พระอภิธรรมรวมอยู่กับพระสูตร
ในการสังคายนาครั้งแรกใช้คำว่าสังคายนาพระธรรมวินัยไม่ได้แบ่งออกเป็นพระสูตรหรือพระอภิธรรม ในเนื้อหาของพระสูตรมีเค้าโครงของจิตรวมอยู่ด้วย เช่นในจิตตานุปัสสนาสติปัฎฐานซึ่งเป็นข้อธรรมหัวข้อหนึ่งในมหาสติปัฏฐานสูตรพระพุทธองค์ทรงจำแนกลักษณะของจิต ๑๖ อย่างคือ
๑. จิตมีราคะ ก็รู้ชัดว่าจิตมีราคะ
๒. จิตปราศจากราคะ ก็รู้ชัดว่าจิตปราศจากราคะ
๓. จิตมีโทสะ ก็รู้ชัดว่าจิตมีโทสะ
๔. จิตปราศจากโทสะ ก็รู้ชัดว่าจิตปราศจากโทสะ
๕. จิตมีโมหะ ก็รู้ชัดว่าจิตมีโมหะ
๖. จิตปราศจากโมหะ ก็รู้ชัดว่าจิตปราศจากโมหะ
๗. จิตหดหู่ ก็รู้ชัดว่าจิตหดหู่
๘. จิตฟุ้งซ่าน ก็รู้ชัดว่าจิตฟุ้งซ่าน
๙. จิตเป็นมหัคคตะ ก็รู้ชัดว่าจิตเป็นมหัคคตะ
๑๐. จิตไม่เป็นมหัคคตะ ก็รู้ชัดว่าจิตไม่เป็นมหัคคตะ
๑๑. จิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า ก็รู้ชัดว่าจิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า
๑๒. จิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า ก็รู้ชัดว่าจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า
๑๓. จิตเป็นสมาธิ ก็รู้ชัดว่าจิตเป็นสมาธิ
๑๔. จิตไม่เป็นสมาธิ ก็รู้ชัดว่าจิตไม่เป็นสมาธิ
๑๕. จิตหลุดพ้นแล้ว ก็รู้ชัดว่า จิตหลุดพ้นแล้ว
๑๖. จิตไม่หลุดพ้น ก็รู้ชัดว่าจิตไม่หลุดพ้นแล้ว[1]
การจำแนกจิตในลักษณะอย่างนี้น่าจะเป็นเค้าให้มีการจัดแบ่งประเภทของจิตมาจนถึงปัจจุบันนี้ ในสติปัฏฐาน ๔ ตามพระอภิธรรม กล่าวถึงการพิจารณา เห็นกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต และธรรมในธรรม ไม่ได้แยกออกเป็นภายในและภายนอกเหมือนในพระสูตร มีคำอธิบายที่ไม่เหมือนกับพระสูตร ดังจะยกตัวอย่างในการพิจารณาจิตในจิต คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญฌานที่เป็นโลกุตตรซึ่งเป็นเหตุนำออกจากวัฏฏทุกข์ ให้ถึงนิพพาน เพื่อละทิฏฐิ เพื่อบรรลุภูมิเบื้องต้น สงัดจากกาม ฯลฯ บรรลุปฐมฌานที่เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา อยู่ในสมัยใด ในสมัยนั้น ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะก็เกิดขึ้น สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าเป็นกุศล ภิกษุสงัดจากกามบรรลุปฐมฌานที่เป็นสุญญตะ เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญาซึ่งเป็นวิบากเพราะได้กระทำ ได้เจริญฌานที่เป็นโลกุตตรกุศลนั้นนั่นแหละ พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ในสมัยใดในสมัยนั้น สติ ความระลึกได้ ฯลฯ สัมมาสติ สติสัมโพชฌงค์ อันเป็นองค์มรรค นับเนื่องในมรรค นี้เรียกว่า สติปัฏฐาน สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยสติปัฏฐาน[2] สติปัฏฐานในพระอภิธรรม