ร่วมกันแลกเปลี่ยนความรู้ผ่านเรื่องราวต่างๆ ที่ได้พบหรืออ่านเกี่ยวกับการลงทุนในหลักทรัพย์
บันทึกหนุ่มนักลงทุนหน้าใหม่ หนังสือสำหรับผู้ที่เป็นนักลงทุนหน้าใหม่ หรือผู้ที่กำลังคิดจะก้าวเข้าสู่การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ควรมีไว้อ่าน ด้วยรูปแบบบันทึกที่เล่าจากประสบการณ์จริงในการลงทุนช่วงระยะเวลาหนึ่งของผู้เขียนและเพื่อนๆ เมื่อครั้งที่เพิ่งเริ่มเข้ามาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ครั้งแรก
หน้าที่ 92
เจอบทความสุดฮิตคลายเครียดในเว็บสุดฮิต เรียนคุณพ่อน้องพลอย ผมแบ่งคนในตลาดหุ้นออกเป็นแค่สองพวกคือ 1. คนที่เล่นหุ้นแล้วมีกำไร 2. คนที่เล่นหุ้นแล้วไม่มีกำไร ไม่ว่าคุณจะเล่นหุ้นด้วยวิธีไหน ลงท้ายมันก็แค่นั้นจริงๆ เคยมีเพื่อนสมาชิคในห้องนี้ถามผมทางอีเมล์อยากเปลี่ยนแนวจากการเล่นเกร็งกำไรเป็นแบบกำไรจนเกร็งดีไหม (กำไร จน เกร็ง) ok ฮ่าๆๆๆ คำตอบที่ผมให้ไปคือ ไม่เห็นด้วยครับ ถ้าคุณเล่นแนวไหนแล้วยังกำไร ก็ต้องเล่นแนวนั้นต่อไปถ้าจะลองเปลี่ยนแนว ก็ต้องลองแค่กับเงินนส่วนหนึ่งออกมาเล่นเท่านั้น ตามความเห้นของผม ไม่ว่าคุณจะมองตลาดหุ้นแบบไหน นักเล่นหุ้นเกือบทุกคนคือ , นักเล่นเกมล่าส่วนเกินทุน เกมการเล่นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในตลาดหุ้นทั่วโลกคือ ,, เกมล่าส่วนเกินทุน,, ทุกคนจะต้องพยายามเอาส่วนขาดทุนของคนอื่นมาเป็นส่วนเกินทุนของตัวเองให้ได้ ดังนั้น จึงผลัดกันเป้นผู้ล่าและผู้ถูกล่า ขึ้นอยู่กับสติปัญญาและโชคของแต่ละคน
นักเร็งกำลัง (VS ) ต่างจากนักลงทุน (VI) ตรงไหน เฉพาะความเห็นส่วนตัวของผม นักเกร็จกำไรจำเป็นต้องซื้อขายหุ้นโดยอาศัยการตรวจสภาพทางคลีนิก ซึ่งได้แก่ การวิเคราะห์ปัจจัยทางเทคนิกดูเส้น กับดูดุ้นต่างๆ เป็นหลัก มองแล้วรู้อาการของหุ้นทันที ส่วนนักลงทุนจะต้องซื้อหุ้นโดยอาศัยการตรวจสภาพทางห้องแลบ ซึ่งได้แก่ การวิเคราะห์ปัจจัยทางพื้นฐาน พื้นปาร์เกต์ พื้นหินอ่อน หรืออื่นๆ เสียเวลาในการดูนานพอสมควร ไม่ทันใจพวกไวไวควิ๊ก ถ้าอยากเป็นนักเกร็งกำไร คุณจะต้องรู้เทคนิกพวกเส้นและดุ้นให้ได้ถ้าไม่รู้อย่าเล่นเป็นอันขาด อันตรายถึงหมดตัว ส่วนนักลงทุน คุณจะต้องรู้ปัจจัยพื้นฐาน ของหุ้นและมีความอดทนเป้นเลิศ สามารถดูอาการภายนอกของหุ้น ซึ่งหุ้นลงตามแรงเหวี่ยงของเส้นและดุ้นให้ไว้ด้วยใจที่สงบนิ่ง ถ้าผิวหนังเกิดผื่นก้ไม่ได้หมายความว่าคุณเป็นเอดส์ซะหน่อนคนอื่นดูไม่ออก แต่คุณดูออกแน่นอน เพราะผมตรวจทางห้องแลบ มีเซียนหุ้นท่านหนึ่ง ขออาภัยจำชื่อไม่ได้แล้วให้แง่คิดไว้ดีมาก ปัจจัยพื้นฐาน เป็นเครื่องชี้ว่าคุณควรซื้อหุ้น , ตัวไหน , แต่ปัจจัยทางเทคนิคเป็นเครื่องชี้ว่าคุรควรซื้อหุ้นตัวนั้น , เมื่อไร, สรุปแล้ว ถ้าคุณติดอาวุธครบสองอย่าง เมื่อบวกกับโชคและวินัยประจำตัวของคุณ ไม่ว่านิ้วชี้ตลาดหลักทรัพย์จะชี้ไปทางไหนคุณก็ไม่มีวันจะเจ๊งหุ้นอย่างแน่นอนที่สุด
ลัทธวรรณ สุขบุญเพ็ญ รหัส 51127312034 การธนาคาร
หุ้นผีบอก
ในตลาดหุ้นแล้วมักจะมีความหวังกันได้ทุกวัน และก็มักจะมีข่าวเกี่ยวกับหุ้นตัวโน้นตัวนี้ไม่ได้ขาด ทั้งนี้เพื่อจรรโลงให้นักเสี่ยงโชคในตลาดหุ้น ได้มีความหวังกระชุ่มกระชวยขึ้นมา และพร้อมที่จะยึดเอาข่าวปล่อยทั้งหลายนั้น เพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุนเป็นประจำและนี่เองก็คือ บ่อเกิดของหุ้นผีบอก ที่มีการกระจายอยู่ทั่วไปตามห้องค้า ทางสายโทรศัพท์ซึ่งเกิดจากการบอกต่อๆกันไป จนเกิดการรับข่าวสารจากหลายกระแส ซึ่งผู้รับข่าวรุ่นหลังๆนี้จึงเกิดเข้าใจไปเองว่านี่แหละข่าวจริง เพราะมันถูกยืนยันจากหลายที่ด้วยกัน ซึ่งคิดให้ดีๆก็คือ มันมาจากแหล่งเดียวนั่นแหละ แต่มันถูกกระจายออกไปหลายที่ปากต่อปาก เราจึงรับข่าวจากหลายที่ในที่สุดเป็นเรื่องที่น่าแปลกมากที่คนเรามักเชื่ออะไรง่ายๆ โดยไม่ทบทวนเนื้อหา ความน่าจะเป็น บ่อยครั้งที่ทำตามข่าวนั้นก็เพราะมีคนทำตามหลายคน เพื่อนเยอะดี และถ้าเจ๊งก็ไม่ได้เจ๊งคนเดียวมีเพื่อนเพียบเลย การกระทำตามๆกันหมู่มากนี้ ฝรั่งเรียก ว่า “พฤติกรรมของพวกเลมมิ่ง” ซึ่งเป็นสัตว์ประเภทหนูที่มักทำอะไรตามๆกัน เดินลงทะเลไปตายก็จะตามกัน ดังนั้น เขาจึงเอามาเปรียบเทียบนักเล่นหุ้นที่ชอบแห่ตามกันแย่งซื้อแย่งขายจนเกิด “การตื่นซื้อ ตื่นขาย” จนเป็นหนทางให้กลุ่มพวกที่ชักใยอยู่เบื้องหลังหากินกับพวกเลมมิ่งได้ตลอดมาจากพฤติกรรมตามธรรมชาติของมนุษย์ที่ชอบตามแห่ ไทยมุง ฝรั่งมุง เจ็กตื่นไฟ ประกอบกับหุ้นผีบอกแล้ว ทุกอย่างลงตัวอย่างหาที่เปรียบมิได้ และใช้ได้ผลมาโดยตลอด มิได้ล้าสมัยเลยแม้แต่น้อย
จากประสบการณ์ของคนเขียนน่ะค่ะ
เรื่องมันมีอยู่ว่า ผมได้รับข่าวจากเพื่อนสนิทคนหนึ่ง เขาส่งข่าวว่าหุ้น xyz เพิ่งกลับเข้ามาซื้อขายได้ไม่นาน และมีคนดูแลเพื่อให้ราคาวิ่งไปหลายเท่าตัว ทั้งนี้เพื่อเป็นการตอบแทนบุญคุณของผู้ที่ซื้อหุ้นเพิ่มทุนที่ช่วยซื้อหุ้นเอาไว้ ผมเองได้ข่าวก็ดูข้อมูลพื้นฐานแล้วก็ต้องส่ายหัว มิกล้าจริงๆ พื้นฐานไม่ดีเลย ไม่น่าขึ้นได้ ถ้าว่ากันตามพื้นฐาน จึงไม่ได้สนใจ เวลาผ่านไปไม่นาน ปรากฏว่าหุ้นบริษัทนี้ติด Top Gainer เกือบทุกวัน ขึ้นที่ละหลายเปอร์เซ็นต์ ผมจึงเกิดความโลภขึ้นตามไปดูด้วยใจสั่นๆ ว่า จะเข้าไปติดดอยกับเขาไหมหว่า? เพื่อนผมก็คอยส่งข่าวทุกวันครับ ว่าวันนี้ถ้ายืนเท่านั้นเท่านี้ได้ก็เล่นได้ ผมเข้าเล่นตามทุกวัน และนั่งเฝ้าหน้าจอทุกวัน ต้องบอกเลยว่า “หุ้นผีบอก” นี่มันแรงจริงๆ เปิดกระโดดทุกเช้า โยกขึ้นโยกลง โยนไปโยนมา แช่ทิ้งให้ใจสั่นได้ตลอดทั้งวัน และมักจะทำปิดให้ราคากระโดดตอนปิดตลาดทุกวันเช่นกัน แต่นักเล่นหุ้นก็มักจะออกก่อนจึงพลาดกำไรงามๆ ตอนท้ายทุกทีไป คนดูแลเหมือนจะวางแผนเผด็จศึกเอาไว้เรียบร้อยแล้วครับ พอเหยื่อตกหลุมพรางที่วางล่อเอาไว้ วันหนึ่งมีนักเล่นหุ้นมั่นใจมากซื้อดักตอนเย็นเอาไว้ขายตอนปิดตลาดกันมาก หนึ่งในนั้นก็มีผมด้วยแหละ และแล้วเมื่อปลาติดเบ็ดผู้คุมเกมก็จัดการกระตุกเบ็ด ดันราคาปิดลงต่ำแบบไม่น่าเชื่อทำเอาแมงเม่าทั้งหลายปีกไหม้ไปตามๆกัน รวมผมด้วย จริงๆแล้วไม่น่าเชื่อเลยว่าจะทำได้ขนาดนั้น เห็นๆราคากะพริบสูงขึ้นๆ แต่ดันปิดต่ำลงมามาก ทำเอาขาดทุนนาทีสุดท้ายกันเพียบ เรื่องหุ้นผีบอกยังมีอีกมาก เพื่อนผมอีกคนหนึ่งก็มักจะมีหุ้นผีบอกมาบ่อยๆ แต่ข่าวของเขามักจะล้าสมัยไปทุกที เขาเล่นกันไปเรียบร้อยแล้วนายคนนี้เพิ่งได้ข่าว
ติดดอยนอนหนาวเป็นประจำมิได้ขาดก็ยังพบนักเล่นหุ้น(ยืนยันว่าไม่ใช่นักลงทุน)ที่ชอบซื้อหุ้นตามคนอื่นอยู่อีกมาก เห็นเขาว่าดีก็ตามเขา ตัวเองยังไม่ทราบด้วยซ้ำว่าบริษัทนั้นมีอะไรดี อะไรไม่ดี นักเล่นหุ้นพวกนี้เป็นกลุ่มที่น่ากลัวที่สุด เพราะไม่รู้ว่าควรจะซื้อที่ราคาไหน ขายที่ราคาไหน เพราะอะไรจึงต้องขาย เรื่องนี้ผมบอกได้เลยว่า ไอ้ที่เขามาบอกคุณน่ะเขาซื้อไปแล้ว บางทีก็ซื้อถูกกว่าคุณมากด้วย และเวลาเขาขายเขาก็ไม่บอกคุณหรอก บางที่ขายแล้วยังมาปล่อยข่าวทุบหุ้นเพื่อกลับไปเก็บใหม่อีกต่างหาก ดังนั้น ทางที่ดีและจะทำให้คุณอยู่ในโลกของการลงทุนได้อย่างปลอดภัยและมั่งคั่งก็คือ…. คุณต้องปรับเปลี่ยนนิสัยการลงทุนอย่างเด็ดขาด แทนที่จะคอยเฝ้าหาข่าวก็เปลี่ยนมาคอยศึกษาพื้นฐานกิจการ เพื่อเราจะได้กำหนดจังหวะซื้อขายที่เหมาะสม ไม่ต้องพึ่งหุ้นผีบอก ซึ่งบางทีจะกลายเป็นหุ้นผีผลัก
ความเห็นส่วนตัวของดิฉันน่ะค่ะ
เรื่องหุ้นผีบอกนี้เตือนสติพวกเราไว้ดีมาก “เมื่อส่วนผสมของความโลภและข่าววงในที่มากพอลงตัวกันเมื่อไร เมื่อนั่นความพินาศจะมาเยือนโดยมิได้นัดหมาย” แต่การลงทุนที่ได้รับผลตอบแทนสุงก็ย่อมมีความเสี่ยงสุง อยู่ที่วินัยของนักลงทุนที่มีต่อการลงทุน ไม่ควรเบียดเบียนใคร เพื่อนๆๆที่่อยากจะเข้าไปลงทุนในหุ้นก็ควรศึกษาข้อมุลก่อนให้ดี บริหารเงินให้ดี จะได้ไม่เป็นแมงเม่าเข้ากองไฟน่ะค่ะ
นางสาวอ้อยใจ ใหม่เต็ม รหัส 51127312025 การเงินการธนาคาร ปี 3
หนังสือ เรื่องเล่าคนล่าห่าน บทที่ 9 เตรียมแผนรับมือกับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดไว้เสมอ หน้า 103 - 107
เสี่ยอ๋า นั่งนิ่งมองตัวเลขบนจออิเล็กทรอนิกส์ และเขาไม่เข้าใจว่า ทำไมราคาหุ้นตอนเช้าก็ดูดีๆอยู่แต่เพียงสองชั่วโมงให้หลังก่อนตลาดจะปิดตัวภาคเช้าเพียงไม่นาน ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปราวฟ้ากับเหว
ด้วยความตกใจผสมกับความหวังว่าราคาอาจจะขยับขึ้นเสี่ยอ๋าจึงยังคงปล่อยให้ราคามันมันรูดต่ำลงไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเฮียเซ่งบอกเค้าว่า "เสี่ย สั่งขายไปก่อนดีไหม" เสี่ยอ๋าจึงบอกว่า"มันตกเพราะแพนิคมั้งครับ ถ้าขายตอนนี้ผมขาดทุนไปเกือบครึ่งรอให้ดีดกลับก่อนแล้วค่อยขายไม่ดีกว่าหรือคับ" เฮียเซ่งจึงเตือนว่า "เสี่ยกำลังติดกับดักของอารมณ์กับความหวังขายไปก่อนแล้วค่อยซื้อคืนในภายหลังจะดีกว่า เชื่อผม" เสี่ยอ๋าจึงตัดสินใจขาย เที่ยงวันนั้น ราคาหุ้นตกไปจนถึงฟลอร์ ทำให้เสี่ยอ๋าเอามือท้าวคางเหมือนคนหมดอาลัยตายอยาก เฮียเซ่งจึงบอกว่า "ตลาดก็แบบนี้ เดี๋ยวขึ้น เดี๋ยวลง การมีแผนสำรองจะช่วยเราตัดสินใจ การที่เสียในวันนี้เป็นประสบการณ์ที่ดีที่จะเป็นประสบการณ์ที่ดีที่ช่วยเราในอนาคต เพราะประสบการณ์เป็นครูที่ดีเสมอ" พร้อมทั้งแนะนำบันทึกที่เฮียเซ่งมีซึ่งได้มาจากเพื่อนเป็นบันทึกที่เพื่อนเฮียเซ่งเขียนรวบรวมมาจากการอ่านหนังสือเกี่ยวกับการเล่นหุ้นหลายๆเล่มและประสบการณ์ต่างๆที่ได้เจอ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้เข้าใจถึงการดูสภาวะแวดล้อมต่างๆในการเล่นหุ้นเพื่อช่วยตัดสินใจ จนปัจจุบันเฮียเซ่งรู้สึกปลอดโปร่งไม่ตระหนก เวลาเห็นตัวเลขต่ำลงหรือสูงขึ้นเพราะไม่ว่ามันจะเป็นอย่างไรเค้าก็จะรับมือได้ถูกและบอกว่า"ผมถึงกับรู้สึกว่าผมนี่แหละเป็นคนที่สามารถสร้างโชคขึ้นมาได้ด้วยมือของผมเองตลอดเวลา" ทำให้เสี่ยอ๋ารู้สึกสนใจและกล่าวว่า "ขอบคุณครับ ผมเองก็อยากจะสร้างโชคขึ้นมามั่งแล้วครับ"
