การปลูกถ่ายอวัยวะ โดย นายแพทย์ปริญญา สากิยลักษณ์ และคนอื่นๆ
          การปลูกถ่ายอวัยวะ เป็นความก้าวหน้าทางการแพทย์ที่สำคัญมากในปัจจุบัน และทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากสามารถมีชีวิตอยู่ได้ต่อไปอย่างปกติสุข  การปลูกถ่ายอวัยวะที่ทำในอดีตนั้นมักได้ผลไม่ค่อยดีนัก เนื่องจากมีปัญหาหลายประการ แต่ในปัจจุบันได้มีความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ในแทบทุกแขนงที่เกี่ยวข้อง ซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้นอย่างมาก ทำให้สามารถปลูกถ่ายอวัยวะได้สำเร็จมากขึ้น จนเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย

         
โรคต่างๆ ที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดพยาธิ-สภาพในอวัยวะต่างๆ จนอาจถึงกับทำให้อวัยวะนั้นๆ ไม่สามารถทำงานได้ตามปกติหรืออาจจะไม่ทำงานเลย ทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย เช่น

          
 มีของเสียคั่ง หรือร่างกายขาดสารสำคัญต่อการดำรงชีพ หรือเสียการทำงานของอวัยวะสำคัญ เช่น หัวใจ และปอด เป็นต้น ถ้าภาวะดังกล่าวเป็นไม่มากนัก แพทย์อาจให้การรักษาโดยการช่วยเสริมการทำงานของอวัยวะนั้น เช่น ใช้เครื่องไตเทียมในการช่วยขับของเสียในร่างกายของผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง หรือให้ยากระตุ้นให้หัวใจของผู้ป่วยบีบตัวได้ดีขึ้น หรืออาจรักษาโดยการให้สารทดแทนส่วนที่ขาดไปเมื่ออวัยวะนั้นไม่ทำงาน เช่น การให้เม็ดเลือดแดงในผู้ป่วยโรคไขกระดูกที่ไม่สามารถผลิตเม็ดเลือดแดงได้ เป็นต้นอย่างไรก็ตาม การรักษาด้วยวิธีการดังกล่าวนั้นมักได้ผลไม่ดีนัก และจำเป็นต้องรักษาตลอดไปเป็นเวลานาน ดังนั้นการรักษาที่น่าจะได้ผลดีที่สุด คือ การเปลี่ยนเอาอวัยวะที่ทำงานได้ไม่ดีออกไปแล้วนำอวัยวะใหม่ที่ทำงานเป็นปกติใส่เข้าไปแทนที่ซึ่งเรียกว่า การปลูกถ่ายอวัยวะ

         
ในทางทฤษฎีนั้น แพทย์สามารถปลูกถ่ายอวัยวะแทบทุกส่วนของร่างกาย  แต่การปลูกถ่ายอวัยวะบางอย่างยังทำได้ยากและได้ผลไม่ดีนักการปลูกถ่ายอวัยวะที่สามารถทำได้ผลดีในปัจจุบันและนิยมกระทำกันอย่างแพร่หลาย คือ การปลูกถ่ายไต ตับ ไขกระดูก หัวใจ ปอด หัวใจและ ปอด ลำไส้ และตับอ่อน เป็นต้น

         
การปลูกถ่ายอวัยวะในอดีต มีปัญหาสำคัญมาก ๒ ประการ คือ
          ๑. ปัญหาการผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะ ส่วนใหญ่จำเป็นต้องทำการผ่าตัดเอาอวัยวะที่เสียออกไปแล้วนำเอาอวัยวะที่ดีใส่เข้ามาแทนที่ การผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะนี้เป็นการผ่าตัดใหญ่ กระทำได้ยากและจำเป็นต้องกระทำโดยศัลยแพทย์ที่มีความชำนาญสูง อวัยวะที่จะนำไปปลูกถ่ายนี้ อาจได้จากผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ถ้าอวัยวะนั้นมีมากกว่า ๑ ข้าง เช่น ไต แต่อวัยวะใหม่ส่วนใหญ่นี้ มักได้จากผู้ที่เพิ่งเสียชีวิต หรือผู้ป่วยที่สมองตาย การผ่าตัดนี้ต้องทำอย่างรวดเร็ว เนื่องจากไม่สามารถจะเก็บรักษาอวัยวะที่ได้มานี้ไว้นอกร่างกายได้นาน นอกจากนี้มีผู้ป่วยที่รอการปลูกถ่ายอวัยวะ มากกว่าจำนวนอวัยวะที่จะนำมาปลูกถ่าย ทำให้ผู้ป่วยแต่ละรายต้องรอรับการรักษาเป็นเวลานานผู้ป่วยจำนวนมากต้องเสียชีวิตก่อนได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะ  ในปัจจุบันมีความก้าวหน้าในการผ่าตัด และในการเก็บรักษาอวัยวะได้นานขึ้นทำให้การผ่าตัดทำได้สะดวกขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถนำเอาอวัยวะแต่ละส่วน จากผู้บริจาคอวัยวะที่เสียชีวิตหนึ่งราย ไปให้ผู้ป่วยที่รอรับการปลูกถ่ายอวัยวะหลายรายได้
          ๒. ปัญหาการที่ผู้ได้รับอวัยวะต่อต้านอวัยวะที่ให้เข้าไปใหม่  ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมนุษย์ทำหน้าที่ป้องกันร่างกายจากสิ่งแปลกปลอมต่างๆ โดยเฉพาะต่อเชื้อจุลชีพต่างๆ เช่น เชื้อแบคทีเรีย และเชื้อไวรัส รวมทั้งเซลล์แปลกปลอมอื่นๆ ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายนั้นจะไม่ถือว่าอวัยวะของตนเองเป็นสิ่งแปลกปลอมแต่ถือว่าอวัยวะใหม่ที่ได้มาจากผู้อื่นนี้เป็นสิ่งแปลกปลอม จึงทำการต่อต้านและไม่ยอมรับอวัยวะนี้ ทำให้เกิดการทำลาย และการอักเสบของอวัยวะใหม่ จนไม่สามารถทำงานได้  เกิดอันตรายต่อตัวผู้ได้รับอวัยวะเองด้วย (graft rejection) นอกจากนี้อาจมีเซลล์ของระบบภูมิคุ้มกันของผู้ให้อวัยวะใหม่ที่ใส่เข้าไป อาจจะถือว่าอวัยวะของร่างกายผู้รับเป็นสิ่งแปลกปลอมเช่นกัน และทำให้เกิดการพยาธิสภาพต่ออวัยวะต่างๆ ของผู้รับ (graft versus host disease)

