ช่วงนี้เป็นการแอบซ่อนตัวทำแผนกลยุทธ์ระยะยาวให้กับคณะฯ ทำให้จำเป็นต้องศึกษาหาข้อมูลการศึกษาเพิ่มเติมในแง่ของสถิติการศึกษาที่ผ่านมา รวมถึงประเด็นที่น่าจะนำมาพัฒนาปรับปรุงแก้ไขอีกหลายอย่างในการปฏิรูปการศึกษาการผลิตครู

ได้หนังสือมาเล่มหนึ่งเขียนโดยอาจารย์วิทยากร เชียงกูล ชื่อ ปฎิรูปประเทศไทย เล่ม 2 การศึกษา - พัฒนาผู้นำ

 

รายงานสภาวะการศึกษาไทย 2551/2552

 

ผมอยากสรุปประเด็นและสถิติที่ผมให้ความสนใจไว้ในบันทึก ดังต่อไปนี้

 

 

การศึกษากับการเมือง และเศรษฐกิจ และสถานะของประเทศไทยในระบบเศรษฐกิจโลก

 

  • การที่รัฐบาลไทยจัดการศึกษาให้ประชากรไม่ทั่วถึงและคุณภาพโดยเฉลี่ยต่ำ คือ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การพัฒนาทางเศรษฐกิจและการเมืองไทยมีปัญหา รวมทั้งเศรษฐกิจการเมืองที่มีปัญหา ความด้อยพัฒนาก็ทำให้การจัดการศึกษามีปัญหาต่อไป เป็นวงจรที่ชั่วร้ายจนกว่าใครสามารถทลายวงจรนี้ได้

 

 

การจัดการศึกษา งบประมาณ และระดับการศึกษาของแรงงาน

 

  • สัดส่วนของผู้ได้เรียนต่อประชากรวัยเดียวกันในปี 2552 เพิ่มขึ้นจากปี 2550-2551 เล็กน้อย ...
    • ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานเพิ่มจาก 79.89% เป็น 81.29% ของประชาการวัย 3 - 17 ปี
    • แต่ระดับปฐมวัยและระดับมัธยมปลาย ยังมีสัดส่วนของผู้ได้เรียนต่ำ
    • ปฐมวัย 61% ... เพราะค่าใช้จ่ายสูง/พ่อแม่ผู้ปกครองไม่เห็นความสำคัญ
    • มัธยมปลาย 64% ... เพราะปัญหาออกกลางคัน ปัญหาถูกสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ สังคมดึงออกไปจากโรงเรียน และปัญหาอื่น ๆ)

 

  • ประชากร วัย 3-17 ปี ที่ไม่ได้เรียน มี 2.76 ล้านคน (คิดเป็น 18.71% ของประชากรวัยเดียวกันที่มี 14.79 ล้านคน)

 

  • เด็กเข้า ป.1 ตอนปี 2540 ได้เรียนถึงชั้น ม.6/ปวช.3 เพียงร้อยละ 47.2 คือ ออกกลางคันไปกว่าครึ่งหนึ่ง คิดเป็นจำนวนคน 5.2 แสนคน

 

  • การศึกษาภาคบังคับ 9 ปี รัฐธรรมนูญที่กำหนดให้เรียนฟรี 12 ปี นโยบายพรรครัฐบาลให้เรียนฟรี 15 ปี ไม่เกิดผลจริง เพราะไม่ได้สนใจ/แก้ไขปัญหาเด็กออกกลางคันที่มีหลายสาเหตุถึงต้นตอของปัญหาอย่างเชื่อมโยงแบบครบวงจร

 

  • คนเลือกเรียนมัธยมสายสามัญ สูงกว่า สายอาชีวะ (61 : 39)

 

  • เลือกอุดมศึกษาสายสังคมมนุษย์ สูงกว่า สายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี (70 : 30)

 