"โชคดีไม่มีขาย อยากได้ ต้องสร้างเอง" -นิรนาม-
สรุป
การที่เสี่ยอ๋านั้นทำอะไรไม่ถูกและยังคงรอคอยกับความหวังที่ไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นมั้ยในเวลาที่ราคาหุ้นเกิดตกมากจนเสียดายไม่อยากขายหุ้น เพราะ ยังไม่มีประสบการณ์เกี่ยวกับสถานะการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ทำให้ไม่รู้ว่าควรจะตัดสินใจอย่างไรจึงจะถูกต้อง ดังนั้น สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับการเล่นหุ้นไม่ใช่การซื้อหุ้นและรอให้โชคดีตอนราคาหุ้นขึ้น แต่ เป็นประสบการณ์ที่จะช่วยตัดสินใจในการซื้อขายหุ้นต่างๆ เหมือนกับเป็นการสร้างโชคให้กับตัวเองโดยอาศัยประสบการณ์มาช่วยสร้างโชคนั้นเอง
นาย สิทธิชัย วงค์เต้จ๊ะ การเงินการธนาคาร รหัส 51127312022
ชื่อหนังสือ อยากรวยต้องรู้ รู้จังหวะลงทุน เล่ม 4
บทที่ 11
ถักทอฝันให้เป็นจริง
ในบทที่ 11 นี้ได้มีเหตุการณ์อยู่หลายเหตุการณ์ที่กล่าวขึ้นมา และจะยกตัวอย่างมา 1 เหตุการณ์ คือ มีผู้เขียนท่านหนึ่งได้ไปบรรยายใน เรื่องจิตวิทยาในการลงทุน ให้นักลงทุนของบริษัทหลักทรัพย์แห่งหนึ่ง และพอได้บรรยายจบก็ให้นักลงทุนได้ตอบแบบสอบถาม และจากแบบสอบถามก็ได้สรุปว่า นักลงทุนครึ่งหนึ่งคิดว่าเนื้อหาการบรรยายของผู้เขียนเป็นเรื่องที่ธรรมดา ส่วนอีกครึ่งหนึ่งนักลงทุนกลับมองว่าเป็นเรื่องที่มีประโยชน์และชื่นชอบในการบรรยายของผู้เขียนมาก และผู้เขียนได้กลับไปคิดว่าความแตกต่างของนักลงทุนในบริษัทหลักทรัพย์แห่งนี้ ได้พบว่านักลงทุนครึ่งแรกเป็นนักลงทุนหน้าใหม่ที่ยังไม่มีประสบการณ์สักเท่าไรจึงคิดว่าการที่ผู้เขียนได้บรรยายไปนี้เป็นเรื่องที่ธรรมดาและไม่มีประโยชน์ และส่วนที่เหลืออีกครึ่งกับพบว่าเป็นนักลงทุนที่มีประสบการณ์ในการลงทุนเป็นเวลานานพอสมควร(ส่วนใหญ่จะซื้อขายหุ้นมากว่า 5 ปี) ดังนั้นการที่จะประสบความสำเร็จได้จึงต้องอาศัยประสบการณ์และเวลาในการลงทุน จึงได้มีผู้รู้ได้สรุป “สมการแห่งความสำเร็จ” ไว้ดังนี้
Success = Passion + Vision + Action
ความสำเร็จ = ความปรารถนา + วิสัยทัศน์ + การปฏิบัติ
ความสำเร็จจึงต้องมีองค์ประกอบ 3 ส่วน คือ
1.ต้องมีความปรารถนา (Passion) คือ เราจะต้องรู้จักตัวเองให้ดีเสียก่อนว่าตัวเองมีความใฝ่ฝันอะไร?
2.ต้องมีวิสัยทัศน์ (Vision) คือ ต้องรู้จักมองการณ์ไกล และรู้จักเตรียมพร้อมที่จะหาทางป้องกันหรือหาทางหนีที่ไล่เอาไว้ล่วงหน้า
3.การปฏิบัติหรือการลงมือทำ (Action) คือ เมื่อรู้แล้วจะต้องลงมือทำ เพราะถ้ารู้แล้วไม่ลงมือทำมันก็แค่ความฝัน
การที่นักลงทุนจะลงทุนให้ประสบความสำเร็จนั้นไม่ใช่เรื่องที่ง่าย แต่ก็ไม่ยากสักเท่าไร แต่จะต้องใช้เวลาในการลงทุนที่จะลองผิดลองถูกอยู่เป็นเวลานาน และยิ่งอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ มานานก็จะมีประสบการณ์มากสำหรับการลงทุน
นางสาววราลักษณ์ พาดี รหัส 51127312012 การเงินการธนาคาร ปี3
ที่มาของบทความ siambizbook นำเรื่องมาจากผู้เขียนนิรนามที่ไม่ได้ลงชื่อไว้
เรื่อง เงิน10บาทกับกรอบความคิดที่ต่างกัน
ถ้าเรามีเงินอยู่ 10 บาท ไปซื้อของ 3 บาท จะได้รับเงินทอนเท่าไร
ครูคนหนึ่งตั้งคำถามกับเด็กว่า “ถ้าเรามีเงินอยู่ 10 บาท นำไปซื้อของ 3 บาท จะได้รับเงินทอนเท่าไร” เด็กส่วนใหญ่ตอบว่า “7 บาท” แต่มีเด็ก 2 คน ที่ตอบไม่เหมือนกับคนอื่น คนหนึ่งตอบว่า “2 บาทคะ” อีกคนหนึ่งตอบว่า “ไม่ต้องทอนครับ”
ครูถามเด็กคนแรกว่า ทำไมถึงได้เงินทอน 2 บาท คำตอบที่ได้คือ ในจินตนาการของเขา เขามีเหรียญห้าบาท 2 เหรียญ เมื่อซื้อของราคา 3 บาท เขาก็ให้เหรียญห้าบาทไป 1 เหรียญ ดังนั้น จึงได้รับเงินทอนมา 2 บาท
เมื่อถามเด็กคนที่สองว่า ทำไม ไม่ได้รับเงินทอนกลับมา เด็กคนนี้ไปคิดว่าเขามีเหรียญหนึ่งบาท ทั้งหมด 10 เหรียญ เมื่อซื้อของราคา 3 บาท เขาก็ส่งเหรียญหนึ่งบาทให้แม่ค้าไป 3 เหรียญ แม่ค้าจึงไม่ต้องทอนเงินให้เขา
โชคดีที่เป็นการถาม-ตอบในห้องเรียน ลองนึกดูสิครับว่า ถ้าโจทย์นี้ เป็นข้อสอบที่มีคำตอบเป็น ก-ข-ค-ง เด็ก 2 คนนี้ คงไม่ได้คะแนนจากคำตอบที่ผิดเพี้ยนไปจากคนส่วนใหญ่
การสร้างโจทย์ที่ “เสมือนจริง” ในจินตนาการของครู อาจถูกจำกัดเพียงแค่ “ตัวเลข” แต่สำหรับเด็ก จินตนาการของพวกเขาไร้กรอบ เงิน 10 บาท จึงสามารถเปลี่ยนเป็นเหรียญสิบบาท เหรียญห้าบาท หรือ เหรียญหนึ่งบาท
เมืองไทยมีเหรียญสองบาท เราจึงอาจได้คำตอบเพิ่มอีก 1 ตำตอบ คือได้เงินทอน 1 บาท
โลกในห้องเรียนกับโลกของความเป็นจริงนั้นแตกต่างกัน โลกในห้องเรียน ทุกคำถามส่วนใหญ่มีเพียง 1 คำตอบ แต่โลกของความเป็นจริง ทุกคำถามอาจมีคำตอบที่ถูกต้องได้เกิน 1 คำตอบ
ดูเผินๆ เรื่องข้างต้นอาจจะไม่เกี่ยวกับการวางแผนการเงินสักเท่าไร แต่หากคิดให้ลึกซึ้ง จะพบว่า ในโลกของความเป็นจริง ชองทางในการทำมาหากิน วิธีการเก็บออม หรือทางเลือกในการลงทุนมีหลากหลายมากมาย ขึ้นกับโอกาส สิ่งแวดล้อม ความชำนาญหรือความเหมาะสมของแต่ละบุคคล แต่หลักการพื้นฐานในการวางแผนยังคงเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง
เฉกเช่นเดียวกับตัวอย่างข้างต้น เรามีเงิน 10 บาท ซื้อของไปเพียง 3 บาท ย่อมมีเงินเหลือ 7 บาท แต่วิธีการจ่ายเงิน หรือวิธีการทอนเงินนั้น อาจแตกต่างกันไปในแต่ละคน แต่ละสิ่งแวดล้อม
ที่ปรึกษาการเงินที่ดีจึงควรชี้แนะเพียงหลักการกว้างๆ เพื่อให้ลูกค้านำไปปฏิบัติ เช่น การวางแผนให้เป็นรูปธรรม การกำหนดกรอบของเวลา หรือการกระจายความเสี่ยง การตัดสินใจแทนลูกค้าทั้งหมดโดยไม่ใส่ใจในข้อจำกัดของลูกค้า อาจนำความเสียหายมาให้โดยคาดไม่ถึง
อย่ารีบตัดสินความผิดถูกของคนๆนั้น เพียงแค่คำตอบของเรา
อย่าหยุดความคิดสร้างสรรของคนๆนั้น ด้วยกรอบความคิดของเรา
หมายเหตุ ขอขอบคุณผู้เขียนนิรนาม ที่สามารถใช้ตัวอย่างเรื่องง่ายๆ แต่ให้ข้อคิดอย่างลึกซึ้ง ขอบคุณจริงๆ
นางสาวกุสุมา คำคล้าย รหัส 51127312035 การเงินการธนาคาร ปี3 ค่ะ
เลือกหุ้นเพื่อการลงทุน
ถ้าจะเลือกหุ้นเพื่อการลงทุน นอกเหนือจากความเป็นองค์กรที่ดีและความน่าเชื่อถือของผู้ถือหุ้นใหญ่แล้ว ที่สำคัญไปกว่าก็คือ “โอกาสในการเติบโตของกิจการ”
การถือหุ้นเป็นระยะเวลานาน ๆ นั้น ถ้ามุ่งประเด็นไปที่เงินปันผลมาก ๆ เช่น 7-8% ต่อปี ต่อให้บริษัทสามารถรักษาอัตราการจ่ายเงินปันผลให้อยู่ในระดับนั้นต่อไปได้จริงในอนาคต แต่ถ้ากิจการไม่มีการเติบโตผลตอบแทนของการถือหุ้นนั้นไว้เป็นระยะเวลานาน ๆ ก็แค่ท่ากับ 7-8% ต่อปีเท่านั้น แต่หากคิดถึงความเสี่ยงที่ต้องแบกรับจากการลงทุนในหุ้นซึ่งสูงกว่าการฝากธนาคารเป็นอย่างมากแล้ว ถือได้ว่าผลตอบแทน ต่ำกว่า การฝากธนาคาร การลงทุนในหุ้นจะต้องได้ผลตอบแทนอย่างน้อย 10 % ต่อปีจึงจะถือว่าชนะการฝากธนาคารจริง เงินปันผลเป็นส่วนหนึ่งของผลตอบแทนที่จะได้รับ แต่ไม่ใช้เป็นปัจจัยในการตัดสินใจในการเลือกหุ้นเลย เพราะผลตอบแทนที่คุณจะได้รับจากหุ้นจะมาจาก capital gain เป็นส่วนใหญ่ ผลตอบแทนที่ได้รับจากเงินปันผลนั้นถือว่าน้อยมาก ถ้าลองลองติดตามความเป็นไปของบริษัทจำนวนมากจะพบว่าหลายบริษัทจะมีช่วงระยะเวลาหนึ่งที่สามารถรักษาอัตราการเติบโตให้อยู่ในระดับสูงเป็นระยะเวลานานได้ หลังจากนั้นจะกลับสู่ภาวะปกติที่มีการเติบโตในระดับธรรมดา ๆ ที่ไม่น่าสนใจ นักลงทุนที่สามารถเข้าลงทุนได้ทันในช่วงเวลาที่ว่านั้นจะได้รับผลตอบแทนที่สูงมากจากการถือหุ้นนั้นไว้นาน ๆ โดยที่ไม่จำเป็นต้องอาศัยการซื้อ ๆ ขาย ๆ ให้ได้ผลตอบแทนสูงเลย การเลือกหุ้นเพื่อการลงทุน นั้นก็ต้องมีจุดมุ่งหมายที่จะแสวงหาโอกาสในลักษณะนี้นี่แหละ พวก growth investors อยากให้หุ้นทุกตัวในพอร์ตของเขามีแต่หุ้นที่กำลังอยู่ในช่วงเวลาแบบนี้ของมันตลอดเวลา
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้บริษัทเข้าสู่ช่วงเวลาที่ว่านั้น ต้องเกิดจากปัจจัยสองอย่างที่เกื้อหนุนกันพอดี หนึ่ง คือ อุตสาหกรรมของบริษัทกำลังมี Demand trend ที่ดี และสอง คือ บริษัทมีข้อได้เปรียบคู่แข่งที่ชัดเจน ในช่วงที่ปัจจัยทั้งสองเกื้อหนุนกันอย่าง นี้มาก ๆ บริษัทจะเติบโตได้อย่างที่คาดไม่ถึงเลยทีเดียว อย่างในกรณี ปตท.สผ. ความต้องการพลังงานของโลกที่เพิ่มขึ้นได้ทำให้ราคาพลังงานสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกัน บริษัทก็สร้างศักยภาพในการเป็น Oil operator ขึ้นมาได้ทันโอกาสในการแสวงหาการเติบโตในต่างประเทศพอดี เป็นต้น
เครดิต: พ็อกเกตบุ๊ก 35 ไอเดียการลงทุนในตลาดหุ้นไทย โดย สุมาอี้
นางสาวธุมวดี พันธา รหัส51127312021 การเงินการธนาคาร
Are you solvent?