เป็นการเจริญฌานที่เป็นโลกุตตระ เป็นสติปัฏฐานที่นับเนื่องด้วยมรรค สติปัฏฐานในพระสูตร คือการปฏิบัติเบื้องต้นเพื่อบรรลุธรรมชั้นสูง วิธีการพิจารณาอารมณ์ทั้ง ๔ (กาย เวทนา จิต และธรรม) แบ่งออกเป็นภายในและภายนอก และในสังคีติสูตร[3] ทสุตตรสูตร[4] มหาเวทัลลสูตร[5] จุลเวทัลลสูตร[6]สัมมาทิฏฐิสูตร[7] ซึ่งปรากฎอยู่ในบาลีทีฆนิกาย, มัชฌิมนิกาย มีเนื้อหาของพระอภิธรรมรวมอยู่ด้วย จากหลักฐานในสูตรต่างๆ เหล่านี้ พระพุทธองค์ทรงแสดงหัวข้อแห่งพระธรรมแล้ว ทรงอธิบายขยายความออกให้พิศดารเพื่อให้เนื้อธรรมละเอียดกระจ่างชัดแก่พระสาวกซึ่งเป็นเรื่องมีมากมายทั่วไป คำว่าธรรม ในการสังคายนาครั้งแรกนั้นรวมพระอภิธรรมและพระสูตรไว้ด้วยกัน
ในสังคีติสูตรแห่งบาลีทีฆนิกายปาฏิกวรรค[8]เป็นภาษิตของพระสารีบุตรธรรมเสนาบดี อธิบายลักษณะหมวดธรรมตั้งแต่หมวดหนึ่งถึงหมวดสิบ และในหมวดสามว่าด้วยรูปสังคหะซึ่งแสดงถึงรูปปรมัตถ์ พระสารีบุตรแสดงว่า รูปสังคหะ ๓ ประการนั้นเป็นไฉน คือ สนิทัสสนสัปปฎิฆรูปได้แก่ รูปที่เห็นได้และสัมผัสได้, อนิทัสสนสัปปฎิฆรูป, ได้แก่รูปที่เห็นไม่ได้แต่สัมผัสได้ อนิทัสสนอัปปฎิฆรูป รูปที่เห็นไม่ได้และสัมผัสไม่ได้ ทั้งหมดนี้เป็นอภิธรรม
ความเป็นมาของคัมภีร์ธัมมสังคณี
คัมภีร์ธัมมสังคณีนับตามพระไตรปิฎกแล้วจัดเป็นคัมภีร์เล่มที่ ๓๔ ถ้านับตามพระอภิธรรมเป็นคัมภีร์เล่มแรกของพระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ และคัมภีร์นี้เป็นคัมภีร์ที่มีพัฒนามาพร้อมกับสังคายนาครั้งที่ ๑ แต่อยู่ในรูปของพระธรรมยังกระจัดกระจายอยู่ และข้อความในพระไตรปิฎกได้บันทึกการสังคายนาครั้งที่ ๑ ว่า “สังคายนาพระธรรมและวินัย” หลังสังคายนาครั้งที่ ๑ ภิกษุทั้งหลายได้รับมอบหมายให้ไปสอนนิสิตของตนๆ ดังนี้
๑. พระอานนท์ได้รับมอบหมายให้สอนทีฆนิกาย มี ๖๔ ภาณวาร ๓๔ สูตร
๒. ศิษย์ของพระสารีบุตรได้รับมอบหมายให้สอนมัชฌิมนิกาย มี ๘๐ ภาณวาร
๓. พระมหากัสสปะได้รับมอบหมายให้สอน สังยุตตนิกาย มี ๑๐๐ ภาณวาร
๔. พระอนุรุทธาจารย์ได้รับมอบหมายให้สอนอังคุตตรนิกายมี ๑๒๐ ภาณวาร
๕. พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ คือ ธัมมสังคณี วิภังค์ กถาวัตถุ บุคคล ธาตุ ยมก ปัฏฐาน ไม่ได้มอบหมายให้ผู้ใด[9]
ชาดก นิทเทส ปฏิสัมภิทามัคค์ อปทาน สุตตนิบาต ขุททกปาฐ ธัมมบท อุทาน อิติวุตตกะ วิมานวัตถุ เปตวัตถุ เถรคาถา เถรีคาถา ทั้งหมดจัดอยู่ในขุททกนิกาย มติของทีฆภาณกะรวมไว้ในอภิธรรมปิฎก แต่ท่านมัชฌิมภาณกะเห็นว่า คัมภีร์ขุททกะทั้งหมด รวมทั้งจริยาปิฎกและพุทธวงศ์จัดรวมไว้ในพระสุตตันตปิฎก[10]
จากหลักฐานในอรรถกถานั้นทำให้ทราบว่า พระอภิธรรมได้เจริญรุ่งเรืองในสมัยพุทธกาล มีการเรียนการสอนในรูปของมุขปาฐะ และคัมภีร์ธัมมสังคณีได้มีมาตั้งแต่ในสมัยพุทธกาล ในการสังคายนาครั้งที่ ๓ ได้ปรากฏหลักฐานเกี่ยวกับพระเถระที่ทรงอภิธรรม นั้นก็หมายถึงพระเถระเหล่านั้นต้องมีความชำนาญในคัมภีร์ธัมมสังคณีด้วย