  • แรงงานร้อยละ 54.2 (20.11 ล้านคน) ของแรงงานทั้งหมด 37 ล้านคน มีการศึกษาแค่ประถมและต่ำกว่า เนื่องจากไม่ได้เข้าเรียนและปัญหาออกกลางคันมาก
    • สัดส่วนแรงงานที่จบมัธยมศึกษาตอนปลาย รวม 13.7% (โดยเฉพาะอาชีวะ 3.3%) ของแรงงานทั้งหมด
    • เป็นสัดส่วนที่ต่ำเกินไปเมื่อเทียบกับประเทศอื่น และเทียบกับความต้องการแรงงานในโลกสมัยใหม่ที่ควรมีความรู้และทักษะอย่างน้อยระดับมัธยม

 

  • ผู้ว่างงาน 8.2 แสนคน จบอุดมศึกษามากที่สุด (2 แสนคน)
    • คนจบมัธยมปลายก็ว่างงานมาก แสดงว่า เราผลิตคนได้ไม่ตรงความต้องการของตลาดแรงงาน
    • คนระดับประถมศึกษากลับว่างงานน้อย เพราะพวกเขาไม่ค่อยเลือกงาน แต่ก็ได้ค่าจ้างที่ต่ำ และพัฒนาฝีมือแรงงานได้ยาก

 

การประเมินคุณภาพ/ประสิทธิภาพการศึกษา โดย สมศ. และ สกศ.
 

  • เด็ก 3 - 5 ขวบ มีโอกาสได้เรียนน้อยและสัดส่วนผู้ได้เรียนต่อประชากรวัยเดียวกันลดลงในรอบ 5 ปี สถานศึกษาคุณภาพดีมีน้อย คุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานในทุกระดับในภูมิภาค จังหวัด และโรงเรียนมีความแตกต่างกันสูง

 

  • คะแนนเฉลี่ยของนักเรียนทั้งประเทศอยู่ในเกณฑ์ต่ำ เช่น คะแนนจากการทดสอบในระดับช่วงชั้น ป.6 ม.3 ม.6 ส่วนใหญ่ได้เฉลี่ยต่ำกว่าร้อยละ 50 และส่วนใหญ่ตกต่ำลงจาก 5 ปีก่อน 

 

  • ที่น่าห่วง คือ วิชาภาษาไทย ที่อยู่ในเกณฑ์ต่ำมาก ไม่ว่าจะดูจากการอ่านออกเขียนได้

 

  • การสอบระดับประเทศ หรือการทดสอบเทียบวิชาการอ่านภาษาแม่ระหว่างนักเรียนหลายชาติในโครงการ PISA (เดี๋ยวไปหาความหมายมาให้ครับ เจออยู่) โดยกลุ่มประเทศ OECD วิชาภาษาไทยเป็นพื้นฐานที่ช่วยให้ไปเข้าใจวิชาอื่น ๆ ได้ดี 

 

  • ถ้าภาษาไทยอ่อน การเรียนวิชาอื่นจะอ่อนตามไปด้วย 

 

  • การประเมินคุณภาพภายนอกรอบ 2 โดย สมศ. มีสถานศึกษาที่ผ่านการรับรองเป็นสัดส่วนสูงกว่ารอบแรก (เมื่อ 2 - 3 ปีที่แล้ว) แต่มาตรฐานที่ยังได้คะแนนต่ำ คือความสามารถของผู้เรียนในการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ มีวิจารณญาณ ความคิดสร้างสรรค์ ฯลฯ

 

  • การประเมินด้านเป็นคนดี มีความสุขได้คะแนนสูง แต่ผลนี้ขัดแย้งกับการเรียนไม่เก่ง การประเมิน สมศ. อาจไม่แม่นยำ เพราะประเมินจากการเตรียมเอกสาร น่าจะต้องประเมินเชิงคุณภาพเจาะลึกมากขึ้น และต้องมีข้อเสนอแนะ และมีการร่วมมือหาทางแก้ไขอย่างจริงจังมากขึ้น