ในความคิดของนักลงทุนตอนนี้คงมีอยู่สองแบบ คนที่ไม่มีเงิน แต่มีหุ้นอยู่เต็มพอร์ตไปหมด เพราะซื้อมาตลอดทาง กำลังรู้สึกเสียดายอย่างมากว่าเวลานี้ไม่เหลือเงินสดแล้ว มิฉะนั้นจะไล่ซื้อหุ้นให้หมด ส่วนคนที่ตอนนี้ยังมีเงินสดเหลืออยู่ก็กำลังง่วนอยู่กับการคิดว่าจะซื้อหุ้นตัวไหนดี โอกาสทองเยอะแยะเต็มไปหมดจนเลือกไม่ถูกเลย สรุปว่า ทุกคนกำลังคิดเรื่องซื้อหุ้น
สถานการณ์โลกเวลานี้เรียกได้ว่าเป็นวิกฤตการเงิน จึงไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเศรษฐกิจโลกในช่วงต่อไป มีโอกาสที่เราจะได้เห็นสภาพเลวร้ายขนาดที่เราไม่สามารถจินตนาการล่วงหน้าไปได้ เพราะมันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ในสถานการณ์แบบนี้ ก่อนที่นักลงทุนจะตัดสินใจนำเงินทั้งหมดที่ตนมีอยู่ซื้อให้หมด เพราะมองว่าเป็นโอกาสทองแล้วนั้น นักลงทุนน่าจะตั้งคำถามกับตนเองก่อนว่า ถ้าหากในช่วง 5 ปี ข้างหน้า สถานการณ์เลวร้ายกว่าที่คิด คิดว่าไม่น่าถึงขั้นตกงานแต่ดันตกงานแล้วเราจะเอาตัวรอดได้หรือไม่ ถ้าสมบัติส่วนใหญ่ของเราอยู่ในตลาดหุ้น ซึ่งถ้าขายออกมาก็จะขาดทุนมาก
โดยธรรมชาติแล้ว ตลาดหุ้นมักจะเปลี่ยนระดับที่มักเคลื่อนไหวไปแบบถาวรทุก 5-6 ปี ตลาดหุ้นไทยเปลี่ยนไปเคลื่อนไหวอยู่ในระดับใหม่ที่ต่างจากในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา หุ้นคอยมองหาระดับใหม่ที่เหมาะสมของมันอยู่เสมอไปเรื่อย ๆ โดยไม่สนใจว่ามันเคยอยู่ที่ใดในอดีตแต่นักลงทุนเองต่างหากที่เป็นฝ่ายคิดไปเองว่าหุ้นที่ตกมาก ๆ แล้วในที่สุดจะต้องกลับมาที่เดิมได้ จุดอ่อนของนักลงทุนคือการยึดติดอยู่กับราคาในอดีต
เรื่องที่แปลกอีกอย่างหนึ่งของตลาดหุ้นก็คือ ตลาดหุ้นมักเคลื่อนไหวไปก่อนเศรษฐกิจ บางครั้งเรารู้สึกว่าเศรษฐกิจไม่เห็นเป็นอะไรเลย ทำไมตลาดหุ้นถึงได้ตกเยอะจัง แต่หลังจากนั้น 6-12 เดือน เราก็พบกับความประหลาดใจว่าตลาดหุ้นรู้ล่วงหน้าได้อย่างไรว่าสภาพเศรษฐกิจกำลังจะเปลี่ยนไปมากขนาดนี้ financial market นั้นเลื่อนไหวได้เร็วกว่า real market มาก เพราะแค่กดปุ่มเดียวก็ขายของมูลค่าเป็นพันล้านได้แล้ว ในขณะที่เศรษฐกิจจริง ๆนั้นกว่าจะตกลงราคากันได้ต้องใช้เวลานาน
นางสาวจามจุรี ศรีสวัสดิ์ รหัส 51127312019 การเงินการธนาคาร
ชื่อหนังสือ โลกของนีโม ผู้เขียน ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
สรุปสาระสำคัญ
นานมาแล้ว ผมยังจำได้ว่า ในตลาดหุ้นไทยมีคนเปรียบเปรยคนที่เล่นหุ้นในตลาดว่าเหมือนฝูงปลาที่ว่ายไปตามลำน้ำหาอาหารกิน โดยปลาตัวใหญ่เปรียบเหมือนนักลงทุนรายใหญ่ที่มักจะเป็นตัวนำ และนักเล่นหุ้นรายย่อยซึ่งเปรียบเสมือนปลาตัวน้อยที่มักจะว่ายตามคอยเก็บกินเศษอาหารที่หลงเหลือมาจากปลาตัวใหญ่ ในยามที่อาหารเหลือเฟือหรือในช่วงที่ตลาดบูม ปลาทุกตัวต่างก็อิ่มหนำสำราญ แต่เมื่ออาหารหมดหรือหุ้นซบเซา ปลาตัวใหญ่ก็จะหันกลับมาจับปลาตัวน้อยกินเป็นอาหารแทน ข้อสรุปก็คือ ปลาตัวเล็กนั้น ถ้าโชคดีก็จะได้เศษอาหาร แต่ถ้าโชคร้ายก็กลายเป็นเหยื่อ
ข้อความข้างต้นนั้น เป็นคำบรรยายสำหรับคนเล่นหุ้นรายย่อยที่ชอบตามแห่ เล่นตามรายใหญ่ และเป็นคำเปรียบเปรยที่ใช้กันในสมัยที่ตลาดหุ้นไทยยังไม่รู้จักคำว่า Value Investment แต่ในปัจจุบัน เรามี Value Investor ซึ่งในความคิดของผมมักจะเป็นนักลงทุนรายย่อย เป็นปลาตัวเล็กสายพันธุ์ใหม่ที่ไม่ว่ายตามปลาตัวใหญ่ในการหาอาหารกิน แต่เป็นปลาตัวเล็กที่ชอบหาอาหารตามแหล่งที่อยู่ในซอกมุม ในเขตน้ำตื้นที่ปลาตัวใหญ่มักมองไม่เห็น หรือถึงจะเห็นก็ไม่สามารถว่ายเข้าไปหาอาหารกินได้ และถึงจะคิดว่ามีอาหารอันโอชะมันก็ไม่มีประโยชน์ เพราะปริมาณอาหารที่มีนั้น น้อยเกินกว่าที่จะป้อนปลาตัวใหญ่ให้อิ่มได้
มาตรฐานของ Value Investor โดย ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
ผมเป็น Value Investor มานาน และเมื่อมองย้อนหลังกลับไปก็พบว่าความคิดและมุมมองของตนเองเกี่ยวกับธุรกิจและการใช้ชีวิตส่วนตัวโดยเฉพาะทางด้านการเงินเปลี่ยนแปลงไปมาก พูดให้ชัดเจนก็คือ มาตรฐานในการพิจารณาให้เกรดกิจการต่าง ๆ สูงขึ้นเรื่อย ๆ ตรงกันข้าม การใช้เงินและบริโภคส่วนตัวเน้นคุณค่ามากขึ้น เช่นเดียวกับอีกหลาย ๆ เรื่องที่หนีห่างจากมาตรฐานของสังคมออกไป
เหตุผลที่ทำให้ความคิดเปลี่ยนแปลงนี้ผมคิดว่ามาจากการที่ได้เห็น ได้ศึกษา วิเคราะห์กิจการต่าง ๆ มากมาย และได้ลงทุนซื้อหุ้นในบริษัทจำนวนมากโดยอิงหลักการของ Value Investment ซึ่งในระหว่างกระบวนการเหล่านี้มันช่วยสอนให้รู้ว่าหุ้นและบริษัทแบบไหนเป็นของดีซื้อแล้วได้กำไร แบบไหนลงทุนแล้วขาดทุน สอนให้รู้ว่าความเสี่ยงนั้นคืออะไร และสอนให้จิตใจมีความสุขุมมั่นคงในสังคมที่สับสนวุ่นวายและบ่อยครั้งไร้เหตุผลของผู้คนในตลาดหลักทรัพย์
ก่อนที่จะเป็น Value Investor ผมเคยลงทุนในกิจการบางอย่างโดยไม่ได้คิดอะไรอย่างรอบคอบ มองเห็นแต่อนาคตและผลตอบแทนที่สวยหรูจากกิจการที่อยู่ใน “ ธุรกิจแห่งอนาคต ” แต่ตัวบริษัทมีองค์ประกอบของความสำเร็จเพียงน้อยนิด โชคดีที่เป็นการลงทุนจำนวนน้อย บทเรียนที่ได้จึง “ ไม่แพงจนเกินไป ” ผมเคยมีหน้าที่การงานที่ต้องเกี่ยวข้องกับการดูผลการดำเนินงานและฐานะการเงินของบริษัทต่าง ๆ มากมายเป็นเวลานับสิบ ๆ ปี ก่อนที่จะเป็น Value Investor นั้น ดูเหมือนว่าเกือบทุกบริษัทก็ดูดีใช้ได้ไปหมด ต่อมาเมื่อเป็น Value Investor ใหม่ ๆ บริษัทเหล่านั้นดูเหมือนว่าจะมีจุดอ่อน หลาย ๆ บริษัทไม่ดีหรือไม่แข็งแรงพอที่จะเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย ตอนหลังเมื่อกลายเป็น Value Investor ที่มุ่งมั่นและผ่านประสบการณ์มามากขึ้น ผมก็แทบจะหาบริษัทที่ดูดีไม่ได้เลย
ก่อนที่จะเป็น Value Investor ผมเห็นนักธุรกิจหรือเจ้าของกิจการบริหารงานโดยใช้วิธีการใต้โต๊ะเอาเปรียบคนอื่น รายงานตัวเลขที่ไม่เป็นจริง ตัดสินใจทางธุรกิจอย่างสุ่มเสี่ยงโดยใช้เงินของคนอื่น ทุกสิ่งที่ทำนั้นลึกลับซับซ้อนเหมือนอยู่ในมุมมืดและผมก็ไม่รู้สึกอะไร ผมคิดว่านั่นคือ “ ธุรกิจ ” เป็นเรื่องธรรมดาในสังคมไทย แต่เมื่อเป็น Value Investor แล้ว ผมรู้สึกว่าผมไม่สามารถที่จะรับกับพฤติกรรมที่ไม่โปร่งใสได้ เพราะฉะนั้นผมจึงระมัดระวังมากที่จะลงทุนในบริษัทที่ผมไม่แน่ใจว่าบริษัทมีบรรษัทภิบาลที่ดีแม้ว่าจะเป็นหุ้นที่น่าสนใจมากในแง่ของตัวกิจการและราคาหุ้น ผมมักจะตื่นเต้นเมื่อผู้บริหารหรือเจ้าของกิจการเสนอแผนการและประมาณการที่สดใสของบริษัทหลังจากที่กิจการเริ่มดีขึ้นมีกำไรอย่างก้าวกระโดดแม้ว่ากำไรจะยังน้อยนิด แต่เมื่อนำไปประกอบกับภาวะของอุตสาหกรรมที่สดใสแล้วดูเหมือนว่าหนทางข้างหน้าของบริษัทจะปูด้วยกลีบกุหลาบ นั่นเป็นความคิดก่อนที่ผมจะเป็น Value Investor เดี๋ยวนี้ผมไม่รู้สึกตื่นเต้นกับบริษัทที่มีประวัติดีย้อนหลังเพียงแค่ “ ปีที่แล้ว ” แต่มี “ อนาคตที่สดใส ” ยาวมาก มาตรฐานของผมก็คือบริษัทจะต้องดีต่อเนื่องมานานและอนาคตก็จะดีเหมือนเดิมต่อไปอีกนาน
ปี 2548 ที่เพิ่งผ่านมานั้น ในโลกของการเล่นหุ้นเก็งกำไร ผมแน่ใจว่านักเล่นหุ้นเก็งกำไรรายย่อยน่าจะโชคร้ายตกเป็นเหยื่อของนักเล่นหุ้นรายใหญ่ เพราะ “อาหาร” ในตลาดหุ้นนั้นขาดแคลนโดยเฉพาะในส่วนของหุ้นเก็งกำไรทั้งหลายซึ่งวิ่งลงใต้กันเป็นส่วนใหญ่ ส่วนปลาตัวใหญ่ที่เป็นขาใหญ่นั้นผมเองก็เชื่อว่าส่วนใหญ่คง “อดอยาก” อยู่เหมือนกัน ดูจากราคาหุ้นส่วนใหญ่ที่ไม่ได้วิ่งไปไหน ในโลกของการลงทุนซึ่งปลาใหญ่น่าจะเป็นนักลงทุนต่างประเทศและกองทุนรวมและสถาบันการลงทุนทั้งหลาย ส่วนปลาเล็กก็คือ Value Investor และนักลงทุนรายย่อยที่ระมัดระวังอื่น ๆ ปีที่ผ่านมาดูเหมือนว่าจะเป็นปีทองของหุ้นพลังงานโดยเฉพาะหุ้น ปตท. และ ปตท.สผ. ซึ่งให้กำไรแก่นักลงทุนโดยเฉพาะรายใหญ่ถึง 30.6% และ 62.8% ตามลำดับ และช่วยให้ดัชนีตลาดหุ้นปี 2548 ที่ควรจะติดลบ กลับมาเป็นบวก 46 จุด หรือให้ผลกำไรประมาณ 6.8% จนมีการพูดกันว่า ถ้าใครไม่ได้ลงทุนในหุ้นยักษ์ 2 ตัวนี้จะมีโอกาสขาดทุนสูงมาก และคนที่ลงทุนในหุ้น 2 ตัวนี้น่าจะได้กำไรเป็นกอบเป็นกำ
แต่ช้าก่อน ในซอกหลืบของตลาดหุ้นยังมีหุ้นตัวเล็กที่มีคุณภาพสูง ความเสี่ยงต่ำ แต่มีขนาดของกิจการและปริมาณการซื้อขายหุ้นเพียงพอสำหรับนักลงทุนรายย่อยที่มองหาคุณค่าอย่าง Value Investor หลายตัวที่ให้ผลตอบแทนโดดเด่นน่าประทับใจในปี 2548 และทำให้นักลงทุนหลายคนได้ผลตอบแทนที่ดีในตลาดแม้ว่าจะไม่ได้ลงทุนในหุ้นที่เป็นดาราของตลาดอย่างหุ้นพลังงานเลย หุ้นเหล่านี้ที่พอจะยกเป็นตัวอย่างก็เช่น :หุ้นในกลุ่ม Modern Trade หรือค้าปลีกสมัยใหม่ เช่น หุ้นห้างสรรพสินค้าโรบินสัน (ROBINS) ให้ผลตอบแทนในปี 2548 ถึง 125.4% หุ้นโฮมโปรดักส์เซ็นเตอร์ (HMPRO) ให้ผลกำไร 80.5% หุ้นบิ๊กซี ซุปเปอร์เซ็นเตอร์ (BIGC) บวก 64% หุ้นโรงแรมและฟาสต์ฟูด ได้แก่ หุ้น ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT) ให้ผลตอบแทนถึง 122.4% หุ้นโรงแรมเซ็นทรัล พลาซา (CENTEL) ให้ผลตอบแทน 56.1% หุ้นโรงพยาบาลที่โดดเด่นอย่างบำรุงราษฎร์ (BH) ให้ผลตอบแทน 92.8% เช่นเดียวกับหุ้นโรงพยาบาลกรุงเทพ (BGH) ที่บวกไป 43.6% หรือแม้แต่หุ้นอสังหาริมทรัพย์ที่มีรายได้จากการให้เช่าแน่นอนอย่างหุ้นเซ็นทรัลพัฒนา (CPN) ก็ให้ผลตอบแทนถึง 71.4% เช่นเดียวกับหุ้นไทคอน (TICON) ที่บวกไป 53.4% ยังมีหุ้นเล็กที่ให้ผลตอบแทนสูงอีกหลายตัวที่อยู่ในจอเรดาร์ของนักลงทุนรายย่อยที่ค้นหาคุณค่าในสิ่งที่นักลงทุนรายใหญ่และคนในแวดวงการลงทุนไม่สนใจที่ผมไม่สามารถจาระไนได้หมด แต่มองเฉพาะหุ้นที่ผมกล่าวถึงข้างต้นก็ดูเหมือนว่านักลงทุนรายย่อยมีทางทำกำไรได้มากมายในปี 2548 โดยไม่ต้องสนใจหุ้นซุปเปอร์สตาร์อย่าง ปตท. หรือปตท.สผ. เลย กำไรที่เรียกว่ามหัศจรรย์ของหุ้นยักษ์ 2 ตัวนั้น ว่าไปแล้วก็เป็นเรื่องมหัศจรรย์เฉพาะในสายตาของนักลงทุนสถาบันรายใหญ่เท่านั้น แต่สำหรับ Value Investor หลายคน นั่นคือกำไรแบบเด็ก ๆ ที่ไม่ต้องเสียดายถ้าไม่ได้ลงทุน