ธัมมสังคณีเป็นคัมภีร์ที่แสดงหัวข้อธรรมหรือเนื้อหาหลักของพระอภิธรรมปิฎก เรียกชื่อว่า มาติกา คำว่ามาติกาคือ หัวข้อธรรม หรือเป็นอุทเทส และอุทเทสนี้เป็นแม่บทของนิทเทส เหมือนคลองส่งน้ำ ตามธรรมดาคลองส่งน้ำย่อมส่งน้ำไปสู่สระโบกขรณี สวน และนา[11]เมื่อแสดงมาติกาไว้เป็นเบื้องต้นแล้วจากนั้นจึงนำไปขยายออกเป็น ๔ กัณฑ์ คือจิตตุปปาทกัณฑ์ รูปกัณฑ์ นิกเขปกัณฑ์ และอัฏฐกถากัณฑ์ จิตตุปปาทกัณฑ์ เป็นส่วนที่แสดงจิตและสภาวธรรมที่เกิดพร้อมกับจิตที่เรียกว่าเจตสิกโดยพิศดาร รูปกัณฑ์เป็นการแสดงรูปโดยพิศดาร นิกเขปกัณฑ์เป็นส่วนที่แสดงจิตและเจตสิกโดยกลางๆ ส่วนในอัฏฐกถากัณฑ์ เป็นกัณฑ์ที่แสดงเพื่อเติมองค์ธรรมของติกมาติกาและทุกมาติกาอย่างย่อ คำว่าธัมมสังคณี หมายถึง คัมภีร์ที่ประมวลสภาวธรรมหรือปรมัตถธรรมล้วนๆ มาไว้เป็นหมวดหมู่ อีกนัยหนึ่งหมายถึง คัมภีร์ที่แสดงการนับจำนวนสภาวธรรม สำหรับธัมมศัพท์ที่แสดงในธัมมสังคณีนี้ มีความหมายว่า สภาวธรรมที่มีปรากฏตามความเป็นจริง อันได้แก่ปรมัตถธรรมนั่นเอง
ลักษณะการรวบรวมหมวดธรรมในธัมมสังคณีมีดังนี้
๑. พระพุทธองค์ทรงย่อสภาวธรรมทั้งหมดที่มีอยู่ให้เหลือเป็น ๓ ชนิด
ก. หมวดกุศล ซึ่งเป็นหมวดธรรมฝ่ายกรรมดี
ข. หมวดอกุศล ซึ่งเป็นหมวดธรรมฝ่ายชั่ว
ค. หมวดอัพยากต ซึ่งเป็นหมวดธรรมฝ่ายที่เหลือทั้งหมด
๒. พระพุทธองค์ทรงย่อสภาวธรรมให้เหลือเป็น ๒ ชนิด เช่นธรรมที่เป็นเหตุและธรรมที่ไม่ใช่เหตุเป็นต้น[12]
เมื่อพิจารณาจากหลักฐานที่ปรากฏในพระไตรปิฎกและอรรถกถาแล้วทำให้ทราบว่าคัมภีร์ธัมมสังคณีมีพัฒนาการมาพร้อมกับการสังคายนาครั้งที่ ๑ การสังคายนาครั้งแรกนั้นเป็นระบบ “มุขปาฐะ”คือระบบท่องจำไม่มีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร
แนวคิดเรื่องจิตในจิตตุปปาทกัณฑ์
ในจิตตุปปาทกัณฑ์แสดงจิต ๓ ประเภท คือ ประเภทที่เป็นฝ่ายดี (กุศล), ประเภทที่เป็นฝ่ายไม่ดี(อกุศล) และประเภทที่เป็นฝ่ายกลางๆ (อัพยากตะ) ลักษณะการแสดงเป็นลักษณะถาม และตอบ มีตัวอย่างดังนี้ “สภาวธรรมที่เป็นกุศลเป็นไฉน? จิตที่เป็นกามาวจรซึ่งเป็นกุศล สหรคตด้วยโสมนัส สัมปยุตด้วยญาณ มีรูปเป็นอารมณ์ มีเสียงเป็นอารมณ์ มีกลิ่นเป็นอารมณ์ มีรสเป็นอารมณ์ มีโผฏฐัพพะเป็นอารมณ์ มีธรรมเป็นอารมณ์ หรือปรารภอารมณ์ใดๆ เกิดขึ้นในสมัยใด ในสมัยนั้น ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา จิต วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ มนินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ สัทธาพละ วิริยพละ สติพละ สมาธิพละ ปัญญาพละ หิริพละ โอตตัปปพละ อโลภะ อโทสะ อโมหะ อนภิชฌา อัพยาบาท สัมมาทิฏฐิ หิริ โอตตัปปะ กายปัสสัทธิ จิตตปัสสิทธิ กายลหุตา จิตตลหุตา กายมุทุตา จิตตมุทุตา กายกัมมัญญตา จิตตกัมมัญญตา กายปาคุญญตา จิตตปาคุญญตา กายุชุกตา จิตตุชุกตา สติ สัมปชัญญะ สมถะ วิปัสสนา ปัคคาหะ และอวิเขปะ ก็เกิดขึ้น หรือสภาวธรรมที่ไม่เป็นรูปซึ่งอิงอาศัยกันเกิดขึ้นแม้ในสมัยนั้น สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าเป็นกุศล[13]
ส่วนจิตที่เป็นอกุศลแสดงไว้อีกกลุ่มหนึ่งเป็นลักษณะถามตอบเช่นกัน มีตัวอย่างดังนี้ สภาวธรรมที่เป็นอกุศลเป็นไฉน? จิตที่เป็นอกุศล สหรคตด้วยโทมนัส สัมปยุตด้วยปฏิฆะมีรูปเป็นอารมณ์ มีเสียงเป็นอารมณ์ มีกลิ่นเป็นอารมณ์ มีรสเป็นอารมณ์ มีโผฏฐัพพะเป็นอารมณ์ มีธรรมเป็นอารมณ์ หรือปรารภอารมณ์ใดๆ เกิดขึ้นในสมัยใด ในสมัยนั้น ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา จิต วิตก วิจาร ทุกข์ เอกัคคตา วิริยินทรีย์ สมาธินทรีย์ มนินทรีย์ โทมนัสสินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ มิจฉาสังกัปปะ มิจฉาวายามะ มิจฉาสมาธิ วิริยพละ สมาธิพละ อหิริกพละ อโนตตัปปพละ โทสะ โมหะ พยาบาท อหิริกะ อโนตตัปปะ สมถะ ปัคคาหะ และอวิกเขปะ ก็เกิดขึ้น หรือ สภาวธรรมที่ไม่เป็นรูปอิงอาศัยกันเกิดขึ้น แม้อื่นในสมัยนั้น สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าเป็นอกุศล[14]
แสดงจิตที่เป็นอัพยากตะ ได้มีการกล่าวถึงจิตที่เป็นวิบาก จิตที่เป็นกิริยา และสภาวธรรมที่เกิดร่วมด้วย เช่น สภาวธรรมที่เป็นอัพยากตะเป็นไฉน จักขุวิญญาณที่เป็นวิบาก สหรคตด้วยอุเบกขา มีรูปเป็นอารมณ์เกิดขึ้นเพราะได้ทำการสั่งสมกามาวจรกุศลกรรมไว้แล้วในสมัยใด ในสมัยนั้น ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา จิต อุเบกขา เอกัคคตา มนินทรีย์ อุเปก ขินทรีย์ และชีวิตินทรีย์ก็เกิดขึ้นหรือสภาวธรรมที่ไม่เป็นรูปซึ่งอิงอาศัยกันเกิดขึ้นแม้อื่นในสมัยนั้นสภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าเป็นอัพยากฤต[15]
ในจิตตุปปาทกัณฑ์ได้แสดงและรวบรวมจิตไว้เป็นหลายลักษณะอาการ อาการที่จิตคิดดี เรียกว่ากุศลจิต อาการที่จิตคิดไม่ดีเรียกว่า อกุศลจิต อาการที่จิตคิดเป็นกลางๆ เรียกว่าอัพยากฤต(วิบากจิต และกิริยาจิต) ในจิตตุปปาทกัณฑ์กล่าวถึงจิตที่เป็นกุศลธรรมดา(ชั้นกามาวจร) กุศลชนิดสูง(กุศลชั้นรูปาวจร อรูปาวจร) กุศลชนิดสูงสุด(กุศลชั้นโลกุตตระ) กล่าวถึงจิตที่เป็นอกุศลจิตว่า เป็นจิตโลภ จิตโกรธ จิตหลง(จิตที่มีความสงสัย จิตที่มีความฟุ้งซ่าน) กล่าวถึงจิตที่ทำหน้าเกี่ยวกับวิบาก ได้แก่จิตที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการเห็น จิตที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการได้ยิน