 

  • การที่นักเรียนไทย มีผลสัมฤทธิ์ต่ำ เรามักอ้างว่า เพราะเรามีปัญหาขาดแคลนครู โดยเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ นั่นเป็นความจริงส่วนหนึ่ง 

 

  • แต่ที่วิชาภาษาไทย สังคมศึกษาก็อ่อนด้วย แสดงว่า มีปัญหาเรื่องการสอนการเรียนยังไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ

 

การประเมินผลการปฎิรูปการศึกษาโดยบุคคลวงการต่าง ๆ

 

  • การปฎิรูปการศึกษาในรอบ 10 ปี ยังไม่ค่อยก้าวหน้า เป็นเพียงการปรับโครงสร้างการบริหารของระบบราชการ เปลี่ยนเฉพาะรูปแบบ ส่วนเนื้อหาการสอน การเรียนส่วนใหญ่ไม่เปลี่ยนเป้าหมายให้นักเรียนนักศึกษาเก่ง เป็นคนดีมีวินัย มีความรับผิดชอบ

 

  • การจัดการศึกษายังกระจายอย่างไม่เป็นธรรม มีความแตกต่างด้านคุณภาพสูง โดยเฉลี่ย คือ คุณภาพต่ำ การจัดการศึกษาตัดขาดจากชีวิตจริงและชุมชน เน้นทฤษฎีการท่องจำ, การเลียนแบบ ความรู้ทักษะที่จะไปปฏิบัติงานได้จริงยังจำกัด ไม่สามารถนำความรู้จากสถานศึกษาไปแก้ปัญหาและพัฒนาประเทศได้อย่างมีคุณภาพ ต้องปฎิรูปด้านคุณภาพประสิทธิภาพครูอาจารย์ ผู้บริหารการศึกษาอย่างจริงจัง

 

 การศึกษากับการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม

 

  • การพัฒนาเศรษฐกิจเป็นไปอย่างไม่สมดุล ไม่เป็นธรรม คนจนผู้มีรายได้ 40% สุดท้าย มีโอกาสได้รับการศึกษาและพัฒนาตนเองได้น้อย

 

  • โครงการเรียนฟรี 15 ปี หรือ ช่วยออกค่าใช้จ่าย 5 อย่างสำหรับทุกคน ไม่ได้ช่วยคนจนได้แท้จริง ไม่ได้แก้ปัญหาเด็กออกกลางคัน ต้องมีทุนช่วยเหลือค่ากินค่าอยู่ ค่าเดินทาง ให้คนจนด้วย และต้องพัฒนาครูและระบบโรงเรียนให้ช่วยป้องกัน/แก้ปัญหาเด็กที่มีแนวโน้มจะออกกลางคันให้ได้มากขึ้น

 

  • ยังขาดการวางแผนและการผลิตกำลังคนให้สอดคล้องกับความต้องการทางเศรษฐกิจ จัดการศึกษาบางระดับบางประเภท เช่น มัธยมสายสามัญ อุดมศึกษาด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์มากไป บางระดับบางประเภท เช่น ช่าง อาชีวศึกษา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ยังขาดแคลน

 

  • แรงงานยังขาดความรู้และทักษะที่จำเป็นต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ เช่น การรู้จักเรียนรู้ต่อด้วยตนเอง การมีวินัย ความกระตือรือร้นในการทำงาน ภาษาอังกฤษ คอมพิวเตอร์ การสื่อสาร

 

