วิถีชีวิตมุสลิม : ผู้ไปทำฮัจญ์ และผู้ไม่สามารถไปทำฮัจญ์เพื่อเรียนรู้ร่วมกันในสังคมไทย พิมพ์ ส่งเมล
เขียนโดย อับดุชชะกูร์ บิน ชาฟิอีย์ ดินอะ   
วันจันทร์ที่ ๑๖ มกราคม พ.ศ.๒๕๔๙
อับดุชชะกูร์ บิน ชาฟิอีย์ ดินอะ (อับดุลสุโก ดินอะ)
“วิธีการสร้างความสมานฉันท์ของคนในชาติและสำหรับชนรุ่นใหม่อย่างถาวรจะต้องบรรจุหลักสูตรการเรียนวิชา “การสร้างสมานฉันท์แห่งชาติ”ภายใต้ความหลากหลายทางเชื้อชาติ วัฒนธรรม และศาสนา”

 

 อับดุชชะกูร์ บิน ชาฟิอีย์ ดินอะ (อับดุลสุโก ดินอะ)ผู้ช่วยผู้จัดการโรงเรียนจริยธรรมศึกษามูลนิธิ .จะนะ .สงขลา[email protected] ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงเมตตากรุณาเสมอขอความสันติสุขจงมีแด่ศาสดามูฮัมมัดและผู้เจริญรอยตามท่านและสุขสวัสดีแด่ผู้อ่านทุกท่านทุกๆ ปี ชาวไทยมุสลิมจำนวนมากจะไปร่วมประกอบพิธี ฮัจญ์  ที่นครมักกะฮ์ ประเทศซาอุดิอารเบีย ตามศาสนบัญญัติของศาสนาอิสลาม ซึ่งถือเป็นความตั้งใจสูงสุดเช่นเดียวกับอิสลามิกชนจากทั่วโลก โดยในปีนี้ทางกระทรวงฮัจญ์ของประเทศซาอุดิอารเบียได้กำหนดโควต้าผู้ที่จะเดินทางไปทำฮัจญ์หรือ ฮุจญาจ ในส่วนของประเทศไทยจำนวน 10,451 คน การประกอบพิธีทำฮัจญ์ เป็น 1 ใน 5 หลักปฏิบัติศาสนกิจของมุสลิม ท่านศาสดามูฮัมมัด  ได้กล่าวแก่ชาวมุสลิมเกี่ยวกับฮัจญ์ สรุปความได้ว่า โอ้ประชาติทั้งหลาย อัลลอฮ . ได้กำหนดฮัจญ์เป็นหน้าที่ของพวกท่าน  ดังนั้นท่าน ทั้งหลายจงทำฮัจญ์ รู้จักฮัจญ์โดยสังเขป การทำฮัจญ์ คือการเดินทางไปปฏิบัติศาสนกิจที่นครมักกะหฺ  ประเทศซาอดิอารเบียในเดือนซุลฮิจญะหฺ (เดือนที่12 ตามปฏิทินอิสลามซึ่งปีนี้ ตรงกับ 8-13 เดือนมกราคม 2549) ตามวันเวลา และสถานที่ต่าง ๆที่ทางศาสนาอิสลามกำหนดไว้ ซึ่งศาสนกิจข้อนี้เป็นหน้าที่สำหรับมุสลิมทั้งชายและหญิง ทุกคนที่มีความสามารถในด้านร่างกาย ทรัพย์สิน และการเดินทาง ที่จะต้องปฏิบัติ ในช่วงฮัจญ์ ชาวมุสลิมทั่วโลกจะเดินทางเข้าสู่อารเบีย โดยก่อนอื่นจะมีการทำ อิฮฺรอม นั่นคือการตั้งใจว่าจะทำพิธีฮัจญ์ ก่อนการเข้าไปในแผ่นดินฮะรอม ในซาอุดิอารเบีย โดยจะปฏิบัติตามกฏของฮัจญ์ อาทิเช่น การไม่สมสู่ การไม่ล่าสัตว์ในแผ่นดินฮะรอม การไม่ตัดเล็บหรือผม การไม่เสริมสวยหรือใช้น้ำหอม ผู้ชายจะเปลี่ยนเครื่องแต่งกาย มาสวมผ้าเพียงสองผืน แล้วต่างก็จะมาชุมนุมกันที่ ทุ่งอะร็อฟะหฺ ในตอนเช้าตรู่ของวันที่เก้าของเดือนซุลฮิจญะหฺแล้วพอตกค่ำ ซึ่งตามปฏิทินจะเป็นคืนที่สิบ บรรดาฮุจญาจกจะเดินทางผ่าน ทุ่งมุซดะลิฟะหฺ พักชั่วครู่หนึ่งก่อนที่จะมุ่งหน้าสู่ ทุ่งมีนา ก่อนเที่ยงของวันต่อไปฮุจญาจจะพักอยู่ที่ ทุ่งมีนา เป็นเวลาสามวัน เพื่อขอพรและบำเพ็ญตนตามพิธีฮัจญ์ หลังจากนั้นจึงเดินทางเข้ากรุงมักกะหฺ เพื่อฏอวาฟ(เวียนรอบ) กะอฺบะหฺ หรือที่เรียกว่า บัยตุลลอหฺ อันเป็นเสมือนเสาหลักของชุมทิศ ซึ่งตั้งอยู่ใน มัสญิด ฮะรอม (เมืองมักกะฮฺ) หลังจากนั้นฮุจญาจก็จะเดินจากเนินเขาศอฟา สู่เนินเขามัรวะหฺ ซึ่งมีระยะทาง ๔๕๐ เมตร ไปมาจนครบเจ็ดเที่ยว ระหว่างที่เดินก็จะกล่าวคำขอพรและคำวิงวอนต่อพระผู้เป็นเจ้า เมื่อเสร็จพิธีนี้แล้วก็จะขลิบผมหรือโกนหัว และผู้แสวงบุญก็จะหลุดพ้นจากภาวะ อิฮฺรอมการไปประกอบพิธีฮัจญ์ นอกจากจะเป็นการปฏิบัติตามศาสนบัญญัติแล้ว ยังนับได้ว่าเป็นบทพิสูจน์อย่างหนึ่งถึงความตั้งใจจริงในการดำรงตนให้อยู่ในหลักของศาสนา ซึ่งส่วนใหญ่จะต้องใช้เวลากว่าค่อนชีวิตเก็บสะสมเงินทองเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ฉะนั้นการไปประกอบพิธีฮัจญ์ จึงเป็นความภาคภูมิใจไม่เฉพาะแต่ ฮุจญาจ เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงบรรดาญาติพี่น้องอีกด้วย ย้อนอดีตดูคำสอนครั้งสุดท้ายของศาสดา ในพิธีฮัจญ์  ในวันที่ 8 ซุลฮิจญะห์ ปีที่สิบเอ็ดของศักราชอิสลาม ศาสดามุฮัมมัดและบรรดามุสลิมได้ไปพักอยู่ที่ตำบลมินาและค้างอยู่ที่นั่น วันรุ่งขึ้น(คือ 98 ซุลฮิจญะห์) ท่านได้ขึ้นอูฐเดินทางไปยังภูเขาอะรอฟะฮ ได้ตั้งกระโจมพักอยู่ตรงด้านตะวันออกของภูเขาตรงจุดนี้เรียกกันว่านะมีรอฮ ในตอนเที่ยงท่านได้เดินทางไปถึงภูเขานูร ณ ที่นี้เองท่านได้นั่งบนหลังอูฐ และเริ่มเทศนาสั่งสอนชาวมุสลิมด้วยเสียงอันดัง โดยมี เราะบีอะฮ อิบนุ อุมัยยะฮ อิบนุ เคาะลัฟ อัครสาวกของท่าน(Rabiah ibn Umayyah ibn Khalaf) คอยพูดซ้ำทีละประโยค ศาสดาเริ่มต้นด้วยการกล่าวสรรเสริญพระผู้เป็นเจ้าขอบคุณพระองค์แล้วท่านก็กล่าวสุนทรพจน์ดังต่อไปนี้ :  " โอ้ท่านทั้งหลายจงตั้งใจฟังคำพูดของฉัน เพราะฉันไม่รู้ว่าฉันจะได้พบกับพวกท่าน ในโอกาสเช่นนี้อีกเมื่อไร โอ้ท่านทั้งหลายชีวิตและทรัพย์สินของพวกท่านเป็นสิ่งต้องห้ามและเป็นสิ่งที่คนหนึ่งคนใดจะมาล่วงละเมิดมิได้ จนกว่าพวกท่านจะได้พบกับผู้อภิบาลเสมือนกับวันบริสุทธิ์นี้ และเดือนนี้เป็นเวลาที่ต้องห้ามสำหรับพวกท่านและเมืองนี้ก็เป็นเมืองต้องห้ามสำหรับพวกท่านทั้งหลาย พวกท่านทั้งหลายจะต้องได้รับการสอบสวนจากองค์พระผู้อภิบาลของพวกท่านในกิจการงานทุกอย่างที่พวกท่านได้กระทำไว้ โอ้ประชาชนทั้งหลายพวกท่านทั้งหลายมีสิทธิที่ได้รับมอบหมายเหนือฝ่ายสตรี และฝ่ายสตรีก็มีสิทธิเหนือฝ่ายชายเช่นกันในหน้าที่ที่ท่านได้รับมอบหมาย ดังนั้นพวกท่านจงได้ปกป้องดูแลภรรยาของพวกท่านด้วยความรักความเมตตาเถิด แน่นอนใครที่ทำได้เช่นนั้นก็เท่ากับเขาได้ปกครองดูแลภรรยาของเขาเอาไว้ให้อยู่ในความพิทักษ์รักษาของพระผู้เป็นเจ้า พวกท่านทั้งหลายจงรักษาความศรัทธาเชื่อมั่นให้คงไว้ในจิตใจของพวกท่าน และจงหลีกเลี่ยงออกห่างจากเรื่องบาปกรรม และความชั่ว ดอกเบี้ยหรือการให้กู้ยืมเงินโดยคิดดอกเบี้ยเป็นสิ่งต้องห้าม สำหรับลูกหนี้ให้ส่งคืนเฉพาะเงินในจำนวนที่ยืมมาและเรื่องของดอกเบี้ยที่จำเป็นจะต้องถูกยกเลิกคือ ดอกเบี้ยของอับบาส อิบนุ อบูฏอลิบ (Abbas Ibn Abutalib) นับแต่นี้ต่อไปเรื่องของการแก้แค้นทดแทนกันด้วยเลือด เช่นในสมัยของยุคป่าเถื่อน เป็นเรื่องต้องห้าม การอาฆาต จองล้างจองผลาญกันด้วยเลือดต้องสิ้นสุดกันเสียที เริ่มต้นด้วยเรื่องการฆาตกรรมของอิบนุเราะบีอะฮ อิบนุ ฮาริษ (Ibn Rabia-h ibn Harith)  โอ้ประชาชนทั้งหลาย บรรดาคนใช้ของพวกท่านที่อยู่ในความดูแลของพวกท่านนั้นจงเลี้ยงดูพวกเขาเช่นอาหารที่พวกท่านรับประทาน และให้เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มแก่พวกเขาด้วยเครื่องนุ่งห่มที่พวกท่านใช้ หากพวกเขาได้กระทำในสิ่งที่เป็นความผิดพลาดชนิดที่ท่านไม่ปรารถนาที่จะอภัยให้พวกเขาก็จงแยกทางกับเขาเสีย อย่าทำร้ายเฆี่ยนตีทำทารุณพวกเขา เพราะเขาต่างก็เป็นบ่าวของพระองค์เช่นเดียวกับพวกเรา  …… โอ้ประชาชนทั้งหลาย พวกท่านจงรำลึกและจดจำในสิ่งที่ฉันพูด พวกท่านต้องรำลึกเสมอว่า พวกท่านทั้งหลายต่างมีความเท่าเทียมกัน และขอให้ทุกคนมีความพอใจในสิทธิและหน้าที่ความรับผิดชอบที่เรามีอยู่เสมอหน้ากัน พวกท่านแต่ละคนล้วนแต่เป็นสมาชิกของสังคมพี่น้องเดียวกันจงปกป้องตัวของท่านให้ห่างไกลจากความอยุติธรรมในทุกกรณี ขอให้บุคคลที่อยู่ที่นี้จงนำสิ่งที่ได้ยินจากฉันไปบอกเล่าแก่บุคคลที่เขาไม่ได้มาอยู่ ณ ที่นี้เพราะอาจจะเป็นไปได้ว่าคนที่ไม่ได้รับการบอกเล่านั้นอาจมีความจดจำได้ดีกว่าบุคคลที่ได้ยินไปจากฉันโดยตรงก็เป็นได้ และผู้ที่ได้รับความไว้วางใจเขาจะต้องไม่ให้ผู้ที่ไว้วางใจเขาประสบความผิดหวัง  โอ้ ผู้ศรัทธาทั้งหลายหากเมื่อถึงเวลาที่ฉันต้องจากพวกท่านไปแล้ว พวกท่านจงอย่าได้หันกลับไปต่อสู้เป็นศัตรูหลั่งเลือดกัน