จิตที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการได้กลิ่น จิตที่ทำหน้าเกี่ยวกับการรู้รส จิตที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการรู้สัมผัสทางกาย จิตที่ทำหน้าที่รับอารมณ์ จิตที่ทำหน้าที่ไต่สวนอารมณ์ จิตที่ทำหน้ารู้อารมณ์ทางใจ จิตที่เป็นผล(วิบาก)มีทั้งจิตชั้นกามาวจร ชั้นรูปาวจร ชั้นอรูปาวจร และโลกุตตร จิตที่เป็นวิบากนี้คือผลของกุศล ชั้นต่างๆ ส่วนวิบากที่เป็นผลของอกุศลนั้นเป็นวิบากที่ไม่ดีคือ เห็นไม่ดี ได้ยินไม่ดี ได้กลิ่นไม่ดี รู้รสไม่ดี รู้สัมผัสไม่ดี รับอารมณ์ไม่ดี ไต่สวนอารมณ์ไม่ดี และได้กล่าวถึงกิริยาจิต คือจิตที่ไม่เป็นกุศลและอกุศล จิตที่เป็นกิริยานี้เกิดกับพระอรหันต์ส่วนมาก และที่เกิดกับปุถุชนมี ๒ สภาวะ คือปัญจทวาราวัชชนจิต เป็นจิตที่พิจารณาอารมณ์ทางปัญจทวารคือตา หู จมูก ลิ้น กาย และมโนทวาราวัชชนจิตเป็นจิตที่พิจารณาอารมณ์ทางใจ(มโนทวาร) ส่วนจิตที่เป็นกิริยาที่เกิดกับพระอรหันต์จำพวกเดียว คือจิตที่ทำหน้าที่ให้เกิดการยิ้มของพระอรหันต์ (หสิตุปปาทจิต) มหากิริยาจิต เป็นจิตที่เกิดกับพระอรหันต์ในขณะที่พระอรหันต์บำเพ็ญประโยชน์ต่อเพื่อนมนุษย์ เช่นพระอรหันต์เทศนาสั่งสอนประชาชน พระอรหันต์กวาดลานวัดเป็นต้น หรือพระอรหันต์บำเพ็ญฌานเพื่อให้ได้รูปฌานในขณะนั้นรูปาวจรกิริยาจิตเกิด หรือพระอรหันต์บำเพ็ญอรูปฌานในขณะนั้นอรูปาวจรกิริยาจิตเกิด[16]
ดังนั้นจิตที่ปรากฏอยู่ในจิตตุปปาทกัณฑ์ จึงเป็นจิต ๓ ระดับคือระดับกุศล คือจิตที่เป็นสาเหตุแห่งความดี เมื่อจิตลักษณะเช่นนี้เกิดย่อมทำให้มนุษย์ประกอบคุณงามความดีก่อให้เกิดความประพฤติสุจริต และประพฤติกรรมที่ดีงาม เพราะการทำกุศลเป็นการยกระดับจิตให้อยู่ระดับที่สูง ส่วนระดับอกุศล อันเป็นสาเหตุแห่งความไม่ดี เมื่อจิตประเภทนี้เกิดขึ้นสามารถทำให้มนุษย์เกิดความประพฤติทุจริตและมีพฤติกรรมไม่ดี งาม ทำให้บุคคลิกภาพที่แสดงออกนั้นไม่เหมาะสมไปด้วย และระดับอัพยากตะ(ไม่เป็นกุศลและอกุศล) เป็นจิตที่เป็นผลของกุศลและอกุศล เป็นจิตที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การรู้รส การรู้สัมผัส เป็นต้น ผลของการทำความดี ผลการทำฌาน เป็นต้น หรือลักษณะที่เป็นกิริยาจิตคือจิตที่ไม่เป็นกุศล อกุศล และวิบาก เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของมนุษย์
