" โอ้ท่านทั้งหลายจงตั้งใจฟังคำพูดของฉัน เพราะฉันไม่รู้ว่าฉันจะได้พบกับพวกท่าน ในโอกาสเช่นนี้อีกเมื่อไร โอ้ท่านทั้งหลายชีวิตและทรัพย์สินของพวกท่านเป็นสิ่งต้องห้ามและเป็นสิ่งที่คนหนึ่งคนใดจะมาล่วงละเมิดมิได้ จนกว่าพวกท่านจะได้พบกับผู้อภิบาลเสมือนกับวันบริสุทธิ์นี้ และเดือนนี้เป็นเวลาที่ต้องห้ามสำหรับพวกท่านและเมืองนี้ก็เป็นเมืองต้องห้ามสำหรับพวกท่านทั้งหลาย พวกท่านทั้งหลายจะต้องได้รับการสอบสวนจากองค์พระผู้อภิบาลของพวกท่านในกิจการงานทุกอย่างที่พวกท่านได้กระทำไว้ โอ้ประชาชนทั้งหลายพวกท่านทั้งหลายมีสิทธิที่ได้รับมอบหมายเหนือฝ่ายสตรี และฝ่ายสตรีก็มีสิทธิเหนือฝ่ายชายเช่นกันในหน้าที่ที่ท่านได้รับมอบหมาย ดังนั้นพวกท่านจงได้ปกป้องดูแลภรรยาของพวกท่านด้วยความรักความเมตตาเถิด แน่นอนใครที่ทำได้เช่นนั้นก็เท่ากับเขาได้ปกครองดูแลภรรยาของเขาเอาไว้ให้อยู่ในความพิทักษ์รักษาของพระผู้เป็นเจ้า พวกท่านทั้งหลายจงรักษาความศรัทธาเชื่อมั่นให้คงไว้ในจิตใจของพวกท่าน และจงหลีกเลี่ยงออกห่างจากเรื่องบาปกรรม และความชั่ว ดอกเบี้ยหรือการให้กู้ยืมเงินโดยคิดดอกเบี้ยเป็นสิ่งต้องห้าม สำหรับลูกหนี้ให้ส่งคืนเฉพาะเงินในจำนวนที่ยืมมาและเรื่องของดอกเบี้ยที่จำเป็นจะต้องถูกยกเลิกคือ ดอกเบี้ยของอับบาส อิบนุ อบูฏอลิบ (Abbas Ibn Abutalib) นับแต่นี้ต่อไปเรื่องของการแก้แค้นทดแทนกันด้วยเลือด เช่นในสมัยของยุคป่าเถื่อน เป็นเรื่องต้องห้าม การอาฆาต จองล้างจองผลาญกันด้วยเลือดต้องสิ้นสุดกันเสียที เริ่มต้นด้วยเรื่องการฆาตกรรมของอิบนุเราะบีอะฮ อิบนุ ฮาริษ (Ibn Rabia-h ibn Harith) โอ้ประชาชนทั้งหลาย บรรดาคนใช้ของพวกท่านที่อยู่ในความดูแลของพวกท่านนั้นจงเลี้ยงดูพวกเขาเช่นอาหารที่พวกท่านรับประทาน และให้เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มแก่พวกเขาด้วยเครื่องนุ่งห่มที่พวกท่านใช้ หากพวกเขาได้กระทำในสิ่งที่เป็นความผิดพลาดชนิดที่ท่านไม่ปรารถนาที่จะอภัยให้พวกเขาก็จงแยกทางกับเขาเสีย อย่าทำร้ายเฆี่ยนตีทำทารุณพวกเขา เพราะเขาต่างก็เป็นบ่าวของพระองค์เช่นเดียวกับพวกเรา …… โอ้ประชาชนทั้งหลาย พวกท่านจงรำลึกและจดจำในสิ่งที่ฉันพูด พวกท่านต้องรำลึกเสมอว่า พวกท่านทั้งหลายต่างมีความเท่าเทียมกัน