เหมือนอย่างเช่นสมัยแห่งความโง่เขลา ดังที่ได้ผ่านมา แท้จริงฉันได้มอบสิ่งหนึ่งแก่พวกท่านทั้งหลายซึ่งหากพวกท่านยึดเอาไว้อย่างมั่นคงแล้ว ท่านทั้งหลายจะไม่หลงออกไปสู่แนวทางที่เหลวไหลเป็นอันขาด สิ่งนั้นคือ อัลกุรอาน และซุนนะฮ(แบบฉบับ)ของฉัน  โอ้ ศรัทธาชนทั้งหลาย แท้จริงพระผู้เป็นเจ้าของพวกท่านนั้นมีพระองค์เดียว ต้นตระกูลของพวกท่านก็สืบมาจากเชื้อสายเดียวกัน นั่งคืออาดัม และอาดัมนั้นถูกสร้างมาจากดิน แท้จริงผู้ที่มีเกียรติที่สุดในหมู่พวกเจ้านั้นคือผู้ที่มีความยำเกรงต่ออัลลอฮ์(โดยทำความดีและต้องละเว้นความชั่ว) มากที่สุด    คนอาหรับก็หาใช่จะเป็นคนดีเลิศเหนือคนชาติอื่น ๆ นอกจากพวกเขาจะมีความยำเกรงมากกว่าเท่านั้น  โอ้ ท่านทั้งหลายจงสดับฟังถ้อยคำของฉันให้ดี จงรู้เถิดว่ามวลมุสลิมนั้น จะเป็นของมุสลิมโดยถูกต้อง  นอกจากว่าเขาผู้นั้นจะให้โดยเต็มใจ และไม่คิดมูลค่า เพราะฉะนั้นจงอย่ากระทำการอยุติธรรมต่อตัวของท่านเอง  โอ้ พระผู้เป็นเจ้าข้าพระองค์ได้ประกาศสัจธรรมออกเผยแพร่แล้ว โอ้องค์พระผู้อภิบาล ขอได้โปรดเป็นพยานให้แก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด"  ศาสดามุฮัมมัด ได้ออกจากทุ่งอารอฟะฮ์ไปค้างคืนที่มุซดะลีฟะฮ์ในตอนเช้าท่านจึงเดินทางเข้าสู่มินา เพื่อเตรียมตัวที่จะขว้างเสาหิน เมื่อมาถึงกระโจมที่พักท่านได้ทำกุรบ่าน (การเชือดพลี) 63 ตัว ตามอายุของท่านขณะนั้น การทำฮัจญ์ครั้งนี้บางครั้งมีผู้เรียกว่า "การทำฮัจญ์อำลา" (ฮัจญะตุลวะดาฮ์)  เมื่อพิจารณาคำสอนของศาสดาจะพบว่าท่านได้เน้นย้ำให้ประชาชาติร่วมกันอย่างเกื้อกูลกัน  ปฏิบัติต่อกันอย่างยุติธรรม  ประกอบความดีและต้องละเว้นความชั่ว เคารพในสิทธิซึ่งกันและกันแม้แต่คนรับใช้  ที่สำคัญไม่ พยาบาตล้างแค้นในเรื่องอดีต   หากมุสลิมได้นำหลักคำสอนของศาสดา  หากผู้ที่อ้างตัวว่าทำเพื่อศาสนา  รักศาสดานำหลักคำสอนนี้เป็นแนวปฏิบัติรับรองสันติภาพภาคใต้และโลกคงจะเบ่งบานแทนที่การก่อการร้ายที่ทำในนามศาสนาและศาสดา   ภารกิจของมุสิลิมวันตรุษอีดิลอัฎฮา วันตรุษอีดิลอัดฎาตรงกับวันที่  10  เดือนซุลฮิจยะห์  ซึ่งเป็นเดือนที่  12  (เดือนอิสลาม)  หรือจะตรงกับวันที่  10-11/1/49  ประเทศไทย  วันตรุษอดิลอัฎฮาเป็นคำภาษาอาหรับ  มาจากคำว่า  อีด  แปลว่า  รื่นเริง  เฉลิมฉลอง  และ  อัฎฮา  แปลว่า  เชือดสัตว์พลีทาน  ดังนั้น  วันตรุษอีดิลอัฎฮา  จึงหมายถึง  วันเฉลิมฉลองการ  เชือดสัตว์เพื่อพลีทาน ภารกิจและข้อควรปฏิบัติในวันตรุษอีดิลอัฎฮา .  