พูดถึงเรื่องปลาตัวเล็ก ทำให้ผมนึกถึงเรื่องของปลาน้อยนีโมที่อาศัยความฉลาดเอาตัวรอดมาได้ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก บางทีน่าจะฟังเท่ดีถ้าเราจะเรียกนักลงทุนรายย่อยที่ชาญฉลาดเอาตัวรอดได้เหล่านี้ว่าเป็นนักลงทุนนีโมน้อยของตลาดหุ้นไทย
หนังสือ อสังหาฯ กับข้อพิจารณาในการลงทุน ที่มา : ธรรมนิติ โดย ดุลยทัศน์ พืชมงคล
การลงทุนโดยทั่วไปจะให้ผลตอบแทนกลับมายังผู้ลงทุนใน 2 ลักษณะ หนึ่งคือ ผลตอบเทนที่ได้รับกลับมาในรูปของ Capital Gain หรือมูลค่าเพิ่มจากทุนหรือสินทรัพย์ที่นำไปลงทุน เช่นมูลค่าเพิ่มของทองคำ หรือราคาหุ้นที่เพิ่มสูงขึ้น เป็นต้น และสองคือ ผลตอบแทนที่อยู่ในรูปของ Cash flow หรือรายได้ เช่น ดอกเบี้ย หรือเงินปันผล มีการลงทุนเพียงไม่กี่ชนิดที่จะสามารถให้ผลตอบแทนการลงทุนที่กลับมายังผู้ลงทุนพร้อมกันทั้งในแบบ Capital Gain และ Cash flow
การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เป็นหนึ่งในการลงทุนไม่กี่ประเภทที่เข้าลักษณะดังกล่าว เพราะการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์โดยเฉพาะเพื่อการเช่ามีโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนทั้งในรูปของรายได้ค่าเช่าและอาจรวมถึงมูลค่าเพิ่มของตัวอสังหาริมทรัพย์นั้นๆ การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เพื่อการเช่าจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการลงทุนที่ได้รับความนิยมมาทุกยุคทุกสมัยตั้งแต่ในอดีตจนกระทั่งถึงปัจจุบัน
ข้อดีของการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์นั้นมีด้วยกันหลายประการ เรื่องของผลตอบแทนทั้งสองด้านดังที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเหตุผลสำคัญที่สุดประการหนึ่ง นอกเหนือไปจากเรื่องของความสามารถในการรักษามูลค่าของสินทรัพย์ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะในภาวะการณ์ที่มูลค่าของเงินมีค่าเล็กลงจากปัจจัยหลายๆอย่างทางเศรษฐกิจ เนื่องจากอสังหาริมทรัพย์โดยมากมักจะมีมูลค่าปรับตัวสูงขึ้นไปได้ตามสมควรภายใต้ภาวะการณ์ต่างๆ ในขณะที่เงินสดหรือสินทรัพย์บางชนิดมีมูลค่าลดน้อยถอยลงทุกปี
ดังนั้นสำหรับนักลงทุนที่สามารถคัดสรรลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่ดีแต่ยังคงมีราคาที่ต่ำกว่าความเป็นจริงได้ จึงเป็นการแสวงหาโอกาสในการสร้างผลตอบแทนหลายต่อพร้อมกันไปในตัว
ยกตัวอย่างเช่น หากอัตราซื้อขายคอนโดมิเนียมที่ก่อสร้างในปัจจุบันเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 20,000 บาทต่อตารางเมตร แต่นักลงทุนสามารถซื้อหาคอนโดฯที่มีสภาพดีและมีแนวโน้มที่จะดียิ่งขึ้นในอนาคตอันใกล้ได้ในราคา 15,000 บาทต่อรางเมตร ก็หมายความว่านักลงทุนได้รับส่วนต่างจากการลงทุนตามมูลค่าจริงในปัจจุบันไปแล้ว 5,000 บาทต่อตารางเมตรโดยประมาณ ซึ่งถ้าคอนโดฯที่ซื้อมีขนาดประมาณ 30 ตารางเมตร ก็เท่ากับว่า มีส่วนต่างจากมูลค่าจริงในปัจจุบันไปแล้วกว่า 150,000 บาท
ในประเด็นนี้แม้จะเป็นมูลค่าเพิ่มที่มองไม่เห็นได้อย่างเด่นชัดเป็นรูปเป็นร่าง แต่ก็พอที่จะสรุปได้ว่า การลงทุนดังกล่าวมีโอกาสอันดีที่จะสร้าง Capital Gain และ Cash flow ได้อย่างคุ้มค่า ทั้งในระยะใกล้อันเนื่องจากผลตอบแทนจากการเช่า และในอนาคตในรูปของราคาซื้อขายที่อาจปรับตัวสูงขึ้นเทียบเท่าราคามาตราฐานหรือเกินกว่านั้น
หลายคนอาจจะตั้งข้อสังเกตว่า คอนโดฯที่มีราคาต่ำกว่าราคาที่ซื้อขายกันทั่วไปตามท้องตลาด มักจะเป็นคอนโดฯที่อยู่ในทำเลที่ไม่ดีนักหรือไม่ก็เป็นคอนโดฯที่ค่อนข้างเก่า จึงไม่น่าจะสามารถนำเปรียบเทียบกันได้กับราคาซื้อขายของคอนโดฯใหม่ๆที่กำลังก่อสร้างหรือเพิ่งสร้างเสร็จในปัจจุบัน
กล่าวโดยพื้นฐาน ข้อสังเกตดังกล่าวก็เป็นข้อเท็จจริงที่ถูกต้องเป็นการทั่วไป แต่นักลงทุนบางส่วนก็มักจะให้คำตอบที่น่าสนใจรับฟังเช่นกันว่า การลงทุนในคอนโดฯอาจไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเลือกหาลงทุนเฉพาะกับคอนโดฯที่สร้างขึ้นใหม่เสมอไป แต่นักลงทุนโดยเฉพาะนักลงทุนรายย่อยอาจมุ่งเน้นการลงทุนไปที่คอนโดฯ ในย่านทำเลที่ดีและมีโอกาสเติบโตสร้างมูลค่าเพิ่มในอนาคตอันใกล้ ที่สร้างเสร็จแล้วในระยะเวลาที่เหมาะสมช่วงหนึ่งหนึ่งเช่น 4-8 ปีก็เป็นได้
เหตุผลก็คือคอนโดฯที่สร้างเสร็จมาแล้วเป็นระยะเวลาประมาณ 4-8 ปี นั้น ง่ายและชัดเจนกว่าในการที่นักลงทุนจะพิจารณาตัดสินใจว่าคอนโดฯแห่งนั้น มีโอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่มธุรกิจและความสามารถในการปล่อยเช่ามากน้อยแค่ไหน ตลอดจนมีการบริหารจัดการและสภาพความเป็นอยู่ของผู้คนในคอนโดฯที่เป็นอยู่ดีร้ายประการใด ซึ่งในเรื่องดังกล่าวมีความแตกต่างไปจากคอนโดฯ ที่สร้างใหม่ ซึ่งยังอาจจะต้องใช้เวลาอีกไม่น้อยที่จะสามารถพิสูจน์ได้ว่าจะเป็นหน่วยการลงทุนที่สามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีจริงดังที่คาดคิดเอาไว้หรือไม่
ที่กล่าวมาคือด้านบวกของการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์โดยเฉพาะคอนโดฯซึ่งมีความคล่องตัวในการลงทุนมากกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับอสังหาริมทรัพย์ชนิดอื่นๆ เช่น บ้านเดี่ยวหรือที่ดินเปล่า ซึ่งมีต้นทุนของการลงทุนที่อยู่ในระดับสูง สำหรับประเด็นในด้านลบและข้อควรระวังของการลงทุนในอสังหาริมรัพย์ก็มีอยู่หลายประการที่ควรทราบเช่นเดียวกัน
ประการแรก การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เป็นการลงทุนที่มีสภาพคล่องที่ต่ำเนื่องจากอสังหาริมทรัพย์จะสามารถแปรเป็นเงินสดได้ยากและช้ากว่าเมื่อเปรียบเทียบกับการลงทุนหรือการออมในรูปของเงินฝาก เงินลงทุนในกองทุน หุ้น หรือทองคำ ในประการนี้จึงมีข้อสังเกตว่า การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์นั้น นักลงทุนจะต้องเป็นผู้ที่สามารถรักษาสภาพคล่องของตนเองได้ดีพอสมควร เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์ทางการเงินที่บีบรัดในบางช่วงเวลา ส่งผลให้นักลงทุนต้องยอมจำหน่ายจ่ายโอนอสังหาริมทรัพย์นั้นๆไปในราคาที่ต่ำกว่าที่มันควรจะเป็น
นอกจากนี้ การถือครองอสังหาริมทรัพย์ใช่ว่าจะเป็นเรื่องที่การันตีได้ 100% ว่า มูลค่าของอสังหาริมทรัพย์นั้นๆ จะไม่มีทางปรับตัวลงไม่ว่าจะในสภาวะการณ์ใดๆ บทเรียนจากวิกฤติเศรษฐกิจเมื่อสิบปีก่อน ชี้ชัดว่าในห้วงเวลาที่สถานการณ์ทางเศรษฐกิจทรุดหนักลงมากจนถึงระดับหนึ่ง ราคาของอสังหาริมทรัพย์ก็หลีกไม่พ้นที่จะปรับตัวลดลงไปอย่างไม่มีทางเลี่ยง (แต่ทั้งนี้ก็มีเหตุผลที่ฟังได้ว่ามูลค่าของอสังหาริมทรัพย์ในขณะนั้น อย่างไรเสียก็ยังลดน้อยถอยลงต่ำกว่ามูลค่าของเงินบาทอยู่พอสมควร)
ในเรื่องของผลตอบแทนจากการเช่า การให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบันไม่ใช่เรื่องง่ายชนิดไร้การแข่งขันดังเช่นในอดีตอีกต่อไป แม้ว่าความต้องการในการมองหาที่อยู่อาศัยในปัจจุบันยังไม่มีแนวโน้มลดลง แต่ในแหล่งทำเลที่เป็นชุมชนต่างๆ ก็มีจำนวนอพาร์ตเม้น คอนโดมิเนียม และหอพัก ใหม่ๆเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก จึงเป็นเหตุให้เกิดปรากฎการณ์การแข่งขันเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งจำนวนผู้เช่าเกิดขึ้นในทุกพื้นที่ที่เป็นแหล่งชุมชน ซึ่งในท้ายที่สุดอาจส่งผลกระทบเนื่องต่อเนื่องไปสู่นักลงทุนในแง่ของโอกาสที่เปิดกว้างสำหรับผู้เช่าที่จะมีทางเลือกในการตัดสินใจมากขึ้น และนั่นก็หมายถึงความเสี่ยงในการลงทุนที่อาจไม่ได้รับผลตอบแทนจากการเช่าอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย เนื่องจากการเกิด Over supply ในหลายพื้นที่ ตลอดจนการหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงที่อยู่ของผู้เช่าไปสู่ที่พักอาศัยใหม่ๆที่สมบูรณ์พร้อมกว่า
ทั้งนี้ยังไม่รวมไปถึงทิศทางหรือแนวโน้มที่บุคคลเริ่มที่จะหันมาให้ความสนใจที่เป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์นั้นๆเองแทนการเช่า โดยมีบริการทางการเงินที่จูงใจของสถาบันการเงินต่างๆในปัจจุบัน เป็นปัจจัยที่เอื้ออำนวยและกระตุ้นการตัดสินใจ
อีกประการหนึ่งเป็นเรื่องของการค่าใช้จ่ายต่างๆที่เกี่วข้องการการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการดูแลรักษา ซ่อมบำรุง และอาจรวมไปถึงต้นทุนของการลงทุนในเฟอร์นิเจอร์ เครื่องปรับอากาศ และเครื่องใช้ไม้สอยต่างๆที่จำเป็นสำหรับอสังหาริมทรัพย์นั้นๆ
นอกจากนี้ยังมีอีกปัจจัยหนึ่งที่ไม่ควรละเลยก็คือเเรื่องของภาระภาษีที่มักจะถูกหลงลืมหยิบยกขึ้นมาคำนวณผลตอบแทนของนักลงทุนบางส่วน
ประการสุดท้ายคือเรื่องของการที่นักลงทุนจะต้องทำใจยอมรับกับความเป็นจริงของการลงทุนประเภทนี้ด้วยว่าเป็นการลงทุนที่ มีรายละเอียดถี่ถ่วน และมีปัญหาหยุมหยิมเกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นน้ำไม่ไหล ไฟดับ เบี้ยวค่าเช่า และบางครั้งอาจจะถึงขั้นต้องแปรสภาพจากนักลงทุนมาเป็นผู้ไกล่เกลี่ยปัญหาครอบครัว ก็มีตัวอย่างเกิดขึ้นกันมาแล้วนักต่อนัก
จึงอาจกล่าวได้ว่างการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์นั้น แม้จะเป็นการลงทุนที่ดี แต่ก็มีปัจจัยที่ไม่ควรมองข้ามอีกมากมายหลายชนิดเช่นเดียวกัน กล่าวคือนักลงทุนนอกจากจะต้องเตรียมเงินแล้ว ยังจะต้องเตรียมข้อมูล และเตรียมใจให้พร้อมอยู่เสมอ.