และขอให้ทุกคนมีความพอใจในสิทธิและหน้าที่ความรับผิดชอบที่เรามีอยู่เสมอหน้ากัน พวกท่านแต่ละคนล้วนแต่เป็นสมาชิกของสังคมพี่น้องเดียวกันจงปกป้องตัวของท่านให้ห่างไกลจากความอยุติธรรมในทุกกรณี ขอให้บุคคลที่อยู่ที่นี้จงนำสิ่งที่ได้ยินจากฉันไปบอกเล่าแก่บุคคลที่เขาไม่ได้มาอยู่ ณ ที่นี้เพราะอาจจะเป็นไปได้ว่าคนที่ไม่ได้รับการบอกเล่านั้นอาจมีความจดจำได้ดีกว่าบุคคลที่ได้ยินไปจากฉันโดยตรงก็เป็นได้ และผู้ที่ได้รับความไว้วางใจเขาจะต้องไม่ให้ผู้ที่ไว้วางใจเขาประสบความผิดหวัง โอ้ ผู้ศรัทธาทั้งหลายหากเมื่อถึงเวลาที่ฉันต้องจากพวกท่านไปแล้ว พวกท่านจงอย่าได้หันกลับไปต่อสู้เป็นศัตรูหลั่งเลือดกัน เหมือนอย่างเช่นสมัยแห่งความโง่เขลา ดังที่ได้ผ่านมา แท้จริงฉันได้มอบสิ่งหนึ่งแก่พวกท่านทั้งหลายซึ่งหากพวกท่านยึดเอาไว้อย่างมั่นคงแล้ว ท่านทั้งหลายจะไม่หลงออกไปสู่แนวทางที่เหลวไหลเป็นอันขาด สิ่งนั้นคือ อัลกุรอาน และซุนนะฮ(แบบฉบับ)ของฉัน โอ้ ศรัทธาชนทั้งหลาย แท้จริงพระผู้เป็นเจ้าของพวกท่านนั้นมีพระองค์เดียว ต้นตระกูลของพวกท่านก็สืบมาจากเชื้อสายเดียวกัน นั่งคืออาดัม และอาดัมนั้นถูกสร้างมาจากดิน แท้จริงผู้ที่มีเกียรติที่สุดในหมู่พวกเจ้านั้นคือผู้ที่มีความยำเกรงต่ออัลลอฮ์(โดยทำความดีและต้องละเว้นความชั่ว) มากที่สุด คนอาหรับก็หาใช่จะเป็นคนดีเลิศเหนือคนชาติอื่น ๆ นอกจากพวกเขาจะมีความยำเกรงมากกว่าเท่านั้น โอ้ ท่านทั้งหลายจงสดับฟังถ้อยคำของฉันให้ดี จงรู้เถิดว่ามวลมุสลิมนั้น จะเป็นของมุสลิมโดยถูกต้อง นอกจากว่าเขาผู้นั้นจะให้โดยเต็มใจ และไม่คิดมูลค่า เพราะฉะนั้นจงอย่ากระทำการอยุติธรรมต่อตัวของท่านเอง โอ้ พระผู้เป็นเจ้าข้าพระองค์ได้ประกาศสัจธรรมออกเผยแพร่แล้ว โอ้องค์พระผู้อภิบาล ขอได้โปรดเป็นพยานให้แก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด"
| วิถีชีวิตมุสลิม : ผู้ไปทำฮัจญ์ และผู้ไม่สามารถไปทำฮัจญ์เพื่อเรียนรู้ร่วมกันในสังคมไทย |
| เขียนโดย อับดุชชะกูร์ บิน ชาฟิอีย์ ดินอะ | |
| วันจันทร์ที่ ๑๖ มกราคม พ.ศ.๒๕๔๙ | |
|
“วิธีการสร้างความสมานฉันท์ของคนในชาติและสำหรับชนรุ่นใหม่อย่างถาวรจะต้องบรรจุหลักสูตรการเรียนวิชา “การสร้างสมานฉันท์แห่งชาติ”ภายใต้ความหลากหลายทางเชื้อชาติ วัฒนธรรม และศาสนา”
