หลักปรัชญาของท่านเบิร์คเลย์  เริ่มจากสูตรสั้น ๆ ว่า “to be is to be perceived” (esse est percipi)  สิ่งทั้งหลายมีอยู่ก็ต่อเมื่อถูกรับรู้  ถ้าไม่ได้ถูกรับรู้ก็ไม่มีสิ่งดำรงอยู่  เป็นการศึกษาถึงการทรงสภาพของสิ่งต่าง ๆ (Existence)  เช่น โต๊ะเขียนหนังสือนี้ ฉันพูดว่ามันมีอยู่ เพราะฉันเห็นมันและสัมผัสมันอยู่  ถ้าฉันไม่ได้มานั่งอยู่ตรงนี้ฉันจะรู้ได้อย่างไรว่า มันมีตัวตนอยู่จริง ในข้อเขียนเรื่อง “The New Theory of Vision – ทฤษฎีใหม่ว่าด้วยวิสัยทรรศน์” (1709)  ท่านจึงได้อภิปรายไว้ว่าความรู้ของคนเราขึ้นอยู่กับการเห็นจริง (actual vision)    และการมีประสบการณ์ทางผัสสะอื่น ๆ (sensory experiences)  เราไม่เคยรับความรู้สึกเกี่ยวกับ “เทศะ-Space” หรือ  “ความไพศาล- magnitude ” เราเพียงแต่มีวิสัยทัศน์การมองเห็นจากหลายมุมมองที่แตกต่างกัน  เช่นเดียวที่เรามองไม่เห็น   “ระยะทางของวัตถุต่าง ๆ” (distance of objects)  ที่เราได้รับรู้  แต่เป็นเพราะประสบการณ์บอกเรา  สิ่งทั้งหลายที่เรามองเห็นว่าเป็นคุณสมบัติของสิ่งต่าง ๆ นั้นเป็นเพราะเรามีการรับรู้ทางผัสสะ  เราจะไม่เห็น  “ความใกล้”  ของวัตถุเลย  (the closeness of an object)   เราเพียงมีการเห็นที่แตกต่างมุมมองเกี่ยวกับมันในขณะที่เราเคลื่อนเข้าหาหรือเคลื่อนออกห่างจากมัน