นางสาว อภิรนันท์ สุขนา รหัส 51127312033 เอก การเงินการธนาคาร ปี3
นักลงทุนกับนักธุรกิจ
ว่ากันว่านักลงทุนแนวปัจจัยพื้นฐานคือคนที่มองการลงทุนในหุ้นเหมือนเป็นการลงทุนในธุรกิจ นักลงทุนกับนักธุรกิจจริง ๆนั้นมีวิธีคิดบางอย่างที่ไม่เหมือนกัน
นักลงทุนเชื่อมั่นในพลังมหัศจรรย์ของการทบต้น การทบต้นต้องอาศัยความนาน พวกเขาจึงให้ความสำคัญกับการถือหุ้นไว้ให้นานและมากที่สุด มีเงินเท่าไรก็จะพยายามรีบใส่เข้าไปในตลาดหุ้นเพื่อให้เม็ดเงินและระยะเวลาที่ลงทุนตลอดชีวิตมีค่ามากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ในขณะที่นักธุรกิจจะชอบลงทุนเมื่อมองเห็นโอกาสเท่านั้น ถ้ามองไปข้างหน้าแล้วไม่ดีนักธุรกิจจะชะลอการลงทุน
ตลาดหุ้นคือสถานที่ซึ่งนักธุรกิจนำธุรกิจของตนมาขายให้นักลงทุน นักธุรกิจจะแบ่งกำไรของบริษัทให้พองโตที่สุด 2-3 ไตรมาสก่อนเข้าตลาดเพื่อให้จะขายหุ้นจองได้ในราคาที่สูงที่สุด หรือถ้าธุรกิจที่ไม่มีทางโตได้อีกแล้วจริง ๆ ก็ต้องเร่งให้ลูกค้าเจ้าเก่าช่วยกันซื้อสินค้าไปตุนไว้ล่วงหน้าเพื่อให้ยอดขายไตรมาสสุดท้ายก่อนเข้าตลาดดูดีเป็นพิเศษ เรื่องพวกนี้ว่าไม่ได้เพราะใคร ๆ ก็อยากขายธุรกิจที่ตนสร้างมากับมือให้ได้ราคาสูงที่สุด จะเห็นได้ว่า นักธุรกิจจะพยายามขายทิ้งธุรกิจที่โตถึงขีดถึงขีดสุดแล้ว ส่วนธุรกิจที่ยังโตได้อีกจะยังถือไว้เอง เพื่อปั้นให้โตจนเต็มที่สุดแล้วค่อยนำไปcash out ในตลาดในขณะที่นักลงทุนมักอยากซื้อธรกิจที่ mature แล้วธุรกิจที่ยังอยู่ในช่วงขยายตัวนั้นจะเป็นธุรกิจที่นักลงทุนมักไม่ค่อยสนใจเพราะมองว่าเสี่ยงสูงจ่ายปันผลไม่น้อย ด้วยเหตุนี้นักธุรกิจกับนักลงทุนจึงเป็นผู้ซื้อผู้ขายที่ลงตัวเพราะคนหนึ่งต้องการ cash out ธุรกิจที่อิ่มตัวแล้วเพื่อเอาสภาพคล่องไปปั้นธุรกิจอื่นที่ยังโตได้อีก ส่วนอีกคนหนึ่งก็ต้องการซื้อธุรกิจที่อิ่มตัว ตลาดหุ้นก็เลยเต็มไปด้วยนักธุรกิจที่เอาธุรกิจที่อิ่มตัวแล้วมาขายคนส่วนมาก ตลาดหุ้นไทยจึงไม่ได้ทำหน้าที่ของมันในการระดมทุนเพื่อไปขยายกิจการ ทั้งนี้ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความต้องการของนักลงทุนส่วนใหญ่เอง
วิธีคิดของนักลงทุนอีกอย่างหนึ่ง คือ นักลงทุนซื้อหุ้นแล้วชอบมีความรู้สึกว่าตัวเองเป็นเจ้าของบริษัทในขณะที่ปกติแล้วนักธุรกิจจะรู้สึกว่าตัวเองเป็นเจ้าของก็ต่อเมื่อตนเองได้ถือหุ้นเสียงข้างมากเท่านั้น ในขณะที่นักลงทุนในตลาดซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นส่วนน้อยกับรู้สึกชอบที่จะฟูมฟักความรู้สึกเป็นเจ้าของให้กับตนเองทั้งที่ตนเองนั้นก็ไม่มี control อะไรเลย
ที่มา: พ็อกเกตบุ๊ก 35 ไอเดียการลงทุนในตลาดหุ้นไทย โดย สุมาอี้
นางสาวปภัสสร กวางเส็ง 51127312021 การเงินการธนาคาร
หนังสือ เรื่องเล่าคนล่าห่าน บทที่ 7 การลงทุนระยะยาว
การลงทุนระยะยาว
“ยังคิดเรื่องอู่อยู่รึ…เฮียว่าเป็นแบบนี้ก็ดีแล้วนะ อ๋าจะได้ทำในสิ่งที่อยากจะทำแล้วไม่ต้องกังวลให้มากไป เฮียแค่มาดูแลแทนอ๋าชั่วคราวเท่านั้น เมื่อใดที่เฮียกับหม่าม้าเห็นว่าอ๋าพร้อม…จะคืนให้” “อ๋าอาจจะคิดว่า…หม่าม้ากับเฮียบีบบังคับโดยไม่มีเหตุผล แต่เฮียอยากจะให้อ๋าเข้าใจว่า สิ่งที่ตัดสินใจไปทั้งหมดผ่านการพูดคุยกันแล้วหลายครั้ง และเฮียก็ไม่อยากให้อ๋าคิดว่า หม่าม้ากับเฮียไม่ไว้วางใจ…ทั้งหมดที่ทำไปมีเหตุผลพร้อมจะคุยให้อ๋าฟังได้ ถ้าอ๋าต้องการ” “ตอนแรกหม่าม้าต้องการให้อ๋าเลิกเล่นหุ้นหันมาดูแลกิจการที่อู่แต่เพียงอย่างเดียว แต่เฮียแย้งว่าคงไม่เหมาะ แล้วตลาดหุ้นสมัยนี้กับสมัยหม่าม้าต่างกันมาก สมัยนี้…คนเข้าไปเล่นหุ้นมากขึ้น เริ่มจะเป็นทางเลือกให้คนได้ประโยชน์จากเงินออมของตนอย่างมีความมั่นใจมากขึ้น” “อ๋าลองเปิดแฟ้มนี่ดู” “เฮียตง นี่อะไรกันนะ เฮียก็เล่นหุ้นแล้วทำไมถึงตำหนิผม” “เฮียไม่ได้ตำหนิ เฮียว่า อ๋า ดูให้ละเอียดก่อนดีกว่า” “ผมต้องการคำอธิบายครับ เฮียตง” เฮียไม่ได้ผลีผลามแบบอ๋า แล้วสิ่งที่เฮียทำเสมอๆก่อนการลงทุนทุกครั้ง ก็คือการหาข้อมูลและใช้เวลาในการตัดสินใจอย่างรอบคอบเฮียถือเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง อ๋าอย่าลืมนะว่าเมื่อไรที่มีการลงทุน เมื่อนั้นจะมีความเสี่ยงเกิดขึ้นเสมอ เพราะถึงแม้เราจะลงทุนในปัจจุบันแต่ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องในอนาคต ถ้าเราไม่สามารถประเมินละมองเห็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ก่อน ก็จะเกิดความเสียหายได้ง่าย เฮียจะดูทั้งทิศทางเศรษฐกิจ ปริมาณเงิน อัตราดอกเบี้ย อัตราเงินเฟ้อ แม้กระทั้งผลผลิตในอุตสาหกรรมที่เฮียสนใจ แล้วที่เฮียเน้นและให้ความสำคัญอย่างมากก็คือตัวบริษัท เฮียจะตรวจสอบประวัติอย่างละเอียดแล้วใช้หลักเกณฑ์ต่างๆมาประกอบกันเพื่อคัดเลือกให้ได้หุ้นของบริษัทที่ดีในอุตสาหกรรมนั้น จำได้ว่าตอนแรกที่จะเริ่มลงทุน เฮียให้โบรกเกอร์หาข้อมูลมาศึกษาก่อนถึงสิบกว่าบริษัท แค่นั้นยังไม่พอเฮียยังให้คุนอ่อนซึ่งเขาชำนาญในเรื่องงบการเงินเป็นอย่างดีช่วยวิเคราะห์แล้วก็ประเมินผลการดำเนินงานของแต่ละบริษัทเปรียบเทียบกัน ผลจากการเปรียบเทียบดำเนินงานทำให้เฮียสามารถคัดเลือกบริษัทที่เหมาะสมได้จำนวนหนึ่ง เสร็จแล้วเฮียก็จะพิจารณาถึงสถานการณ์ของแต่ละบริษัท ไม่ว่าจะเป็นแนวโน้มธุรกิจ อัตราการเติบโตของยอดขาย ลักษณะของสินค้าที่ขาย รวมทั้งสืบค้นประวัติของผู้บริหารเพื่อให้ได้บริษัทที่คิดว่ามีศักยภาพน่าลงทุนมากที่สุดแล้วเฮียก็ค่อยๆเข้าไปทยอยซื้อหุ้นตามจังหวะและเวลาที่โอกาสอำนวย สิ่งที่เฮียต้องการจากการลงทุนไม่ใช่กำไรจากการขายหุ้น แต่เฮียต้องการผลตอบแทนที่สม่ำเสมอจากเงินปันผลในระยะยาว” “เฮียสะสมหุ้นของบริษัทโดยไม่ใช้เงินเพิ่ม แต่อาศัยความอดทนและรอบคอบคอยจังหวะการขึ้นลงของราคาหุ้น แล้วต้องเป็นหุ้นที่เฮียได้ศึกษาและเลือกแล้วด้วยว่าเป็นหุ้นที่ดีเหมาะสมกับการลงทุนในระยะยาว ซึ่งแต่ละครั้งที่ตัดสินใจซื้อหรือขาย เฮียก็จะพิจารณาอย่างรอบคอบทุกครั้ง เฮียจะไม่ขายเพื่อหวังแค่ผลกำไร แต่เฮียหวังที่จะได้ปริมาณหุ้นที่เพิ่มมากขึ้น และสุดท้ายเมื่อสิ้นปีก็จะได้รับเงินปันผลจากบริษัทนี้เพิ่มมากขึ้นตามจำนวนหุ้นที่เพิ่มขึ้นมาด้วย” ไม่เพียงแต่เท่านั้นนะ เมื่อเฮียสะสมเงินก้อนใหม่ได้จำนวนหนึ่งแล้วเฮียก็จะไปซื้อหุ้นตัวนี้เพิ่มขึ้นอีกก็ทำคล้ายๆกับวิธี Dollar Cost Average ไงล่ะ แต่ไม่ใช่ซื้อเพิ่มทุกเดือน เดือนล่ะเท่าๆกันตามหลักการนะ จะเป็นการซื้อเพิ่มทุกครั้งที่มีเงินและดูจังหวะซื้อด้วย ซึ่งมันก็ช่วยให้เฮียสะสมหุ้นได้มากขึ้นอีกทุกปี “การเล่นหุ้นน่ะมีหลายวิธี หม่าม้ากับเฮียก็รู้ แล้วเห็นว่าอ๋ากำลังสับสนและแสวงหาวิธีการของตัวเองอยู่ ถ้าปล่อยให้อ๋าทำอู่ด้วย เล่นหุ่นด้วยอ๋าก็จะพะวงมาก ก็เลยตัดความกังวลของอ๋าออกซะ….ประสบการณ์จากการเล่นหุ้นอาจจะช่วยให้อ๋ามีการตัดสินใจที่ดีขึ้นในอนาคต”
“ หากผัดผ่อนการเตรียมสภาวะที่เหมาะสมไว้วันหน้า
บางทีโชคดีอาจจะไม่มาเยือนเลย”
“การสร้างสภาวะที่เหมาะสมเพื่อให้โชคดีมาเยือน
ต้องมีก้าวแรก…..จงเริ่มก้าวเสียแต่วันนี้”
เปนิมา พระสุรัตน์
บทที่ 9 กลยุทธ์การลงทุนในภาวะตลาดกระทิง
ในชีวิตของคนเรา ย่อมมีทั้งน้ำขึ้นและน้ำลง ในช่วงน้ำขึ้น ถ้ารู้จักตักตวงไว้ก็จะนำไปสู่ความมั่งคั่ง หากละเลยเพิกเฉยเสีย การเดินทางในช่วงต่อไปของชีวิตก็จะติดขัดและเต็มไปด้วยความลำบาก
จากบทความ
การลงทุนนั้นเป็นการตัดสินใจเพื่ออนาคต ดังนั้นเราจึงต้องคาดการณ์สิ่งต่างๆไว้ล่วงหน้า เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดเกิดขึ้นกับสินทรัพย์ที่ถืออยู่ และเตรียมกลยุทธ์ไว้เพื่อใช้ให้เหมาะสมกับช่วงต่างๆ
นักลงทุนหลายท่าน ทั้งหน้าใหม่และหน้าเก่า เฝ้ารอแต่จะให้โบรกเกอร์ต่างๆช่วยแนะนำ “ หุ้นเด็ด ” ให้ เหมือนกับพวกที่เร่ไปขอ เลขเด็ด จากอาจารย์ใบ้หวยสำนักต่างๆ ว่างวดนี้จะแทงตัวไหนดี ซึ่งนักลงทุนพวกนี้จะไม่มีทางประสบความสำเร็จในการลงทุนได้อย่างแน่นอน