อับดุชชะกูร์บินชาฟิอีย์ดินอะ(อับดุลสุโกดินอะ)ผู้ช่วยผู้จัดการโรงเรียนจริยธรรมศึกษามูลนิธิอ.จะนะจ.สงขลา[email protected] ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงเมตตากรุณาเสมอขอความสันติสุขจงมีแด่ศาสดามูฮัมมัดและผู้เจริญรอยตามท่านและสุขสวัสดีแด่ผู้อ่านทุกท่านทุกๆ ปี ชาวไทยมุสลิมจำนวนมากจะไปร่วมประกอบพิธี “ฮัจญ์” ที่นครมักกะฮ์ ประเทศซาอุดิอารเบีย ตามศาสนบัญญัติของศาสนาอิสลาม ซึ่งถือเป็นความตั้งใจสูงสุดเช่นเดียวกับอิสลามิกชนจากทั่วโลก โดยในปีนี้ทางกระทรวงฮัจญ์ของประเทศซาอุดิอารเบียได้กำหนดโควต้าผู้ที่จะเดินทางไปทำฮัจญ์หรือ “ฮุจญาจ” ในส่วนของประเทศไทยจำนวน 10,451 คน การประกอบพิธีทำฮัจญ์เป็น 1 ใน 5 หลักปฏิบัติศาสนกิจของมุสลิมท่านศาสดามูฮัมมัด ได้กล่าวแก่ชาวมุสลิมเกี่ยวกับฮัจญ์สรุปความได้ว่า“โอ้ประชาติทั้งหลายอัลลอฮ . ได้กำหนดฮัจญ์เป็นหน้าที่ของพวกท่าน ดังนั้นท่านทั้งหลายจงทำฮัจญ์” รู้จักฮัจญ์โดยสังเขป การทำฮัจญ์คือการเดินทางไปปฏิบัติศาสนกิจที่นครมักกะหฺ ประเทศซาอดิอารเบียในเดือนซุลฮิจญะหฺ (เดือนที่12 ตามปฏิทินอิสลามซึ่งปีนี้ตรงกับ 8-13 เดือนมกราคม 2549) ตามวันเวลาและสถานที่ต่างๆที่ทางศาสนาอิสลามกำหนดไว้ซึ่งศาสนกิจข้อนี้เป็นหน้าที่สำหรับมุสลิมทั้งชายและหญิงทุกคนที่มีความสามารถในด้านร่างกายทรัพย์สินและการเดินทางที่จะต้องปฏิบัติในช่วงฮัจญ์ชาวมุสลิมทั่วโลกจะเดินทางเข้าสู่อารเบียโดยก่อนอื่นจะมีการทำอิฮฺรอมนั่นคือการตั้งใจว่าจะทำพิธีฮัจญ์ก่อนการเข้าไปในแผ่นดินฮะรอมในซาอุดิอารเบียโดยจะปฏิบัติตามกฏของฮัจญ์อาทิเช่นการไม่สมสู่การไม่ล่าสัตว์ในแผ่นดินฮะรอมการไม่ตัดเล็บหรือผมการไม่เสริมสวยหรือใช้น้ำหอม ผู้ชายจะเปลี่ยนเครื่องแต่งกายมาสวมผ้าเพียงสองผืนแล้วต่างก็จะมาชุมนุมกันที่ทุ่งอะร็อฟะหฺในตอนเช้าตรู่ของวันที่เก้าของเดือนซุลฮิจญะหฺแล้วพอตกค่ำซึ่งตามปฏิทินจะเป็นคืนที่สิบบรรดาฮุจญาจกจะเดินทางผ่านทุ่งมุซดะลิฟะหฺ พักชั่วครู่หนึ่งก่อนที่จะมุ่งหน้าสู่ทุ่งมีนา ก่อนเที่ยงของวันต่อไปฮุจญาจจะพักอยู่ที่ทุ่งมีนาเป็นเวลาสามวันเพื่อขอพรและบำเพ็ญตนตามพิธีฮัจญ์หลังจากนั้นจึงเดินทางเข้ากรุงมักกะหฺเพื่อฏอวาฟ(เวียนรอบ)กะอฺบะหฺหรือที่เรียกว่าบัยตุลลอหฺ อันเป็นเสมือนเสาหลักของชุมทิศ ซึ่งตั้งอยู่ในมัสญิดฮะรอม (เมืองมักกะฮฺ) หลังจากนั้นฮุจญาจก็จะเดินจากเนินเขาศอฟาสู่เนินเขามัรวะหฺซึ่งมีระยะทาง๔๕๐เมตรไปมาจนครบเจ็ดเที่ยวระหว่างที่เดินก็จะกล่าวคำขอพรและคำวิงวอนต่อพระผู้เป็นเจ้าเมื่อเสร็จพิธีนี้แล้วก็จะขลิบผมหรือโกนหัวและผู้แสวงบุญก็จะหลุดพ้นจากภาวะอิฮฺรอมการไปประกอบพิธีฮัจญ์ นอกจากจะเป็นการปฏิบัติตามศาสนบัญญัติแล้ว ยังนับได้ว่าเป็นบทพิสูจน์อย่างหนึ่งถึงความตั้งใจจริงในการดำรงตนให้อยู่ในหลักของศาสนา ซึ่งส่วนใหญ่จะต้องใช้เวลากว่าค่อนชีวิตเก็บสะสมเงินทองเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ฉะนั้นการไปประกอบพิธีฮัจญ์ จึงเป็นความภาคภูมิใจไม่เฉพาะแต่ “ฮุจญาจ” เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงบรรดาญาติพี่น้องอีกด้วย ย้อนอดีตดูคำสอนครั้งสุดท้ายของศาสดา ในพิธีฮัจญ์ ในวันที่ 8 ซุลฮิจญะห์ ปีที่สิบเอ็ดของศักราชอิสลาม ศาสดามุฮัมมัดและบรรดามุสลิมได้ไปพักอยู่ที่ตำบลมินาและค้างอยู่ที่นั่น วันรุ่งขึ้น(คือ 98 ซุลฮิจญะห์) ท่านได้ขึ้นอูฐเดินทางไปยังภูเขาอะรอฟะฮ ได้ตั้งกระโจมพักอยู่ตรงด้านตะวันออกของภูเขาตรงจุดนี้เรียกกันว่านะมีรอฮ ในตอนเที่ยงท่านได้เดินทางไปถึงภูเขานูร ณ ที่นี้เองท่านได้นั่งบนหลังอูฐ และเริ่มเทศนาสั่งสอนชาวมุสลิมด้วยเสียงอันดัง โดยมี เราะบีอะฮ อิบนุ อุมัยยะฮ อิบนุ เคาะลัฟ อัครสาวกของท่าน(Rabiah ibn Umayyah ibn Khalaf) คอยพูดซ้ำทีละประโยค ศาสดาเริ่มต้นด้วยการกล่าวสรรเสริญพระผู้เป็นเจ้าขอบคุณพระองค์แล้วท่านก็กล่าวสุนทรพจน์ดังต่อไปนี้ : " โอ้ท่านทั้งหลายจงตั้งใจฟังคำพูดของฉัน เพราะฉันไม่รู้ว่าฉันจะได้พบกับพวกท่าน ในโอกาสเช่นนี้อีกเมื่อไร โอ้ท่านทั้งหลายชีวิตและทรัพย์สินของพวกท่านเป็นสิ่งต้องห้ามและเป็นสิ่งที่คนหนึ่งคนใดจะมาล่วงละเมิดมิได้ จนกว่าพวกท่านจะได้พบกับผู้อภิบาลเสมือนกับวันบริสุทธิ์นี้ และเดือนนี้เป็นเวลาที่ต้องห้ามสำหรับพวกท่านและเมืองนี้ก็เป็นเมืองต้องห้ามสำหรับพวกท่านทั้งหลาย พวกท่านทั้งหลายจะต้องได้รับการสอบสวนจากองค์พระผู้อภิบาลของพวกท่านในกิจการงานทุกอย่างที่พวกท่านได้กระทำไว้ โอ้ประชาชนทั้งหลายพวกท่านทั้งหลายมีสิทธิที่ได้รับมอบหมายเหนือฝ่ายสตรี และฝ่ายสตรีก็มีสิทธิเหนือฝ่ายชายเช่นกันในหน้าที่ที่ท่านได้รับมอบหมาย