         
การเข้ากันไม่ได้ระหว่างผู้รับอวัยวะกับอวัยวะใหม่ เกิดเนื่องจากการที่ผู้ได้รับอวัยวะมีสารโปรตีนบนผิวเซลล์ที่เรียกว่าแอนติเจน เอช แอล เอ (HLA antigen)  แตกต่างจากผู้ให้อวัยวะแอนติเจนนี้เป็นลักษณะจำเพาะของคนแต่ละคนและแตกต่างจากคนอื่น ถ้ามีความแตกต่างของแอนติเจนนี้มากก็จะเกิดการต่อต้านมาก ถ้าผู้ให้และผู้รับอวัยวะมีแอนติเจนนี้คล้ายคลึงกันก็จะมีการต่อต้านน้อย การต่อต้านอวัยวะใหม่นี้เป็นปัญหาสำคัญที่สุด ที่ทำให้การปลูกถ่ายอวัยวะไม่ได้ผล

         
ดังนั้นเพื่อให้สามารถปลูกถ่ายอวัยวะได้ผลดีที่สุด จึงจำเป็นต้องตรวจก่อนทำการปลูกถ่ายอวัยวะ ว่าผู้ให้และผู้รับมีความเข้ากันได้ คือมีแอนติเจน เอช แอล เอ เหมือนกัน อย่างไรก็ตามมีโอกาสน้อยมากที่ผู้ให้และผู้รับจะมีแอนติเจน เอช แอล เอ เหมือนกันทุกประการ จึงจำเป็นต้องเลือกผู้ที่มีแอนติเจนคล้ายคลึงกันมากที่สุด

         
นอกจากนี้ ยังจำเป็นต้องให้ยากดการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของผู้ได้รับอวัยวะ ไม่ให้ไปทำลายอวัยวะใหม่ เดิมใช้ยาในกลุ่มสเตียรอยด์หรือยาเคมีบำบัด แต่การให้ยาดังกล่าวก็มีผลข้างเคียงที่ไม่ต้องการหลายอย่าง เนื่องจากจะกดการทำงานทุกด้านของระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้ผู้ที่ได้รับการรักษาโดยการปลูกถ่ายอวัยวะ ไม่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อก่อโรค จึงเกิดการติดเชื้อได้ง่ายและเป็นอันตรายต่อผู้ได้รับอวัยวะ ในปัจจุบันได้มีความก้าวหน้าอย่างมาก ในการพัฒนายาใหม่ๆ โดยเฉพาะยาไซโคลสปอริน (cyclosporin) ซึ่งสามารถกดการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันเพียงบางส่วน เพียงพอที่จะไม่ต่อต้านอวัยวะที่ให้เข้าไปใหม่ แต่ยังสามารถต่อต้านเชื้อก่อโรคได้ ถึงแม้ว่าในปัจจุบันจะยังไม่มียากดการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันที่มีคุณภาพดีพร้อมทุกประการ แต่ยาไซโคลสปอรินนี้ก็มีส่วนสำคัญมาก ในการพัฒนาการปลูกถ่ายอวัยวะให้ได้ผลดียิ่งขึ้น จนเป็นที่ยอมรับกันในที่สุด