นอกจากนี้การลงทุนก็ต้องดูที่จังหวะเวลาด้วย เพราะนักลงทุนส่วนใหญ่ มักจะรอแค่ ซื้อถูก ขายแพง เท่านั้น ไม่ได้คำนึงถึงช่วงเวลาของหุ้นว่าเหมาะสมไหมที่จะซื้อหรือขาย การลงทุนที่ดีต้องดูว่าช่วงไหนของวงจรควรลงทุน หรือ ถอนทุน ในบางครั้งต้องยอม “ ขายสูง ” ไปก่อน เพื่อ “ ซื้อต่ำ ” หรือต้องยอม “ ซื้อสูง ” เพื่อไปขาย “ สูงกว่า ” หรืออาจจะ “ ขายต่ำ ” เพื่อที่จะได้ “ ซื้อต่ำกว่า ”
ถึงแม้ว่าตลาดจะอยู่ในช่วงขาขึ้น(ตลาดกระทิง) แต่ก็ไม่ควรที่จะเพิ่มพอร์ตลงทุนแบบสุ่มสี่สุ่มห้า คือ มั่นใจแค่ไหน ลงทุนแค่นั้นหมายความว่า ถ้าหากมั่นใจ 30% ก็ให้ซื้อหุ้นแค่ 30% หากมั่นใจ 70% ก็ให้ซื้อหุ้นแค่ 70% ที่ทำแบบนี้เพราะอยากจะแนะนำให้คุณมีวินัยในการลงทุน ไม่ควรลงทุนตามใจ
สรุป ไม่ว่าจะลงทุนในภาวะตลาดกระทิง หรือ ภาวะตลาดหมี ก็ควรจะไตร่ตรองและศึกษาหุ้นให้ดีก่อน ควรลงทุนให้พอดีกับตัวเอง
น.ส.อรวลี พิพัฒน์ภิญโญยศ
รหัส 51127312020
การเงินการธนาคาร
จาก หนังสือทุ่งดอกเบี้ย บทที่14
เรื่อง สะสมสินทรัพย์
ฉลาดซื้อและฉลาดใช้....สองอย่างนี้เพิ่มความมั่งคั่งได้
ความฉลาดซื้อ จะทำให้ตัดสินใจซื้อสิ่งของบางอย่างมาใช้ ซึ่งอาจเป็นสินทรัพย์ที่มีค่าสูงในอนาคต
ความฉลาดใช้ของที่มีอยู่ คือ ใช้อย่างถูกต้องตามสภาพ จะทำให้ของนั้นคงสภาพดีได้ยาวนานกว่า ซึ่งช่วยประหยัดรายจ่ายได้ในระยะยาว
สร้างสินทรัพย์จากรายจ่าย
สิ่งของบางอย่างซื้อมาใช้ครั้งเดียวก็หมดไป เช่น อาหาร กระดาษ ทิชชู บางอย่างใช้ได้หลายครั้งแต่ในที่สุดก็หมดไปเช่นเดียวกัน เรามีทางเลือกได้ว่าจะซื้อของที่ใช้แล้วหมดไประยะสั้นหมดไปในระยะยาว หรือ บางอย่างอาจจะไม่มีวันเสื่อมก็ยังได้
สายสร้อยหนึ่งเส้น ผู้สนใจซื้อมีทางเลือกเบื้องต้นว่าจะซื้อหรือไม่ซื้อถ้าคิดจะซื้อก็ยังมีทางเลือกว่าจะซื้อสร้อยลูกปัดที่ร้อยสวยงามตามแฟชั่น ใช้ไม่กี่ครั้งก็เลิกใช้ หรือซื้อสร้อยที่แบบยืนยงข้ามสมัย เช่น เงิน ทองคำ นาก ซึ่งใช้ได้นานและมีราคาเมื่อต้องการขาย แถมยังมีโอกาสเพิ่มค่าอีกด้วย ตัวอย่างเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า การเลือกที่แตกต่าง ทำให้ผลลัพธ์สุดท้ายที่มีต่อความมั่งคั่งแตกต่างกัน
จากหนี้สินเป็นสินทรัพย์
มีหลักง่ายๆ ในการเป็นหนี้ว่า ถ้าสินค้าใดที่ต้องการซื้อด้วยเงินกู้สามารถสร้างประโยชน์เป็นตัวเงินกลับมาพอสำหรับชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยและยังมีเงินเหลืออยู่อีก ก็น่าจะกู้เงินได้ เพราะเท่ากับว่า สินค้านั้นจ่ายเงินซื้อตัวเอง แต่ก็มีความจำเป็นอื่นอีกด้วยที่ทำให้มีการตัดสินใจกู้เงิน เช่น ความสะดวกในการดำเนินชีวิต ผู้กู้จะต้องคำนึงว่า บางอย่างใช้ไปสักพักแล้ว ราคาที่เหลือจะไม่คุ้มกับหนี้ที่ยังเหลืออยู่ เช่น รถป้ายแดง ซึ่งราคาตกทันทีที่ถอยออกมาจากอู่เพราะกลายเป็นรถมือสอง
ในส่วนของอสังหาริมทรัพย์ ถ้าเป็นส่วนที่จะใช้ที่อยู่อาศัยเอง อาจจะไม่มีรายได้กับมาให้เห็น แต่คนส่วนมากก็ต้องกู้ ที่อยู่อาศัยมีโอกาสเพิ่มค่าได้ ถ้าเลือกซื้อในจังหวะที่เหมาะสมและในบางแหล่งที่มีความต้องการสูง ทำให้เจ้าของถือครองสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงขึ้นเมื่อตีราคาออกมาเป็นราคาซื้อขายในตลาด เงินกู้ที่ใช้ซื้ออสังหาริมทรัพย์จะค่อยๆ ลดลงตามเวลาที่ได้ผ่อนชำระหนี้ไป สินทรัพย์นั้นมีมูลค่าเหลืออยู่ที่สามารถจะนำมาแปลงเป็นเงินกู้ก้อนใหม่ได้ ถ้ามีความจำเป็นจะนำเงินไปใช้เพื่อการอื่น
น.ส.ศิริวรรณ ยอดธรรม รหัส 51127312008
เอกการเงินการธนาคาร (ข้างบน)
หนังสือ ทุ่งดอกเบี้ย
บทที่ 8 การปรับโครงสร้างหนี้
อย่างแรกต้องมองไปที่บัตรเครดิต เพราะแต่ละคนมีบัตรเครดิต เข้าใจว่าบางครั้งอาจจะปฏิเสธแล้ว แต่พนักงานก็ยังพยายามให้เรามีไว้ เพราะบัตรแต่ละใบมีคุณสมบัติที่แตกต่างกัน เช่น บัตรห้างสรรพสินค้า บัตรส่วนลด และบัตรที่สะสมแต้มเพื่อสิทธิพิเศษต่างๆ นักแสวงหากำไรจากส่วนลด และเงื่อนไขพิเศษก็เลยมีบัตรมาก พอมีแล้วก็เลิกยาก สิ่งที่แนะนำทุกคนเสมอก็คือ ให้ลดหนี้บัตรเครดิตให้เร็วที่สุด เพราะหนี้นี้เป็นหนี้ในระบบที่มีดอกเบี้ยแพงที่สุด ถ้าลดได้ก็จะเบาตัวลง มีเงินเหลือที่จะไปลดหนี้ในส่วนอื่นๆ สถาบันบางแห่งเริ่มมีโครงการให้กู้เงินเพื่อปรับหนี้บัตรเครดิตให้เป็นหนี้เงินกู้ธรรมดาที่ดอกเบี้ยต่ำ ลูกหนี้แต่ละคนควรเสาะหาเพื่อหาว่าตนเข้าข่ายได้เงินกู้นั้นหรือไม่ และที่สำคัญคือ ได้เงินกู้แบบนี้มาแล้ว ต้องเลิกเป็นหนี้บัตรเครดิตใหม่ ไม่เช่นนั้น ก็จะตกอยู่ในวงจรแห่งความเป็นหนี้ ไม่รู้จบและการที่มีบัตรเครดิตหลายใบทำให้เราเก็บเงินไม่อยู่คนที่มีบัตรเครดิตที่สามารถใช้โดยไม่รู้จักคำว่าพอเพียงทำให้ใช้เงินที่เกินตัว และในที่สุดก็ทำให้เราต้องมานั้งใช้หนี้ที่เกิดจากตัวเราที่ไม่คิดก่อนที่จะใช้เงินไปและปัจจุบันคนไทยส่วนมากแล้วคิดว่าบัตรเครดิตเป็นสิ่งที่อำนวยความสะดวกกว่าเงินสด แต่สำหรับผู้ที่ใช้บัตรเครดิตเท่าที่จำเป็น ก็ไม่เป็นปัญหาเพราะการมีอะไรที่พอเหมาะพอควรเป็นสิ่งที่ดีอยู่แล้ว
อ่านเรื่องนี้แล้วทำให้รู้ว่าเรายังไม่มีอาชีพที่ต้องมีบัตรเครดิตอะไรมากมาย จึงไม่จำเป็นที่ต้องมีไว้เราควรออมเงินและไม่ควรใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย
นางสาว วิไล ชลเขตต์
51127312001
หนังสือ The Psychology of Money
ผู้เขียน Jim Ware ในหนังสือเล่มนี้ได้พูดถึงพฤติกรรมของนักลงทุนทั่วไปไว้อย่างน่าสนใจทีเดียว เขาอ้างถึงการศึกษาของนักจิตวิทยาชิ้นหนึ่งที่พบว่า 98% ของพฤติกรรมของคนเรานั้นเป็นผลมาจากความเคยชินหรืออุปนิสัยส่วนตัว(habit) การลงทุนก็เช่นกัน ส่วนใหญ่มักมีพฤติกรรมซำซาก ทำตามความเคยชิน แม้จะรู้ว่าผิด ก็ไม่เปลี่ยนแปลงพฤติกรรม แต่กลับไปตั้งความหวัง(hope) ว่า วันหนึ่งวิธีดังกล่าวจะใช้ได้ผล เช่นมี คนจำนวนมากที่ต้องขาดทุนจากการซื้อขายตามข่าวลือซำแล้วซ้ำเล่า แต่ก็ยังไม่เข็ดหลาบ และกลับหวังว่าวันหนึ่ง " ข่าวลือ " นั้นจะกลายเป็นจริง เป็นต้น เขาพบว่าในโลกมีวิธีลงทุน ซึ่งมีความแตกต่างกันแทบจะสิ้นเชิง ทั้งในแง่ปรัชญาและวิธีการบริหารจัดการลงทุน 5 แบบ 1. Value Warren 2.Growth peter Lynch 3.Trading George Soros 4.Theme 5.Technical Marty Zweigอย่างไรก็ตาม Jim Ware พบว่า ปรมาจารย์ ทั้งห้ามีสิ่งเหมือนกัน มากถึง8 ประการ 1.เปิดรับข้อมูล ไม่ตีกรอบตัวเอง(Breadth) 2.ช่างสังเกต ใส่ใจในทุกรายละเอียด(Observation) 3.มองอย่างเป็นกลาง ไม่มีอคติ (Objectivity) 4.มั่นคงในหลักการ รักษาวินัย ( Discipline) 5.มีสมาธิแน่วแน่( Concentration) ใคร่ครวญอย่างลึกซึ้ง (Depth) 6.คิดสร้างสรรค์ มองภาพใหญ่ ไม่ยึดติด กับกรอบความคิด (Creativity) 7.ทุ่มเทในสิ่งที่รักโดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ (Passsion) 8.มีความยืดหยุ่น ยอมรับการเปลี่ยนแปลง (Flexibility) สรุปว่า การจะประสบผลสำเร็จในเรื่องใดๆก็แล้วแต่ ล้วนขึ้นอยู่กับคุณภาพของความคิด ซึ่งเป็นสิ่งทีกลั่นมาจากภายใน (Inside Out) แม้ไม่ง่ายแต่คงไม่ยากเกินความพยายามของทุกท่าน
นางสาวเพียงฤดี นงรัตน์
รหัส 51127312036
หนังสือทิศทางใหม่แห่งความร่ำรวย (The Next Big Investment Boom)
ผู้เขียน มาร์ค ชิพแมน ผู้แปล สมพงษ์ สุวรรณจิตกุล หน้า 53-70
บทที่ 4 การอำนวยเงินต่อแผนการลงทุนของคุณ
ความตระหนักในเรื่องความเสี่ยง
ความเสี่ยงนับว่าเป็นกุญแจสำคัญในการตัดสินใจแก่ชีวิตคุณว่าคุณเลือกที่จะใช้ชีวิตของการเป็นนักลงทุนโดยที่คุณต้องการนำรายได้ส่วนหนึ่งที่คุณหามาได้ด้วยความลำบากมาใช้ในแผนการลงทุนของคุณ เพราะหลักใหญ่ของหนังสือเล่มนี้ คือการแนะนำให้คุณเลือกลงทุนในตลาดโภคภัณฑ์ ซึ่งผมคิดว่าจะเป็นทิศทางใหม่ของการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนแก่คุณอย่างงดงาม กล่าวโดยสรุปมนุษย์เรามักจะตระหนักในเรื่องความเสี่ยงว่าเป็นเรื่องที่เราสามารถใช้เหตุผลจัดการได้ ผมคิดว่าคนเราคิดว่าเรารู้ว่าอะไรคือสิ่งที่น่าเสี่ยงหรือสิ่งที่ไม่ควรเข้าไปเสี่ยง...