  • ปัญหาการปฏิรูปการศึกษา ไม่ใช่แค่ปัญหาเทคนิคการจัดการและการเพิ่มการลงทุน แต่ต้องแก้ไขพัฒนาเศรษฐกิจ การเมือง สังคมให้เป็นธรรม มีประสิทธิภาพ เสรีภาพประชาธิปไตยอย่างครบวงจร เป็นระบบองค์รวม ต้องมองอนาคตว่า สัดส่วนประชากรวัยสูงอายุจะเพิ่มขึ้น วัยทำงานจะต้องแบกรับภาระคนที่ไม่ทำงานเพิ่มขึ้น เด็กวัยรุ่นและเยาวชนที่ได้รับบริการทางการศึกษาและการพัฒนาทางสังคมด้านต่าง ๆ ไม่ทั่วถึงและมีคุณภาพมากพอจะไปแข่งขันสู้ใครได้

 

แนวทางแก้ไขปัญหาที่เป็นอุปสรรคแบบคอขวดของการปฏิรูปการศึกษา

 

1. เปลี่ยนแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจจากทุนนิยมผูกขาดที่เน้นการเติบโตของการผลผลิต เป็นการพัฒนาแนวเศรษฐกิจแบบผสม ระหว่างทุนนิยมที่มีการแข่งขันที่เป็นธรรมกับระบบสหกรณ์ ระบบรัฐสวัสดิการ ชุมชนสวัสดิการ

  • เปลี่ยนจากการจัดการศึกษาแบบแพ้คัดออก เป็นการจัดการศึกษาแบบยืดหยุ่น ทั่วถึง มีคุณภาพ เพื่อพัฒนาคนทุกคนตามศักยภาพอย่างเต็มที่ เน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตและความสุขของประชาชน ชุมชน และประเทศ มากกว่าการเพิ่ม GDP

2. ปรับโครงสร้างอำนาจการบริหารแบบรวมศูนย์ที่ส่วนกลาง (กระทรวงศึกษาฯ) เป็นสำนักงาน+คณะกรรมการการประกันคุณภาพการศึกษาที่มีภาคี 4 ฝ่ายร่วมบริหารจัดการ คือ กระทรวงศึกษาฯ องค์กรภาคประชาชน ผู้ทรงคุณวุฒิ ครูอาจารย์ เพื่อลดอำนาจผูกขาดและวิธีบริหารแบบสั่งการจากบนลงล่าง เป็นการบริหารแบบประชาธิปไตยที่ประชาชนมีส่วนร่วม มุ่งสนองความต้องการและประโยชน์ของประชาชน ชุมชนมากกว่าเพื่อข้าราชการ

3. การปฎิรูปครูอาจารย์ให้เป็นครูแนวใหม่ รักการอ่าน การวิจัย และการเผยแพร่ความรู้ ความคิด และรู้จักวิธีสอนให้ผู้เรียนคิดวิเคราะห์สังเคราะห์เป็น

 

(ประเด็นอื่น ๆ อ่านเพิ่มได้จาก รายงานฉบับเต็มที่เว็บไซต์ ชมรมศึกษาผลงาน วิทยากร เชียงกูล www.witayakornclub.wordpress.com)

 


 

นำเนื้อหาแนวความคิดของท่านอาจารย์วิทยากร เชียงกูลมานำเสนอเรียบร้อยแล้วครับ

ลิขสิทธิ์และความคิดทั้งหมดเป็นของท่านอาจารย์ครับ

แต่ยังประโยชน์มหาศาลในการแก้ไขการศึกษาไทยต่อไปในทุกระดับ

 

อนาคตยังมีอีกบทหนึ่งที่ "ตรงเป๊ะ" มากครับ

 

"ต้องปฎิรูปการศึกษาให้มีคุณภาพจึงจะปฏิรูปประเทศไทยได้"

 

แลกเปลี่ยนเรียนรู้กันนะครับ

 

บุญรักษา ครับ ;)

 


 

แหล่งข้อมูล

วิทยากร เชียงกูล.  ปฎิรูปประเทศไทย เล่ม 2 การศึกษา - พัฒนาผู้นำ.  

          กรุงเทพฯ : บ้านพระอาทิตย์, 2553.

http://witayakornclub.wordpress.com/%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b9%82%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%aa/ (หน้าดาวน์โหลดรายงานสภาวะฯ)