         
การพัฒนาวิธีการปลูกถ่ายอวัยวะ ไม่ว่าจะเป็นโดยการผ่าตัด หรือการปลูกถ่ายไขกระดูกร่วมกับการใช้ยากดการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันทำให้ผู้ได้รับอวัยวะจำนวนมากหายขาดจากโรคสามารถดำเนินชีวิตในสังคมอย่างเป็นปกติและทำให้สามารถทำการปลูกถ่ายอวัยวะได้อย่างแพร่หลายในปัจจุบัน

อวัยวะที่นำมาปลูกถ่ายได้
[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]

บรรณานุกรม
นายแพทย์ปริญญา สากิยลักษณ์
นายแพทย์พันธุ์พิษณุ์ สาครพันธ์
นายแพทย์วิทยา วัฒโนภาส
นายแพทย์สุรพล อิสรไกรศีล
นายแพทย์ไพบูลย์ จิตประไพ

[กลับหัวข้อหลัก]
 

เมื่อมองท้องทะเลจะเห็นว่าน้ำทะเลมีสีต่างๆ กัน เช่น สีเขียว สีน้ำเงิน ซึ่งบางคนบอกว่าเพราะทะเลมีความลึกต่างกัน หรือเกี่ยวกับสัตว์ทะเลบางชนิด ซึ่งสาเหตุที่เรามองเห็นท้องทะเลเป็นสีต่างๆ นั้นเกิดจากสาเหตุใด

รศ.ดร.สุจินต์ ดีแท้ ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อธิบายว่า ขณะที่เรานั่งอยู่ริมฝั่ง จะมองเห็นน้ำทะเลเป็นอีกสีหนึ่ง แต่เมื่อเรานั่งเรือออกทะเล น้ำทะเลก็จะกลายเป็นอีกสีหนึ่ง โดยเฉพาะเมื่อเราไปเกาะแก่งต่างๆ เราก็จะเห็นว่า ถ้าเกาะนั้นน้ำลึกก็จะมองเห็นน้ำเป็นสีน้ำเงิน พอเข้าใกล้เกาะน้ำทะเลก็จะใส สาเหตุหลักที่ทำให้เป็นเช่นนี้ คือแสงอาทิตย์ ในขณะที่ดวงอาทิตย์ส่องแสงมายังพื้นโลกจะผ่านกลุ่มเมฆต่างๆ และส่องลงมากระทบกับผิวน้ำ แสงอาทิตย์จะผ่านลงไปในน้ำทะเลส่วนหนึ่ง และแสงส่วนหนึ่งก็จะสะท้อนกลับขึ้นไปในอากาศ ทำให้เรามองเห็นน้ำทะเลเป็นสีต่างๆ นอกจากนี้ในทะเลยังมีสิ่งมีชีวิตต่างๆ มากมาย ถ้าเรามองในบริเวณที่น้ำตื้นจะเห็นน้ำทะเลเป็นสีเขียวเพราะเป็นการสะท้อนจากแพลงตอน ส่วนที่เรามองเห็นน้ำทะเลเป็นสีดำเข้มนั้นเพราะว่าทะเลบริเวณนั้นเป็นทะเลน้ำลึก

เมื่อพูดถึงทะเล บ่อยครั้งที่เราได้ยินข่าวคนจมน้ำที่เกิดจากแรงดูดของน้ำใต้ท้องทะเล ซึ่งมีความเชื่อว่ามีผีมาดึงให้คนจมลงไป เรื่องนี้ รศ.ดร.สุจินต์ อธิบายเพิ่มเติมว่า ความจริงทะเลทั่วโลกจะมีกระแสน้ำ กระแสน้ำแรก คือ longshore current เป็นกระแสน้ำที่ไหลขนานกับชายฝั่ง ช่วยพัดพาแร่ และทรายต่างๆ กระแสน้ำที่ 2 เรียกว่า rip current โดยมีทิศทางไหลตั้งฉากกับชายฝั่งออกสู่ทะเล เป็นร่องน้ำที่เกิดตามธรรมชาติ ซึ่งจุดนี้เองที่เป็นจุดอันตราย ถ้าเราว่ายน้ำอยู่ตรงบริเวณ rip current กระแสน้ำก็จะพัดตัวเราสู่ทะเล ถ้าเราว่ายน้ำไม่เก่ง ร่างกายไม่แข็งแรงหรือเมาก็อาจจมน้ำได้ง่าย

บทความอื่น ๆ ของสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ  
 
 
บทความอื่น ของสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 20 สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มอื่น
การปลูกถ่ายไต
การผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ
คุณภาพของอัญมณี
ผลจากการเปลี่ยนแปลงความกดบรรยากาศ (EFFECTS OF BAROMETRIC PRESSURE CHANGES)
ยารักษาภาวะคุ้มกันเสื่อมและการพัฒนาวัคซีน
ลักษณะสมบัติทางไฟฟ้าของเซลล์แสงอาทิตย์
ศาสนาซิกข์
อัญมณีและแหล่งในประเทศไทย
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 6
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 8
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 10
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 11
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 12
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 14
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 15
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 17
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 21
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 27