พันธะต่อการเงิน
นักลงทุนผู้สำเร็จจะต้องรู้จักการวางแผนการเงิน และจะต้องมีเงินทุนพอที่จะไปใช้ในการจับจ่ายต่อแผนการลงทุนให้กับตนเองโดยเฉพาะเมื่อคุณได้มองเห็นโอกาสทองอยู่ข้างหน้าคุณ ถึงตอนนั้นคุณก็ควรที่จะมีเงินทุนเพียงพอต่อแผนการลงทุนของคุณให้เหมาะสม ถ้าคุณมีเงินทุนอย่างเพียงพอและเห็นโอกาสในการลงทุนเกิดขึ้น คุณย่อมได้รับประโยชน์ต่อการลงทุนอันนี้อย่างงดงามในอนาคตการลงทุนของคุณ เพราะว่าผลตอบแทนที่งดงามมักจจะมาจากจำนวนเงินที่คุณลงทุนไปและเวลาที่ปล่อยให้ผลตอบแทนค่อยๆแบ่งบานออกมาเป็นดอกเป็นผล คุณก็จะได้รับผลตอบแทนที่งดงามมากทีเดียว
วางแผนต่อพันธกิจของคุณให้ไปตลอดรอดฝั่ง
เรื่องที่นักลงทุนควรจะทำ คือการมีความอดทนอย่างสูงในการรอที่จะให้เงินลงทุนนั้น เริ่มทำงานให้กับคุณแน่นอน มันจะมีช่วงจังหวะในการลงทุนของคุณที่สภาพตลาดไม่มีโอกาสอะไรเลยคือหยุดนิ่งอยู่กับที่ และนี่แหละคือเวลาที่คุณจะถูกทดสอบว่าพันธกิจในการเงินของคุณนั้นเป็นอย่างไร เพราะถ้าคุณไปกู้ยืมเงินมาทำการลงทุน แล้วคุณต้องจ่ายทั้งต้นและดอกเบี้ยแต่ละเดือนให้กับสถาบันการเงินที่คุณได้ทำการกู้ไป โดยที่เงินลงทุนของคุณไม่มีผลตอบแทนนั้นกลับมาเลย ก็เท่ากับว่าคุณกำลังสร้างแรงกดดันให้ตัวคุณเองอย่างสูง เงินลงทุนของคุณน่าจะได้รับการดูแลอย่างเดียวกับเงินกองทุนเกษียณของคุณ คือปล่อยให้ระยะเวลาดูแลตัวมันเองเมื่อเวลามาถึง และแม้ว่าคุณอาจจะถอนเงินลงทุนของคุณได้ แต่ผมแนะนำว่าคุณน่าจะปล่อยมันไว้เช่นเดียวกับเวลาคุณดูแลเงินกองทุนเกษียณของคุณ
วิธีการปฏิบัติที่รวดเร็วต่อการลงทุน
สำหรับผมผมชอบวิธีในการจัดสรรปันส่วนสินทรัพย์ที่แตกต่างกันออกไปบ้างเล็กน้อย อย่างแรกคือผมจะลงทุนในสินทรัพย์ที่กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นจนกระทั่งดูแล้วว่าการทะยานขึ้นของสินทรัพย์ที่ผมลงทุนไปนั้นมีแววจะเป็นขาลง โดยที่การลงทุนในสินทรัพย์ขาขึ้นของผมนั้นเป็นได้ทั้งในสินทรัพย์ของพันธบัตรในภาคอสังหาริมทรัพย์ และในตลาดโภคภัณฑ์ ซึ่งผมไม่แยกแยะแลยตราบใดที่มันอยู้ในแนวโน้มที่กำลังขึ้นผมถึงได้ให้ศึกษาแนวโน้มการเคลื่อนไหวของตลาดว่าอยุ่ในแนวโน้มใด และมันเริ่มส่งสัญญาณหรือไม่เราควรเริ่มออกจาการซื้อขายในตลาดจังหวะใดจังหวะหนึ่ง กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือการศึกษาแนวโน้มทำให้เรารู้ว่าเราควรทำการซื้อขายเวลาใด ฯ ที่ใด คือจับจังหวะให้ถูกต้องนั้นเอง นี่คือยุทธศาสตร์ที่ผมถือไว้คือให้ติดตามแนวโน้มของการเคลื่อนไหวของหลักทรัพย์ที่ถืออยู่เท่านั้น และรอสัญญาณในการเข้าไปทำการซื้อขาย เพื่อสร้างกำไรให้ตัวคุณเอง
การยืมเพื่อใช้ในการอำนวยทุน
มีความเป็นไปได้ในการที่จะเพิ่มผลตอบแทนของคุณแบบทบต้นแม้ว่าคุณอาจจะต้องทำการกู้ยืมมาทำการลงทุนถ้าการทบต้นของผลตอบแทนเป็นจักรกลในการที่จะทำให้คุณได้รับผลตอบแทนอย่างน่าพอใจอย่างมากแล้วการกู้ยืมเพื่อใช้ในการอำนวยทุน นับเป็นตัวหมุนความเร็วของอัตราผลตอบแทนให้ยิ่งเร็วมากขึ้นไปอีก ทว่าการกู้ยืมเพื่อใช้ในการอำนวยทุนย่อมมีความเสี่ยงอยู่ด้วยเสมอ
คำเตือนเรื่งการลงทุน : การกู้เงินเพื่อมาทำการลงทุนดังกล่าวอาจจะสร้างผลเสียหายต่อแผนการลงทุนของคุณได้
ยุทธศาสตร์ว่าด้วยการศึกษาแนวโน้มของการเคลื่อนไหวของตลาด สามารถนำไปใช้เป็นประโยชน์เวลาทำการลงทุนแบบกู้ยืมเงินส่วนหนึ่งมาลงทุนได้ดีมาก แต่ก็อย่าลืมว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบางครั้งบางคราวที่การกู้ยืมเงินเกินกำลังหรือเกินสัดส่วนที่ควรเป็น ก็กลายเป็นความเสียหายต่อนักลงทุนผู้นั้นเช่นกัน คุณจะต้องตระหนักไว้เสมอว่าเงินทุนขงคุณเทียบกับเงินที่คุณยืมนั้นมีส่วนสอดคล้องกันหรือไม่ ผมจึงขอแนะนำว่าถ้าคุณต้องการทำการกู้ยืมเงินเพื่อการลงทุนนั้น ผมเสนอว่าเงินที่คุณกู้ยืมไม่ควรสูงเกินสองเท่าจากเงินในกระเป๋าของคุณ คือสัดส่วนเงินขงคุณต่อเงินยืมจะต้องอยู่ที่สองต่อหนึ่งจึงจะเหมาะสมมาก....
นางสาว สุพรรณิการ์ กันภัย
รหัส 51127312031
โปรแกรมบริหารธุรกิจ เอกการเงินการธนาคาร
หนังสือเรื่องคนล่าห่าน บทที่ 10 แผนการลงทุนที่ดีต้องพร้อมทั้งรุกและรับ
เนื้อเรื่องประมานว่าในการที่เราจะเล่นหุ้นนั้น เราต้องศึกษากับตัวหุ้นนั้นให้ดีเสียก่อนว่ามีพื้นฐานดีพอสมควร หรือไม่
ประเด็นต่อมาคือ อย่าผลีผลามขายที่เดียวในปรืมาณมากๆ เพราะหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดีๆนั้น ราคาอาจจะตกลงไป ไม่มากพอที่จะซื้อคืนแล้วได้รับประโยชน์ตามที่คาดหวังไว้ ดังนั้น ถ้าเกิดราคาหุ้นตกลงไป แล้วกลับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วจะได้ไม่เสียหายมาก แล้วที่สำคัญคือ เวลาขายจะต้องขายตามแผนที่กำหนดไว้ทันที เมื่อเห็นว่าราคาไปถึงจุดกำหนด อาจจะกำหนดขายเป้นช่วงๆ ตามอัตราการลดลงทุกๆสองหรือสามช่วงราคา โดยแต่ละช่วงอาจจะขายแค่สิบเปอร์เซ็นต์ของจำนวนหุ้นทั้งหมด เหมือนเป็นการทำประกันให้พอร์ตหุ้นของตัวเอง
แต่ถ้าหากเกิดปัญหาที่หุ้นกลับตัวอย่างรวดเร็วแล้วซื้อคืนไม่ได้ ก็เป็นสิ่งที่ต้องรอ คิดซะว่าเป็นหุ้นที่มีคนเขายืมไปยังไม่เอามาคืนเรา แต่ส่วนที่รอก็ไม่ได้รออย่างไรประโยชน์ มันจะเป็นจุดสังเกตการกลับตัวให้กับเรา และเราำได้ทำประกันความเสี่ยงให้กับหุ้นไว้แล้ว ถ้าหากราคาลดลงอีก เราก็จะมีเงินมัดจำอยุ่ในมือแล้วจำนวนหนึ่งพร้อมที่จะซื้อคืน หรือ ถ้าไม่ลดลงก็ยังมีหุ้นที่เหลืออยุ่พอที่จะปล่อยให้หุ้นสร้างค่าเช่าต่อไปได้อีก การขายตามแผนต้องทำแม้จะขายแล้วยังซื้อคืนไม่ได้ แต่ เท่ากับว่าเราได้สร้างเกราะป้องกันความเสี่ยงไว้ในระดับหนึ่งแล้ว
การลงทุนมีความเสี่ยงเกิดขึ้นเสมอ ยิ่งการลงทุนในหุ้นด้วยแล้ว ไม่มีใครรับประกันได้ ขึ้นอยุ่กับการตัดสินใจ เราควรศึกษาค้นคว้าทั้งวิธีการ และ ข้อมูลเพื่อมาปรับปรุงการตัดสินใจ ของตนเองให้เกิดความผิดพลาดน้อยที่สุด
"เราไม่รู้ว่าอะไรจะเปลี่ยนแปลง
ทั้งนโยบายของรัฐ สถาบันการเงิน ผู้ซื้อ
ล้วนเป็นผู้กระพือไฟให้กับตลาด แต่เรารู้ว่า
เมื่อผู้คนขาดความรอบคอบ
ในการปฏิบัติภารกิจของพวกเข้ามากขึ้นเท่าไร
เราต้องเพิ่มความรอบคอบในการปฏิบัติภารกิจ
ของเราให้มากขึ้นเท่านั้น"
หนังสือคนล่าห่าน การลงทุนสะสมทรัพย์
มีเสี่ยคนนึงเดินเข้าไปในโบรกเกอร์อย่างอารมณ์ดี เพราะเขารู้ว่าเขาต้องการอะไร จะมุ่งมั่นจริงจังกับมันแค่ไหน ต่อจากนี้ก็อยู่ที่เวลาเท่านั้นที่จะทำให้มันมาอยู่ในอุ้มมือของเขา เขาก็เลยรีบฉวยโอกาศทบทวนตัวเอง สุดท้ายเขาก็คิดได้ว่า ถ้าเขายังคงลังเลอยู่ไม่มีหลักการที่แน่นอน ก็จะไม่สามารถก้าวไปถึงสิ่งที่เขาต้องการได้ เขามีความมุ่งมั่นในจุดหมายมากขึ้น เพราะการที่มีครอบครัวที่อบอุ่นถือได้ว่ามีต้นทุนที่แข็งแรง คือ เมื่อก่อนเขาอยากได้เหมือนเด็กๆ คือ อยากได้ในสิ่งที่ไม่รุ้ด้วยซ้ำว่ามันคืออะไร และก็จะนำมันมาเป็นจุดหมายของเขา แล้วเชื่อมั่นในจุดหมายของเขา วิธีสะสมทรัพย์ก็คือ ใช้การวิเคราะห์หุ้นแบบอาศัยเทคนิค โดยจะดูทิศทางแนวโน้มของราคาในระยะปานกลาง หุ้นที่เลือกก็จะต้องเป็นหุ้นที่มีพื้นฐานดีพอสมควร แต่ที่สำคํญต้องอยู่ในความสนใจของตลาด แล้วต้องไม่ใช่หุ้นปั่น เพียงแต่ว่าเราอาจจะต้องใช้เวลาหน่วย แล้วค่อยๆกำจัดจุดอ่อนที่จะเกิดขึ้นไปทีละอย่างๆ สุดท้ายก็จะได้วิธีการเล่นหุ้นที่สมบูรณ์มากขึ้นสำหรับตัวเอง
"ไม่มีใครเดินสะดุดภูเขาก่อนกรวดเล็กๆ
ต่างๆหากที่จะทำใหเก้าวพลาดเพียงแต่เดิน
ผ่านก้อนกรวดทั้งหมดบนเส้นทางใครๆ
ก็สามารถจะข้ามภูเขาไปได้"
แหล่งที่มา : หนังสือทิศทางใหม่แห่งความร่ำรวย (The Next Big Investment Boom)
บทที่ 3 จิตวิทยาว่าด้วยความสำเร็จในการลงทุนระยะยาว
ก่อนที่คุณจะทำการควบคุมการบริหารการเงินของคุณนั้นก่อนอื่นคุณจะต้องมั่นใจว่าสภาพจิตใจของคุณนั้นพร้อมต่อภารกิจที่คุณจะทำมัน ยุทธศาสตร์ของการลงทุนส่วนใหญ่ยึดถือแนวปฏิบัติที่เรียกกันว่าหลักการว่าด้วยความพยายามที่มีน้อยมาก นักเศรษฐศาสตร์ชาวอิตาเลียนที่เรารู้จักกันดีนามว่า วิลเฟรโด ปาเรโต ได้สรุปการค้นคว้าของเราในเรื่องระบบารสร้างความมั่นคั่งของอังกฤษออกมาอย่างน่าทึ่งมาก กล่าวคือเขาพบว่าคนที่มีความมั่นคั่งมากนั้น มักจะไม่ค่อยได้ทำอะไร แต่คนส่วนใหญ่ที่มีความยากจนหรืออัตคัตนั้นต้องทำงานหนักมากแต่กลับไม่ค่อยมีอะไรเหลือให้ใช้เลย นับว่าเราสามารถนำหลักการนี้ไปใช้ในการลงทุนได้เช่นกัน
คำว่าผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอนั้นไม่มีในโลก
การลงทุนในตลาดการเงิน ในภาคอสังหาริมทรัพย์ ไม่มีการประกันเหมือนการให้ดอกเบี้ยในธนาคารเวลาเราเอาเงินไปฝากว่าท่านจะได้รับผลตอบแทนคืนมาอย่างสม่ำเสมอ การไม่เกิดความสมดุลต่อแผนการลงทุนดังกล่าวนี้หมายความนักลงทุนควรจะมราบว่าผลตอบแทนหรือกำไรที่ส่วนใหญ่ตนเองได้มานั้นมาจากการลงทุนที่นักลงทุนผู้นั้นได้ประโยชน์จากการที่ตลาดมีการปรับตัวอย่างคาดไม่ถึง นักลงทุนส่วนใหญ่จะรู้ว่าผลตอบแทนของแต่ละคนนั้นไม่มีทางสมดุลกันได้เลย
วินัยในการลงทุน
คุณควรจะต้องรู้ว่าปัจจัยที่สำคัญมากต่อการลงทุนหรือการทำตัวเป็นนักลงทุนของคุณนั้น อยู่ที่คำว่า วินัย ที่คุณพึงมีคุณจะต้องมีต่อยุทธศาสตร์การลงทุนของคุณ คุณต้องมีวินัยในการลงทุนของคุณถึงแม้สภาพตลาดยังไม่มีอาการที่ไปในทางที่คุณต้องการ หรืออาจจะมีช่วงที่สภาพตลาดกำลังไปได้ดีและคุณก็กำลังได้กำไรจากการลงทุนของคุณคุณจะต้องมีวินัยบอกแกตัวเองว่าเมื่อไหร่ที่คุณจะหยุดพักทำกำไรแล้วขายหุ้นของคุณออกไป
บทเรียนของนักลงทุนโดยทั่วไปคือการขาดวินัยต่อแผนการลงทุนที่ตนเองพึงนำไปปฏิบัติ แต่ก็ไม่ยอมปฏิบัติละเลยต่อวินัยที่ควรมีและส่วนใหญ่ก็จะต้องพบกับความขาดทุน........
