การจัดการความรู้ทางโลกจัดการเท่าไหร่ก็ไม่มีวันจบ แต่การจัดการความรู้ทางธรรมนั้นมีวันจบ วันสิ้น...

KM ทางโลกต้องวิ่งออกไปเรื่อย วันนี้ต้องจัดการเรื่องนี้ พรุ่งนี้ต้องการจัดเรื่องโน้น เสร็จได้แค่ที่วันและเวลาที่มี จัดการไม่หมดชาตินี้ต้องทิ้งไว้ทำต่อ "ชาติหน้า"

KM ทางโลกต้องเรียนต้องรู้เรื่องทั้งโลก ต้องใช้เวลาทั้งชีวิตวิ่งไปรอบโลก บางครั้งถึงวิ่งออกไปนอกโลกแล้วก็กลับพบว่า ยังมีอะไรที่อยู่เกินกว่านอกโลกนั้นอีก

แต่ KM ทางธรรมะนั้นเรากลับมาเรียนรู้เพื่อจัดกับการสิ่งที่สำคัญที่สุดสองสิ่งคือ "กาย" และ "ใจ"

กายอันมีอาการ ๓๒ มีขน ผม เล็บ ฟัน หนัง เป็นต้น เรามองเข้าไปข้างนอกเพื่อเรียนรู้และจัดการกับสิ่งที่มีอยู่ในกายซึ่งสมมติว่าเป็นของเรานี้ มองที่เบื้องบนจากพื้นเท้าขึ้นมา และมองที่เบื้องล่างจากปลายผมลงไป มองสิ่งทั้งหลายที่มีหนังหุ้มอยู่เป็นที่สุดรอบ

ถ้าหากเราเข้าใจกายของตัวเองอย่างถ้วนถี่แล้ว เราก็จะเข้าใจกายของคนทั้งโลก แต่ KM ทางโลกบอกให้ว่าเราต้องเรียนรู้ร่างกายจากคนทั้งโลกเพื่อที่จะนำ (จัดการ) Explicit และ Tacit Knowledge กลับมาในการเรียนรู้และเข้าใจตัวของเราเอง

เรียนร่างกายคนไทยแล้วก็ยังไม่เข้าใจ ยังไม่พอ ต้องขอต่อไปเรียนร่างกายของคนเมืองนอก ทวีปนั้นคนเป็นอย่างนั้น ทวีปนี้คนเป็นอย่างนี้ มองไป มองไป แต่กลับลืมมองตัวของเจ้าของ

คนที่มีชีวิตแล้วไม่รู้จักชีวิต ชีวิตนั้นจะกัดกินเจ้าของหรือ "ตัวเอง"

KM ทางธรรมสอนให้เรามองตัวเอง เพื่อที่จะเข้าใจสภาพร่างกายของคนทั้งหลายทั่วโลก

ไม่ว่าคนจะเกิดมาในประเทศใด ทวีปใด ก็ล้วนแล้วแต่ประกอบขึ้นจากธาตุทั้ง ๔ คือ ดิน น้ำ ลม และไฟ ประกอบรวมเข้าด้วยกันและสมมติเรียกกันว่า "คน"

KM ในทางธรรมสอนให้เราอ่านตัวเอง KM ในทางโลกสอนให้เราอ่านโลก อ่านผู้อื่น

โลกในทุกวันนี้ถึงได้วุ่นวาย เพราะคนทั้งหลายล้วนแล้วแต่ใช้ชีวิตในการมองผู้อื่น

คนนั้นดี คนนั้นไม่ดี คนนั้นทำอย่างนี้ถูกใจเรา คนนี้ทำอย่างนี้ไม่ถูกใจเรา คนเราถูกใจก็ว่าดี ไม่ถูกใจก็ว่า "ไม่ดี..."

KM ในทางโลกอาจจะมีการสุ่มตัวอย่างเรียนรู้จากคนสักกลุ่มหนึ่งแล้วอุปมาอุปไมยว่านั่นคือการจัดการความรู้เพื่อคนทั้งโลก

KM ในทางธรรมชี้เฉพาะเจาะจงให้เราเรียนรู้จากคนคนหนึ่งก็คือตัวของเราเอง แล้วใช้ความรู้ที่จัดการมาจากตัวของเราเองเพื่อที่จะดำเนินชีวิตร่วมกับผู้อื่น

KM ในทางธรรม สอนเราให้มอง Content เป็น Content สอนเราให้มอง Community เป็น Community มองไปอย่างนั้นตามสภาพของมันที่ "ไม่แน่นอน"

อะไรต่ออะไรในโลกล้วนไม่แน่นอน ความรู้ที่จัดการความรู้ที่ได้มาวันนี้แน่นอนแล้วหรือ พรุ่งนี้ก็กลับไม่แน่นอนอีก เพราะจิตใจคนที่อยู่ในสังคมย่อมไหลเลื่อนไปเปรียบเสมือนกระแสน้ำที่ไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ แล้วเราจะได้ยึดถือสิ่งใด ๆ นั้นจากความรู้นั้น

KM ทางธรรมนั้นแลคือ "สัจธรรม" ที่จะน้อมนำเราไปสู่ความรู้ที่ประเสริฐ บริสุทธิ์ และสิ้นสุดแห่งความเห็นแก่ตัว

ชีวิตหนึ่ง ๆ ถ้าหากเราวิ่งออกไปในโลก เราคิดว่าช่วงชีวิตนี้เราจะจัดการความรู้ต่าง ๆ ในโลกได้มากมายสักแค่ไหน

ชีวิตหนึ่ง ชีวิตนี้หากเราย้อนกลับมาจัดการความรู้เรื่องกายกับใจ ไม่นานวันหนึ่งวันไหนย่อมถึงจุดจบได้อย่างแน่นอน...


ที่มาจากบันทึก KM ทางโลก vs. KM ทางธรรม