หลักปรัชญาของท่านเบิร์คเลย์ เริ่มจากสูตรสั้น ๆ ว่า “to be is to be perceived” (esse est percipi) สิ่งทั้งหลายมีอยู่ก็ต่อเมื่อถูกรับรู้ ถ้าไม่ได้ถูกรับรู้ก็ไม่มีสิ่งดำรงอยู่ เป็นการศึกษาถึงการทรงสภาพของสิ่งต่าง ๆ (Existence) เช่น โต๊ะเขียนหนังสือนี้ ฉันพูดว่ามันมีอยู่ เพราะฉันเห็นมันและสัมผัสมันอยู่ ถ้าฉันไม่ได้มานั่งอยู่ตรงนี้ฉันจะรู้ได้อย่างไรว่า มันมีตัวตนอยู่จริง ในข้อเขียนเรื่อง “The New Theory of Vision – ทฤษฎีใหม่ว่าด้วยวิสัยทรรศน์” (1709) ท่านจึงได้อภิปรายไว้ว่าความรู้ของคนเราขึ้นอยู่กับการเห็นจริง (actual vision) และการมีประสบการณ์ทางผัสสะอื่น ๆ (sensory experiences) เราไม่เคยรับความรู้สึกเกี่ยวกับ “เทศะ-Space” หรือ “ความไพศาล- magnitude ” เราเพียงแต่มีวิสัยทัศน์การมองเห็นจากหลายมุมมองที่แตกต่างกัน เช่นเดียวที่เรามองไม่เห็น “ระยะทางของวัตถุต่าง ๆ” (distance of objects) ที่เราได้รับรู้ แต่เป็นเพราะประสบการณ์บอกเรา สิ่งทั้งหลายที่เรามองเห็นว่าเป็นคุณสมบัติของสิ่งต่าง ๆ นั้นเป็นเพราะเรามีการรับรู้ทางผัสสะ เราจะไม่เห็น “ความใกล้” ของวัตถุเลย (the closeness of an object) เราเพียงมีการเห็นที่แตกต่างมุมมองเกี่ยวกับมันในขณะที่เราเคลื่อนเข้าหาหรือเคลื่อนออกห่างจากมัน
หลักปรัชญาของท่านเบิร์คเลย์
ความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
อดิสรณ์ แจ๊ก แสวงแก้ว · 29 ก.ย. 2553
อดิสรณ์ แจ๊ก แสวงแก้ว · 29 ก.ย. 2553
บุษยมาศ · 29 ก.ย. 2553
สาวิกา · 29 ก.ย. 2553
MARASRI (ครูสอนเลข) · 29 ก.ย. 2553
ครูปอง · 29 ก.ย. 2553
ดีมาก