พระพุทธศาสนาเถรวาท ให้ความสำคัญแก่จิตมาก เพราะจิตเป็นผู้นำประกอบกรรมดีกรรมชั่วและแสดงพฤติกรรมต่างๆ ของสัตว์ทั้งหลายในโลกนี้ ดังเช่นนาย ก คิดร้ายกับคนอื่นบ่อยๆ ก็บอกว่านาย ก เป็นคนก้าวร้าว หรือเห็นนาย ข เป็นคนซื่อสัตย์ มีใจดีก็จะบอกว่านาย ข เป็นดี หรือนาย ค ไม่สบาย ก็จะบอกว่านาย ค ไม่สบาย สิ่งเหล่านี้ เราบอกได้โดยการวินิจฉัยจากพฤติกรรม หรือการกระทำของคนแต่ละคนนั่นเอง พฤติกรรมต่างๆ ที่ปรากฏกับคนทุกคนเป็นเพราะจิตเป็นผู้สั่งการ บุคคลที่ได้ชื่อว่าเป็นคนดีหรือไม่ดีเพราะจิตเป็นผู้กระทำดังพุทธพจน์ว่า “จิตที่บุคคลตั้งไว้แล้วโดยชอบ พึงกระทำบุคคลนั้นให้เป็นผู้ประเสริฐ”[17] ลักษณะของจิตมีการรับอารมณ์อยู่เสมอ อารมณ์ก็มีทั้งดี ทั้งไม่ดี เฉยๆ จิตเป็นผู้สร้างสรรพสิ่งและก็ทำลายสรรพสิ่ง โลกจะสงบหรือไม่สงบก็เพราะจิตของมนุษย์ ถ้าจิตนั้นคิดดีความสงบก็เกิดขึ้นในตัวเอง ในครอบครัว ในสังคม ในประเทศชาติ ดังพุทธพจน์ว่า “จิตที่บุคคลฝึกดีแล้วนำความสุขมาให้”[18] แต่ถ้าจิตคิดไม่ดี ความไม่สงบก็เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา
ความหมายของคำว่าจิต
ในจิตตุปปาทกัณฑ์ไม่ได้อธิบายความหมายของจิตไว้ แต่ได้กล่าวถึงจิตที่เป็นกุศลว่ามีลักษณะที่เป็นโสมนัส และสัมปยุตต์ด้วยญาณ(ประกอบด้วยปัญญา)หรือโสมนัสที่เป็นญาณวิปปยุตต์ (ไม่ประกอบด้วยปัญญา) กุศลชนิดสูงคือรูปฌาน อรูปฌาน กุศลชนิดสูงที่สุดคือกุศลชนิดโลกุตตระ ได้กล่าวถึงอกุศล ว่าประกอบด้วยทิฏฐิก็มี ไม่ประกอบด้วยทิฏฐิก็มี ประกอบด้วยความโกรธ ประกอบด้วยความสงสัย ประกอบด้วยความฟุ้งซ่าน และอัพยากฤต ซึ่งเป็นจิตกลางๆไว้ ความหมายของจิตไปปรากฏของอยู่ในคัมภีร์ชั้นอรรถกถาและฎีกาเป็นต้น ในคัมภีร์อรรถกถากล่าวว่า สภาวะที่ชื่อว่าจิต หมายความว่า ย่อมคิด คือว่าย่อมรู้แจ้งซึ่งอารมณ์ หรือธรรมชาติที่สั่งสมสันดานของตนด้วยสามารถแห่งชวนวิถีหรืออันกรรมและกิเลสทั้งหลายสั่งสมวิบาก หรือเพราะเป็นธรรมชาติวิจิตร [19] ในคัมภีร์อภิธัมมาวตารกล่าวว่าจิต คือธรรมชาติที่คิดด้วยอำนาจรวบถือทั้งหมด หรือธรรมชาติที่สั่งสมในสันดานของตน[20] ในคัมภีร์วิภาวินีฎีกา กล่าวว่าที่ชื่อว่า จิต เพราะมีความหมายว่า ย่อมคิด ที่ชื่อว่าจิต เพราะมีความหมายว่ารู้อารมณ์ สัมปยุตตธรรมย่อมรู้อารมณ์โดยธรรมชาตินั้น ฉะนั้นธรรมชาติที่เป็นเหตุแห่งการรู้อารมณ์ ของสัมปยุตตธรรมเหล่านั้น ชื่อว่าจิต[21] ในหนังสือปรมัตถโชติกะอภิธัมมัตถสังคหะ กล่าวว่า จิตเป็นธรรมชาติรู้อารมณ์(อารมฺมณวิชานน ลกฺขณํ) คือได้รับอารมณ์อยู่เสมอ[22]
กล่าวโดยสรุปความหมายของจิต คือ
ธรรมชาติรู้อารมณ์ อารมณ์นั้น คือ รูป เสียง กลิ่น โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ ไม่พรากจากอารมณ์คือรับอารมณ์อยู่เสมอตามธรรมดาของจิตชอบสร้างศิลปะ เราจะเห็นได้ว่า สถาปัตยกรรม ประติมากรรม จิตรกรรมเกิดขึ้นก็ด้วยความวิจิตรของจิต จิตเป็นผู้คิดแบบ แล้วสร้างออกมาตามที่จิตสั่ง สรรพวัตถุต่างๆ ที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้น เป็นประดิษฐกรรมอันวิจิตรตระการตามีภาพลวดลายต่างๆ เครื่องยนต์กลไกต่างๆ ล้วนแต่เป็นศิลปกรรมที่เกิดด้วยจิตของนายช่างทั้งสิ้น[23]