ดังนั้นพวกท่านจงได้ปกป้องดูแลภรรยาของพวกท่านด้วยความรักความเมตตาเถิด แน่นอนใครที่ทำได้เช่นนั้นก็เท่ากับเขาได้ปกครองดูแลภรรยาของเขาเอาไว้ให้อยู่ในความพิทักษ์รักษาของพระผู้เป็นเจ้า พวกท่านทั้งหลายจงรักษาความศรัทธาเชื่อมั่นให้คงไว้ในจิตใจของพวกท่าน และจงหลีกเลี่ยงออกห่างจากเรื่องบาปกรรม และความชั่ว ดอกเบี้ยหรือการให้กู้ยืมเงินโดยคิดดอกเบี้ยเป็นสิ่งต้องห้าม สำหรับลูกหนี้ให้ส่งคืนเฉพาะเงินในจำนวนที่ยืมมาและเรื่องของดอกเบี้ยที่จำเป็นจะต้องถูกยกเลิกคือ ดอกเบี้ยของอับบาส อิบนุ อบูฏอลิบ (Abbas Ibn Abutalib) นับแต่นี้ต่อไปเรื่องของการแก้แค้นทดแทนกันด้วยเลือด เช่นในสมัยของยุคป่าเถื่อน เป็นเรื่องต้องห้าม การอาฆาต จองล้างจองผลาญกันด้วยเลือดต้องสิ้นสุดกันเสียที เริ่มต้นด้วยเรื่องการฆาตกรรมของอิบนุเราะบีอะฮ อิบนุ ฮาริษ (Ibn Rabia-h ibn Harith) โอ้ประชาชนทั้งหลาย บรรดาคนใช้ของพวกท่านที่อยู่ในความดูแลของพวกท่านนั้นจงเลี้ยงดูพวกเขาเช่นอาหารที่พวกท่านรับประทาน และให้เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มแก่พวกเขาด้วยเครื่องนุ่งห่มที่พวกท่านใช้ หากพวกเขาได้กระทำในสิ่งที่เป็นความผิดพลาดชนิดที่ท่านไม่ปรารถนาที่จะอภัยให้พวกเขาก็จงแยกทางกับเขาเสีย อย่าทำร้ายเฆี่ยนตีทำทารุณพวกเขา เพราะเขาต่างก็เป็นบ่าวของพระองค์เช่นเดียวกับพวกเรา …… โอ้ประชาชนทั้งหลาย พวกท่านจงรำลึกและจดจำในสิ่งที่ฉันพูด พวกท่านต้องรำลึกเสมอว่า พวกท่านทั้งหลายต่างมีความเท่าเทียมกัน และขอให้ทุกคนมีความพอใจในสิทธิและหน้าที่ความรับผิดชอบที่เรามีอยู่เสมอหน้ากัน พวกท่านแต่ละคนล้วนแต่เป็นสมาชิกของสังคมพี่น้องเดียวกันจงปกป้องตัวของท่านให้ห่างไกลจากความอยุติธรรมในทุกกรณี ขอให้บุคคลที่อยู่ที่นี้จงนำสิ่งที่ได้ยินจากฉันไปบอกเล่าแก่บุคคลที่เขาไม่ได้มาอยู่ ณ ที่นี้เพราะอาจจะเป็นไปได้ว่าคนที่ไม่ได้รับการบอกเล่านั้นอาจมีความจดจำได้ดีกว่าบุคคลที่ได้ยินไปจากฉันโดยตรงก็เป็นได้ และผู้ที่ได้รับความไว้วางใจเขาจะต้องไม่ให้ผู้ที่ไว้วางใจเขาประสบความผิดหวัง โอ้ ผู้ศรัทธาทั้งหลายหากเมื่อถึงเวลาที่ฉันต้องจากพวกท่านไปแล้ว พวกท่านจงอย่าได้หันกลับไปต่อสู้เป็นศัตรูหลั่งเลือดกัน เหมือนอย่างเช่นสมัยแห่งความโง่เขลา ดังที่ได้ผ่านมา