ความในใจ


จากประสบการณ์ที่ผู้เขียนเคยเรียนภาษาอังกฤษด้วยตัวเองมาตลอด (อยู่ในวัดมาตั้งแต่เด็ก เลยไม่ค่อยมีผู้ให้คำแนะนำ) จึงรู้สึกเข้าใจและเห็นใจสำหรับผู้เริ่มเรียนภาษาอังกฤษ  ผู้เขียนเคยทอดลองเรียนด้วยตัวเองหลายแบบ แบบหนึ่งที่คิดว่าง่ายและเป็นเร็วคือการเรียนจากสิ่งที่เรารู้ดีไปหาสิ่งยังไม่รู้ คือ เรียนภาษาอังกฤษจากการอ่านหนังสือธรรมะหรือฟังธรรมะที่บรรยายเป็นภาษาอังกฤษ  ซึ่งมีมากมายในโลกออนไลน์  หรือบางครั้งก็ฟังรายงานข่าวประจำวันเป็นภาษาอังกฤษ  ซึ่งเวบไซต์หลายแห่งให้บริการเกี่ยวกับรายงานข่าวภาษาอังกฤษสำหรับผู้เริ่มเรียนภาษาอังกฤษ เช่น VOA, BBC  อย่างไรก็ตาม หัวเรื่องที่ผู้เขียนตั้งไว้ว่า "ธรรมะในภาษาอังกฤษ" (Dhamma in English) นั้น จะนำหัวข้อธรรมหรือศัพท์ทางพระพุทธศาสนาที่สำคัญมาอธิบายให้เห็นว่าวงการพระพุทธศาสนาโลกภาษาอังกฤษนั้นเขานิยมใช้กันอย่างไร

 

"Buddhism"

    หัวข้อแรกที่อยากนำเสนอคือ คำว่า "Buddhism" แปลว่า พระพุทธศาสนา  เป็นคำที่ฝรั่งบัญญัติขึ้นเพื่อเรียกพระพุทธศาสนา โดยอาศัยรากศัพท์บาลีสันสกฤตว่า "Buddha" (พุทฺธ) ซึ่งแปลว่า รู้ ตื่น เบิกบาน มาผสมผสานตามหลักไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ คือ ผสมกับคว่า "-ism" ซึ่งหมายถึง ลัทธิ, ทฤษฎี, แนวคิด, คำสอน, จึงสำเร็จรูปเป็นคำว่า "Buddhism" แปลว่า พระพุทธศาสนา, ศาสนาพุทธ, หรือ ศาสนาของพระพุทธเจ้า  นอกจากนั้น รากคำเดียวกันนี้ยังถูกนำไปผสมผสานให้ทำหน้าที่อื่นๆ ในประโยคอีกด้วย ดังตัวอย่างคำต่อไปนี้

     -Buddha แปลว่า พระพุทธเจ้า

     -Buddhism แปลว่า พระพุทธศาสนา  

     -Buddhist แปลว่า ชาวพุทธ หรือพุทธศาสนิกชน  คำนี้ถ้าใช้เป็นคุณศัพท์ขยายคำอื่น แปลว่า เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา เช่น Buddhist books แปลว่าหนังสือทางพระพุทธศาสนา Buddhist teachings คำสอนทางพระพุทธศาสนา Buddhist Philosophy พุทธปรัชญา Buddhist Psychology จิตวิทยาแนวพุทธ Buddhist Economics เศรษฐศาสตร์แนวพุทธ  เป็นต้น

     -Buddhology แปลว่า พุทธวิทยา, ศาสตร์หรือวิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา (เป็นเรื่องทางวิชาการ ปัจจุบันคำนี้ไม่เป็นที่นิยมใช้แล้ว)

     -Buddhistic แปลว่า เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา คำนี้มีความหมายคล้ายกับคำว่า "Buddhist" คือเป็นคุณศัพท์เหมือนกัน  แต่จะมีความหมายเชิงวิชาการหรือการศึกษามากกว่า (คำนี้ก็ไม่ค่อยนิยมใช้แล้ว นักวิชาการรุ่นเก่าบางท่านนิยมใช้คำนี้)