จิตเป็นผู้สร้างความวิจิตร ขึ้นในโลก วิจิตร ในที่นี้ หมายถึง สิ่งที่สวยงาม วิจิตรพิสดาร สิ่งน่าอัศจรรย์ ซึ่งปรากฏอยู่ในสิ่งที่มีชีวิต และไม่มีชีวิต ตลอดจนสภาวธรรมที่เป็นความดี ความชั่ว ร่างกายของมนุษย์และสัตว์ที่เกิดมาในโลกนี้ล้วนมีอวัยวะแตกต่างกันไม่ว่าจะเป็นเพศหญิงและเพศชาย เช่นรูปร่าง สวยและไม่สวย เสียงดีหรือไม่ดี ตา หู จมูก คิ้ว คาง แขน ขา ผมเป็นต้น การที่เป็นดังนี้เพราะการกระทำดีและการกระทำที่ไม่ดี ของแต่ละบุคคลที่สั่งสมมา การกระทำทุกอย่างก็มีจิตเป็นผู้สั่งให้กระทำ เมื่อทำแล้วก็เกิดเป็นวิบากจิตขึ้นมา การที่บุคคลได้รูปร่างสวยหรือไม่สวยนั้น เพราะอาศัยจิตเป็นผู้สั่งการซึ่งตรงกับหลักปฏิจจ สมุปบาทว่า วิญฺญาณปจฺจยา นามรูปํ นามรูปเกิดได้เพราะวิญญาณ ข้อนี้ อาจจะมีผู้คัดค้านได้โดยเฉพาะนักชีววิทยาซึ่งถือว่า ผม ขน เล็บ ฟัน ฯลฯ เหล่านี้เกิดมาจากธาตุต่างๆ จึงขอแก้ว่า ธาตุต่างๆที่นักชีววิทยา ค้นพบนั้นเป็นรูปในทางพระพุทธศาสนา และรูปหากปราศจากวิญญาณ หรือ จิตเข้ามาควบคุม สร้างสรรค์เสียแล้ว ก็ไม่สามารถเจริญเติบโตได้ อนึ่ง หากจะนำหลักอภิธรรมมาอธิบายก็ย่อมจะได้ความชัดเจนขึ้นนั่นคือ ผม ขน ฯลฯ เกิดมาเพราะอาศัยอาหาร(ที่เรากินเข้าไป) และอุตุ (อุณหภูมิ) ในร่างกายเป็นสมุฏฐาน แต่ผมนั้นก็ยังมีสวย ไม่สวย หยาบ และละเอียด ทั้งนี้ เป็นเพราะกรรมของแต่ละคนและเราจะทำกรรมก็เพราะอาศัยจิตเป็นผู้สั่งการและเป็นตัวเก็บผลแห่งการกระทำ(วิบาก)”ไว้[24]
ในโลกนี้มีสิ่งก่อสร้าง จำนวนมากที่สวยงามใหญ่โต จนบางแห่งกลับกลายเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลก ในด้านศิลปะ มีทั้งภาพวาดและจิตรกรรมที่ส่งให้เห็นถึงความวิจิตรบรรจง แห่งอารยธรรมมนุษย์ซึ่งเหล่านี้ทั้งหมดล้วนเกิดมาได้เพราะจิตเป็นตัวสั่งการให้ทำทั้งหมด [25]สิ่งที่ไม่มีชีวิตทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นสิ่งของเครื่องใช้ ที่มีรูปทรงต่างๆกัน ก็เพราะอำนาจของจิตนั่นเอง จิตเป็นผู้คิดค้นและออกแบบให้วิจิตรพิศดารขึ้น คนเราจะทำความดีความชั่วได้มากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับประเด็นที่ว่า พื้นฐานจิตใจของเขามีความดีความชั่ว หมักดองอยู่มากน้อยแค่ไหน หากมีความดีอยู่มาก ก็สามารถทำความดีได้มาก หากมีความดีอยู่น้อย ก็แน่นอนว่าย่อมทำความดีได้น้อยกว่า [26]
จิตเป็นผู้สร้างความดีความชั่วให้แก่บุคคลนั้นๆ จิตคิดดีบุคคลก็ทำความดี พูดดี การกระทำจะเป็นในแนวทางสร้างสรรค์ สงครามจะไม่เกิด โลกก็จะอยู่อย่างสงบร่มเย็น จิตคิดชั่วบุคคลก็ทำความชั่ว พูดไม่ดี การกระทำเป็นไปในทางทำลายทำให้สังคมไม่มีความสุข
[1] ม.มู. (ไทย) ๑๒/๑๑๔/๑๑๑, (บาลี) ๑๒/๑๑๔/๘๓.