ภารกิจก่อนละหมาด            1.  การตักบีร  (สรรเสริญความยิ่งใหญ่ต่ออัลลอฮ์  (ซบ.) ตลอดเวลา)  ดังที่อัลลอฮ์ได้ดำรัสในอัลกุรอ่าน  ความว่า  และท่านทั้งหลายจงกล่าวตักบีร  อย่างกึกก้องต่อพระองค์  (ซูเราะห์อัลอิสรอ  อายะที่  111)            2.  อาบน้ำและทำความสะอาดร่างกายก่อนสวมใส่เสื้อผ้าไปยังสถานที่ละหมาด  พร้อทั้งขจัดขนของอวัยวะเพศ  ขนรักแร้  ตัดเล็บ  และขจัดกลิ่นกาย  (โปรดดูบันทึกอีหม่ามมาลิก  1/177  และอีหม่ามซาฟีอี ในหนังสือมุสนัด  หมายเลข  88)            3.  แต่งกายด้วยอาภรณ์ที่สวยงาม  พร้อมทั้งใช้น้ำหอมยกเว้นสตรี            4.  ไม่ควรรับประทานอาหาร  ก่อนที่จะไปละหมาด              5.  ไปยังสถานที่ละหมาดตั้งแต่เช้า  โดยเฉพาะมะมูม  (ผู้ตามละหมาด)  ด้วยวิธีดังต่อไปนี้  (สมควรแต่ไม่ใช่เป็นการบังคับ)                          -  ออกไปและกลับด้วยการเดินเท้า                        -  การเดินไปและกลับจากการละหมาดควรใช้เส้นทางต่างกัน                        -  กล่าวสรรเสริญความยิ่งใหญ่ของอัลลอฮ์  ตลอดเวลาขณะเดินทาง ละหมาดตรุษวันตรุษอีดิลอัฎฮา การละหมาดตรุษวันตรุษอีดิลอัฎฮาถือเป็นศาสนกิจที่สำคัญที่สุดของวันนี้  เพราะมุสลิมทุกคนไม่ว่าผู้ชาย  หญิง  เด็ก  คนชรา  ควรไปร่วมละหมาดที่มัสยิดหรือลานสนามกว้างที่ทางหมู่บ้านจัดเตรียมไว้  (จากบางทัศนะของอุลามาอ)  โดยการละหมาดดังกล่าวจะเริ่มทำในช่วงดวงอาทิตย์ขึ้นประมาณครึ่งชั่วโมง  (ประมาณ  7.10  .)   .  ภารกิจหลังละหมาดอีด หลังจากละหมาดเสร็จแล้วทุกคนต้องฟังคุบะห์  (ฟังธรรมเทศนา)  หลังจากนั้นทุกคนต่างก็ปสดงความยินดีปรีดาต่อกัน  แสดงความขอโทษซึ่งกันและกันในสิ่งที่ได้ล่วงละเมิด  ทั้งโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตามหลังจากนั้นควรบริจาคทานกับเด็ก  คนชรา  หรือใครๆก็ได้  ที่ตัวเองประสงค์จะทำทาน  ออกไปเยี่ยมเยียนซึ่งกันและกัน  อาจจะจัดกิจกรรมบนเวทีให้กับเด็กๆ  เพื่อมอบความสุขให้กับเขาเหล่านั้นและที่สำคัญทีสุดคือ  เชือดสัตว์พลีทาน  (กุรบ่าน) การเชือดสัตว์พลีทานเพื่อกุรบ่าน การทำกุรบ่านนี้ได้ปฏิบัติกันมาตั้งแต่สมัยของท่านนบีอิบรอฮีม  (..)  ซึ่งมัซฮับฮะนาฟีย์ว่าการทำกุรบ่านเป็นวายิบ  (ต้องปฏิบัติทุกคน)  ส่วนมัซฮับชาฟีอีย์ถือเป็นกิจสุนัตอุอักกัต  คือ  ถึงแม้จะไม่บังคับแต่ก็ควรกระทำกันทุกคนเพราะผู้กระทำจะได้ผลบุญอย่างยอดเยี่ยม  และท่านศาสดามูฮัมหมัด  (ซล