แท้จริงฉันได้มอบสิ่งหนึ่งแก่พวกท่านทั้งหลายซึ่งหากพวกท่านยึดเอาไว้อย่างมั่นคงแล้ว ท่านทั้งหลายจะไม่หลงออกไปสู่แนวทางที่เหลวไหลเป็นอันขาด สิ่งนั้นคือ อัลกุรอาน และซุนนะฮ(แบบฉบับ)ของฉัน โอ้ ศรัทธาชนทั้งหลาย แท้จริงพระผู้เป็นเจ้าของพวกท่านนั้นมีพระองค์เดียว ต้นตระกูลของพวกท่านก็สืบมาจากเชื้อสายเดียวกัน นั่งคืออาดัม และอาดัมนั้นถูกสร้างมาจากดิน แท้จริงผู้ที่มีเกียรติที่สุดในหมู่พวกเจ้านั้นคือผู้ที่มีความยำเกรงต่ออัลลอฮ์(โดยทำความดีและต้องละเว้นความชั่ว) มากที่สุด คนอาหรับก็หาใช่จะเป็นคนดีเลิศเหนือคนชาติอื่น ๆ นอกจากพวกเขาจะมีความยำเกรงมากกว่าเท่านั้น โอ้ ท่านทั้งหลายจงสดับฟังถ้อยคำของฉันให้ดี จงรู้เถิดว่ามวลมุสลิมนั้น จะเป็นของมุสลิมโดยถูกต้อง นอกจากว่าเขาผู้นั้นจะให้โดยเต็มใจ และไม่คิดมูลค่า เพราะฉะนั้นจงอย่ากระทำการอยุติธรรมต่อตัวของท่านเอง โอ้ พระผู้เป็นเจ้าข้าพระองค์ได้ประกาศสัจธรรมออกเผยแพร่แล้ว โอ้องค์พระผู้อภิบาล ขอได้โปรดเป็นพยานให้แก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด" ศาสดามุฮัมมัดได้ออกจากทุ่งอารอฟะฮ์ไปค้างคืนที่มุซดะลีฟะฮ์ในตอนเช้าท่านจึงเดินทางเข้าสู่มินาเพื่อเตรียมตัวที่จะขว้างเสาหินเมื่อมาถึงกระโจมที่พักท่านได้ทำกุรบ่าน(การเชือดพลี) 63 ตัวตามอายุของท่านขณะนั้นการทำฮัจญ์ครั้งนี้บางครั้งมีผู้เรียกว่า"การทำฮัจญ์อำลา" (ฮัจญะตุลวะดาฮ์) เมื่อพิจารณาคำสอนของศาสดาจะพบว่าท่านได้เน้นย้ำให้ประชาชาติร่วมกันอย่างเกื้อกูลกัน ปฏิบัติต่อกันอย่างยุติธรรม ประกอบความดีและต้องละเว้นความชั่วเคารพในสิทธิซึ่งกันและกันแม้แต่คนรับใช้ ที่สำคัญไม่พยาบาตล้างแค้นในเรื่องอดีต หากมุสลิมได้นำหลักคำสอนของศาสดา หากผู้ที่อ้างตัวว่าทำเพื่อศาสนา รักศาสดานำหลักคำสอนนี้เป็นแนวปฏิบัติรับรองสันติภาพภาคใต้และโลกคงจะเบ่งบานแทนที่การก่อการร้ายที่ทำในนามศาสนาและศาสดา ภารกิจของมุสิลิมวันตรุษอีดิลอัฎฮา วันตรุษอีดิลอัดฎาตรงกับวันที่ 10 เดือนซุลฮิจยะห์ ซึ่งเป็นเดือนที่ 12 (เดือนอิสลาม) หรือจะตรงกับวันที่ 10-11/1/49 ประเทศไทย วันตรุษอดิลอัฎฮาเป็นคำภาษาอาหรับ มาจากคำว่า อีด แปลว่า รื่นเริง เฉลิมฉลอง และ อัฎฮา แปลว่า เชือดสัตว์พลีทาน ดังนั้น วันตรุษอีดิลอัฎฮา จึงหมายถึง วันเฉลิมฉลองการ เชือดสัตว์เพื่อพลีทาน