[2] อภิ.วิ (ไทย) ๓๕/๓๘๓/๓๒๒, (บาลี) ๓๕/๓๘๓/
[3] ที.ปา.(ไทย) ๑๑/๓๐๔/๒๖๘, (บาลี) ๑๑/๓๐๔/ ๑๙๑–๑๙๓.
[4] ที.ปา.(ไทย) ๑๑/๓๕๐/๓๖๗–๔๓๘, (บาลี) ๑๑/๓๕๐/ ๒๔๑–๒๘๓.
[5] ม.มู. (ไทย) ๑๒/๔๔๙/๔๘๘–๔๙๙, (บาลี) ๑๒/๔๔๙/๔๘๘–๔๙๙.
[6] ม.มู. (ไทย) ๑๒/๔๖๐/๕๐๐–๕๐๘, (บาลี) ๑๒/๔๖๐/๔๑๐–๔๑๖.
[7] ม.มู. (ไทย) ๑๒/๘๙/๘๑–๑๐๐, (บาลี) ๑๒/๘๙/ ๖๓–๖๕.
[8] ที.ปา.(ไทย) ๑๑/๓๐๔/๒๖๘, (บาลี) ๑๒/๓๐๔/๑๙๑–๑๙๓.
[9] ที.สี.อ. ๑/๑๔.
[10] ที.สี.อ. ๑/๑๕.
[11] พระสัทธัมมโชติกะ ธัมมาจริยะ, มาติกาโชติกะ ธัมมสังคณีสรูปัตตถนิสสยะ,(กรุงเทพมหานคร: สนองการพิมพ์, ๒๕๓๕), หน้า ๑๒.
[12] อภิ.สงฺ. (ไทย) ๓๔,บทนำ.
[13] อภิ.สงฺ. (ไทย) ๓๔/๑/๑, (บาลี) ๓๔/๑/๑.
[14] อภิ.สงฺ. (ไทย) ๓๔/๔๓๑/๑๒๐, (บาลี) ๓๔/๔๓๑/๑๑๕..
[15] อภิ.สงฺ. (ไทย) ๓๔/๔๓๑/๑๒๔, (บาลี) ๓๔/๔๓๑/๑๒๐.
[16] สรุปจากคัมภีร์ธัมมสังคณีภาษาไทยเล่ม ๓๔.
[17] ขุ.ธ.อ. ๒/๑๕๗.
[18] ขุ.ธ.อ. ๒/๑๒๔.
[19] อภิ.สงฺ.อ. ๑/๖๑/๒๒๘.
[20] อภิ.วตารฎีกา, ๑/๘/๒.(ฉบับแปล) โรงพิมพ์การศาสนา,๒๕๔๓.
[21] วิภาวนี. ๑/๖๖.
[22] พระสัทธัมมโชติกะธัมมาจริยะ, ปรมัตถโชติกะปริจเฉทที่ ๑-๒-๖,(กรุงเทพมหานคร:สำนักพิมพ์กรุงเทพเวชสาร,๒๕๓๖),หน้า ๕.
[23] พระครูสังวรสมาธิวัตร,การศึกษาพระอภิธรรมปิฎกเล่ม ๑ ภาคจิต, (กรุงเทพมหานคร:โรงพิมพ์พิทักษ์อักษร), หน้า ๑๒.
[24] บรรจบ บรรณรุจิ, จิต มโน วิญญาณ, (กรุงเทพมหานคร:โรงพิมพ์ธรรมสภา,๒๕๓๗),หน้า ๑๕–๑๖.
[25] เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๖–๑๗.
[26] เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๗.