
ติดตามผลในหนึ่งเดือนข้างหน้า