ภารกิจและข้อควรปฏิบัติในวันตรุษอีดิลอัฎฮา ก. ภารกิจก่อนละหมาด 1. การตักบีร (สรรเสริญความยิ่งใหญ่ต่ออัลลอฮ์ (ซบ.) ตลอดเวลา) ดังที่อัลลอฮ์ได้ดำรัสในอัลกุรอ่าน ความว่า “และท่านทั้งหลายจงกล่าวตักบีร อย่างกึกก้องต่อพระองค์” (ซูเราะห์อัลอิสรอ อายะที่ 111) 2. อาบน้ำและทำความสะอาดร่างกายก่อนสวมใส่เสื้อผ้าไปยังสถานที่ละหมาด พร้อทั้งขจัดขนของอวัยวะเพศ ขนรักแร้ ตัดเล็บ และขจัดกลิ่นกาย (โปรดดูบันทึกอีหม่ามมาลิก 1/177 และอีหม่ามซาฟีอีในหนังสือมุสนัด หมายเลข 88) 3. แต่งกายด้วยอาภรณ์ที่สวยงาม พร้อมทั้งใช้น้ำหอมยกเว้นสตรี 4. ไม่ควรรับประทานอาหาร ก่อนที่จะไปละหมาด 5. ไปยังสถานที่ละหมาดตั้งแต่เช้า โดยเฉพาะมะมูม (ผู้ตามละหมาด) ด้วยวิธีดังต่อไปนี้ (สมควรแต่ไม่ใช่เป็นการบังคับ) - ออกไปและกลับด้วยการเดินเท้า - การเดินไปและกลับจากการละหมาดควรใช้เส้นทางต่างกัน - กล่าวสรรเสริญความยิ่งใหญ่ของอัลลอฮ์ ตลอดเวลาขณะเดินทาง ละหมาดตรุษวันตรุษอีดิลอัฎฮา การละหมาดตรุษวันตรุษอีดิลอัฎฮาถือเป็นศาสนกิจที่สำคัญที่สุดของวันนี้ เพราะมุสลิมทุกคนไม่ว่าผู้ชาย หญิง เด็ก คนชรา ควรไปร่วมละหมาดที่มัสยิดหรือลานสนามกว้างที่ทางหมู่บ้านจัดเตรียมไว้ (จากบางทัศนะของอุลามาอ) โดยการละหมาดดังกล่าวจะเริ่มทำในช่วงดวงอาทิตย์ขึ้นประมาณครึ่งชั่วโมง (ประมาณ 7.10 น.) ข. ภารกิจหลังละหมาดอีด หลังจากละหมาดเสร็จแล้วทุกคนต้องฟังคุบะห์ (ฟังธรรมเทศนา) หลังจากนั้นทุกคนต่างก็ปสดงความยินดีปรีดาต่อกัน แสดงความขอโทษซึ่งกันและกันในสิ่งที่ได้ล่วงละเมิด ทั้งโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตามหลังจากนั้นควรบริจาคทานกับเด็ก คนชรา หรือใครๆก็ได้ ที่ตัวเองประสงค์จะทำทาน ออกไปเยี่ยมเยียนซึ่งกันและกัน อาจจะจัดกิจกรรมบนเวทีให้กับเด็กๆ เพื่อมอบความสุขให้กับเขาเหล่านั้นและที่สำคัญทีสุดคือ เชือดสัตว์พลีทาน (กุรบ่าน) การเชือดสัตว์พลีทานเพื่อกุรบ่าน การทำกุรบ่านนี้ได้ปฏิบัติกันมาตั้งแต่สมัยของท่านนบีอิบรอฮีม (อ.ล.) ซึ่งมัซฮับฮะนาฟีย์ว่าการทำกุรบ่านเป็นวายิบ (ต้องปฏิบัติทุกคน) ส่วนมัซฮับชาฟีอีย์ถือเป็นกิจสุนัตอุอักกัต คือ ถึงแม้จะไม่บังคับแต่ก็ควรกระทำกันทุกคนเพราะผู้กระทำจะได้ผลบุญอย่างยอดเยี่ยม และท่านศาสดามูฮัมหมัด (ซล
|