       จากที่ยกมาจะเห็นว่า ภาษาฝรั่งชาติตะวันตกก็คล้ายๆ กับภาษาของเรา  เมื่อมีคำแปลกใหม่ๆ เข้ามาและได้รับความนิยมในประเทศของตน  ก็มักจะใช้วิธีปรับแต่งคำนั้นให้เข้ากับวัฒนธรรมของตน หรือไม่ก็บัญญัติคำขึ้นใหม่ให้มีความหมายตรงกับคำที่เข้ามาใหม่นั้น  หรือบางที่ก็ใช้ทับศัพท์คำนั้นไปเลย เช่น คำว่า "Ajahn" (อาจารย์) ตอนนี้ฮิตติดปากฝรั่งไปเลย จนไปปรากฏอยู่หนังสือพจนานุกรมหลายเล่มของฝรั่ง คำนี้เกิดจากอิทธิพลของพระฝรั่งที่เป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อชา ที่นำไปพระพุทธศาสนาไปเผยแผ่ในโลกตะวันตก  เมื่อฝรั่งได้ยินคำว่า "อาจารย์" จะนึกถึงอาจารย์กรรมฐานสายพระป่า มากกว่าที่จะนึกถึงอาจารย์ในโรงเรียนเหมือนบ้านเรา  หรือคำว่า "guru" บ้านเรานิยมออกเสียงเพี้ยนตามฝรั่งว่า "กูรู" แท้จริงแล้วก็เป็นคำที่เราใช้กันในภาษาไทยมาหลายร้อยปีแล้ว นั่นก็คือว่า "ครู" นั่นเอง ซึ่งคำนี้มาจากคำบาลีว่า "ครุ" (ครู) หรือคำสันสกฤตว่า "คุรุ" (ครู) คำนี้ได้รับความนิยมในประเทศตะวันตกเกิดจากอิทธิพลของพระพุทธศาสนาแบบทิเบต เดิมทีนิยมใช้เรียกพระที่เป็นครูอาจารย์หรือปรมาจารย์ทางศาสนา ต่อมาฝรั่งเอาคำนี้ไปใช้ในวงการอื่นๆ หมายถึงผู้เชี่ยวชาญหรือเก่งด้านนั้นๆ เช่น Golf Guru ผู้เชี่ยวชาญด้านกอล์ฟ  หรือ Business Guru ผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจ เป็นต้น  อีกคำหนึ่งคือ "Mandala" (เป็นคำบาลีสันสกฤต  ออกเสียงว่า มัน-ดะ-ละ) เราก็ใช้กันมานมนานแล้วว่า "มณฑล" แปลว่าศูนย์กลาง (Center) หรือ "ปริมณฑล" แปลว่ารอบศูนย์กลาง ก็ยังออกเสียงตามฝรั่งอีกว่า "มันดาล่า" (ฝรั่งออกเสียงบาลีสันสกฤตตามสำเนียงของเขา)

    เป็นที่น่าสังเกตว่า ทั้งที่คำเหล่านี้เราใช้กันมาก่อนฝรั่งตั้งนมนานหลายร้อยปีแล้ว  แต่พอฝรั่งนำไปใช้และออกเสียงแบบเพี้ยนๆ ตามสำเนียงฝรั่ง  เราก็ไปรับเอาเสียงเพี้ยนๆ นี้กลับเข้ามาอีก  เป็นอันว่า ตอนนี้เรามีคำเดียวกันแต่ออกเสียงสองแบบคือ ครู กับ กูรู และมณฑล กับ มันดาล่า  เฮ้อ! My Buddha! พระพุทธเจ้าช่วย!......พบกันใหม่ Goodbye

Yours in the Dhamma

อ่านต่อคลิก http://gotoknow.org/blog/budhamcu/399278

[post-59-1203958794.jpg]

 [post-59-1203958740.jpg]