นางสาวสุดารัตน์ บุญมาก
51127312017
# หัวข้อ
**ตัวหนา**
*ตัวเอียง*
[ลิงก์](url)

- รายการ
> อ้างอิง
บันทึกหนุ่มนักลงทุนหน้าใหม่
หนังสือสำหรับผู้ที่เป็นนักลงทุนหน้าใหม่
หรือผู้ที่กำลังคิดจะก้าวเข้าสู่การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ควรมีไว้อ่าน ด้วยรูปแบบบันทึกที่เล่าจากประสบการณ์จริงในการลงทุนช่วงระยะเวลาหนึ่งของผู้เขียนและเพื่อนๆ เมื่อครั้งที่เพิ่งเริ่มเข้ามาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ครั้งแรก
หน้าที่ 92
เจอบทความสุดฮิตคลายเครียดในเว็บสุดฮิต เรียนคุณพ่อน้องพลอย
ผมแบ่งคนในตลาดหุ้นออกเป็นแค่สองพวกคือ
1. คนที่เล่นหุ้นแล้วมีกำไร
2. คนที่เล่นหุ้นแล้วไม่มีกำไร
ไม่ว่าคุณจะเล่นหุ้นด้วยวิธีไหน ลงท้ายมันก็แค่นั้นจริงๆ เคยมีเพื่อนสมาชิคในห้องนี้ถามผมทางอีเมล์อยากเปลี่ยนแนวจากการเล่นเกร็งกำไรเป็นแบบกำไรจนเกร็งดีไหม (กำไร จน เกร็ง) ok ฮ่าๆๆๆ
คำตอบที่ผมให้ไปคือ ไม่เห็นด้วยครับ ถ้าคุณเล่นแนวไหนแล้วยังกำไร ก็ต้องเล่นแนวนั้นต่อไปถ้าจะลองเปลี่ยนแนว ก็ต้องลองแค่กับเงินนส่วนหนึ่งออกมาเล่นเท่านั้น ตามความเห้นของผม ไม่ว่าคุณจะมองตลาดหุ้นแบบไหน นักเล่นหุ้นเกือบทุกคนคือ , นักเล่นเกมล่าส่วนเกินทุน
เกมการเล่นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในตลาดหุ้นทั่วโลกคือ ,, เกมล่าส่วนเกินทุน,, ทุกคนจะต้องพยายามเอาส่วนขาดทุนของคนอื่นมาเป็นส่วนเกินทุนของตัวเองให้ได้ ดังนั้น จึงผลัดกันเป้นผู้ล่าและผู้ถูกล่า ขึ้นอยู่กับสติปัญญาและโชคของแต่ละคน
นักเร็งกำลัง (VS ) ต่างจากนักลงทุน (VI) ตรงไหน
เฉพาะความเห็นส่วนตัวของผม นักเกร็จกำไรจำเป็นต้องซื้อขายหุ้นโดยอาศัยการตรวจสภาพทางคลีนิก ซึ่งได้แก่ การวิเคราะห์ปัจจัยทางเทคนิกดูเส้น กับดูดุ้นต่างๆ เป็นหลัก มองแล้วรู้อาการของหุ้นทันที
ส่วนนักลงทุนจะต้องซื้อหุ้นโดยอาศัยการตรวจสภาพทางห้องแลบ ซึ่งได้แก่ การวิเคราะห์ปัจจัยทางพื้นฐาน พื้นปาร์เกต์ พื้นหินอ่อน หรืออื่นๆ เสียเวลาในการดูนานพอสมควร ไม่ทันใจพวกไวไวควิ๊ก
ถ้าอยากเป็นนักเกร็งกำไร คุณจะต้องรู้เทคนิกพวกเส้นและดุ้นให้ได้ถ้าไม่รู้อย่าเล่นเป็นอันขาด อันตรายถึงหมดตัว ส่วนนักลงทุน คุณจะต้องรู้ปัจจัยพื้นฐาน ของหุ้นและมีความอดทนเป้นเลิศ สามารถดูอาการภายนอกของหุ้น ซึ่งหุ้นลงตามแรงเหวี่ยงของเส้นและดุ้นให้ไว้ด้วยใจที่สงบนิ่ง ถ้าผิวหนังเกิดผื่นก้ไม่ได้หมายความว่าคุณเป็นเอดส์ซะหน่อนคนอื่นดูไม่ออก แต่คุณดูออกแน่นอน เพราะผมตรวจทางห้องแลบ มีเซียนหุ้นท่านหนึ่ง ขออาภัยจำชื่อไม่ได้แล้วให้แง่คิดไว้ดีมาก ปัจจัยพื้นฐาน เป็นเครื่องชี้ว่าคุณควรซื้อหุ้น , ตัวไหน , แต่ปัจจัยทางเทคนิคเป็นเครื่องชี้ว่าคุรควรซื้อหุ้นตัวนั้น , เมื่อไร,
สรุปแล้ว ถ้าคุณติดอาวุธครบสองอย่าง เมื่อบวกกับโชคและวินัยประจำตัวของคุณ ไม่ว่านิ้วชี้ตลาดหลักทรัพย์จะชี้ไปทางไหนคุณก็ไม่มีวันจะเจ๊งหุ้นอย่างแน่นอนที่สุด
ลัทธวรรณ สุขบุญเพ็ญ รหัส 51127312034 การธนาคาร
หุ้นผีบอก
ในตลาดหุ้นแล้วมักจะมีความหวังกันได้ทุกวัน และก็มักจะมีข่าวเกี่ยวกับหุ้นตัวโน้นตัวนี้ไม่ได้ขาด ทั้งนี้เพื่อจรรโลงให้นักเสี่ยงโชคในตลาดหุ้น ได้มีความหวังกระชุ่มกระชวยขึ้นมา และพร้อมที่จะยึดเอาข่าวปล่อยทั้งหลายนั้น เพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุนเป็นประจำและนี่เองก็คือ บ่อเกิดของหุ้นผีบอก ที่มีการกระจายอยู่ทั่วไปตามห้องค้า ทางสายโทรศัพท์ซึ่งเกิดจากการบอกต่อๆกันไป จนเกิดการรับข่าวสารจากหลายกระแส ซึ่งผู้รับข่าวรุ่นหลังๆนี้จึงเกิดเข้าใจไปเองว่านี่แหละข่าวจริง เพราะมันถูกยืนยันจากหลายที่ด้วยกัน ซึ่งคิดให้ดีๆก็คือ มันมาจากแหล่งเดียวนั่นแหละ แต่มันถูกกระจายออกไปหลายที่ปากต่อปาก เราจึงรับข่าวจากหลายที่ในที่สุดเป็นเรื่องที่น่าแปลกมากที่คนเรามักเชื่ออะไรง่ายๆ โดยไม่ทบทวนเนื้อหา ความน่าจะเป็น บ่อยครั้งที่ทำตามข่าวนั้นก็เพราะมีคนทำตามหลายคน เพื่อนเยอะดี และถ้าเจ๊งก็ไม่ได้เจ๊งคนเดียวมีเพื่อนเพียบเลย การกระทำตามๆกันหมู่มากนี้ ฝรั่งเรียก ว่า “พฤติกรรมของพวกเลมมิ่ง” ซึ่งเป็นสัตว์ประเภทหนูที่มักทำอะไรตามๆกัน เดินลงทะเลไปตายก็จะตามกัน ดังนั้น เขาจึงเอามาเปรียบเทียบนักเล่นหุ้นที่ชอบแห่ตามกันแย่งซื้อแย่งขายจนเกิด “การตื่นซื้อ ตื่นขาย” จนเป็นหนทางให้กลุ่มพวกที่ชักใยอยู่เบื้องหลังหากินกับพวกเลมมิ่งได้ตลอดมาจากพฤติกรรมตามธรรมชาติของมนุษย์ที่ชอบตามแห่ ไทยมุง ฝรั่งมุง เจ็กตื่นไฟ ประกอบกับหุ้นผีบอกแล้ว ทุกอย่างลงตัวอย่างหาที่เปรียบมิได้ และใช้ได้ผลมาโดยตลอด มิได้ล้าสมัยเลยแม้แต่น้อย
จากประสบการณ์ของคนเขียนน่ะค่ะ
เรื่องมันมีอยู่ว่า ผมได้รับข่าวจากเพื่อนสนิทคนหนึ่ง เขาส่งข่าวว่าหุ้น xyz เพิ่งกลับเข้ามาซื้อขายได้ไม่นาน และมีคนดูแลเพื่อให้ราคาวิ่งไปหลายเท่าตัว ทั้งนี้เพื่อเป็นการตอบแทนบุญคุณของผู้ที่ซื้อหุ้นเพิ่มทุนที่ช่วยซื้อหุ้นเอาไว้ ผมเองได้ข่าวก็ดูข้อมูลพื้นฐานแล้วก็ต้องส่ายหัว มิกล้าจริงๆ พื้นฐานไม่ดีเลย ไม่น่าขึ้นได้ ถ้าว่ากันตามพื้นฐาน จึงไม่ได้สนใจ เวลาผ่านไปไม่นาน ปรากฏว่าหุ้นบริษัทนี้ติด Top Gainer เกือบทุกวัน ขึ้นที่ละหลายเปอร์เซ็นต์ ผมจึงเกิดความโลภขึ้นตามไปดูด้วยใจสั่นๆ ว่า จะเข้าไปติดดอยกับเขาไหมหว่า? เพื่อนผมก็คอยส่งข่าวทุกวันครับ ว่าวันนี้ถ้ายืนเท่านั้นเท่านี้ได้ก็เล่นได้ ผมเข้าเล่นตามทุกวัน และนั่งเฝ้าหน้าจอทุกวัน ต้องบอกเลยว่า “หุ้นผีบอก” นี่มันแรงจริงๆ เปิดกระโดดทุกเช้า โยกขึ้นโยกลง โยนไปโยนมา แช่ทิ้งให้ใจสั่นได้ตลอดทั้งวัน และมักจะทำปิดให้ราคากระโดดตอนปิดตลาดทุกวันเช่นกัน แต่นักเล่นหุ้นก็มักจะออกก่อนจึงพลาดกำไรงามๆ ตอนท้ายทุกทีไป คนดูแลเหมือนจะวางแผนเผด็จศึกเอาไว้เรียบร้อยแล้วครับ พอเหยื่อตกหลุมพรางที่วางล่อเอาไว้ วันหนึ่งมีนักเล่นหุ้นมั่นใจมากซื้อดักตอนเย็นเอาไว้ขายตอนปิดตลาดกันมาก หนึ่งในนั้นก็มีผมด้วยแหละ และแล้วเมื่อปลาติดเบ็ดผู้คุมเกมก็จัดการกระตุกเบ็ด ดันราคาปิดลงต่ำแบบไม่น่าเชื่อทำเอาแมงเม่าทั้งหลายปีกไหม้ไปตามๆกัน รวมผมด้วย จริงๆแล้วไม่น่าเชื่อเลยว่าจะทำได้ขนาดนั้น เห็นๆราคากะพริบสูงขึ้นๆ แต่ดันปิดต่ำลงมามาก ทำเอาขาดทุนนาทีสุดท้ายกันเพียบ เรื่องหุ้นผีบอกยังมีอีกมาก เพื่อนผมอีกคนหนึ่งก็มักจะมีหุ้นผีบอกมาบ่อยๆ แต่ข่าวของเขามักจะล้าสมัยไปทุกที เขาเล่นกันไปเรียบร้อยแล้วนายคนนี้เพิ่งได้ข่าว
ติดดอยนอนหนาวเป็นประจำมิได้ขาดก็ยังพบนักเล่นหุ้น(ยืนยันว่าไม่ใช่นักลงทุน)ที่ชอบซื้อหุ้นตามคนอื่นอยู่อีกมาก เห็นเขาว่าดีก็ตามเขา ตัวเองยังไม่ทราบด้วยซ้ำว่าบริษัทนั้นมีอะไรดี อะไรไม่ดี นักเล่นหุ้นพวกนี้เป็นกลุ่มที่น่ากลัวที่สุด เพราะไม่รู้ว่าควรจะซื้อที่ราคาไหน ขายที่ราคาไหน เพราะอะไรจึงต้องขาย เรื่องนี้ผมบอกได้เลยว่า ไอ้ที่เขามาบอกคุณน่ะเขาซื้อไปแล้ว บางทีก็ซื้อถูกกว่าคุณมากด้วย และเวลาเขาขายเขาก็ไม่บอกคุณหรอก บางที่ขายแล้วยังมาปล่อยข่าวทุบหุ้นเพื่อกลับไปเก็บใหม่อีกต่างหาก ดังนั้น ทางที่ดีและจะทำให้คุณอยู่ในโลกของการลงทุนได้อย่างปลอดภัยและมั่งคั่งก็คือ…. คุณต้องปรับเปลี่ยนนิสัยการลงทุนอย่างเด็ดขาด แทนที่จะคอยเฝ้าหาข่าวก็เปลี่ยนมาคอยศึกษาพื้นฐานกิจการ เพื่อเราจะได้กำหนดจังหวะซื้อขายที่เหมาะสม ไม่ต้องพึ่งหุ้นผีบอก ซึ่งบางทีจะกลายเป็นหุ้นผีผลัก
ความเห็นส่วนตัวของดิฉันน่ะค่ะ
เรื่องหุ้นผีบอกนี้เตือนสติพวกเราไว้ดีมาก “เมื่อส่วนผสมของความโลภและข่าววงในที่มากพอลงตัวกันเมื่อไร เมื่อนั่นความพินาศจะมาเยือนโดยมิได้นัดหมาย” แต่การลงทุนที่ได้รับผลตอบแทนสุงก็ย่อมมีความเสี่ยงสุง อยู่ที่วินัยของนักลงทุนที่มีต่อการลงทุน ไม่ควรเบียดเบียนใคร เพื่อนๆๆที่่อยากจะเข้าไปลงทุนในหุ้นก็ควรศึกษาข้อมุลก่อนให้ดี บริหารเงินให้ดี จะได้ไม่เป็นแมงเม่าเข้ากองไฟน่ะค่ะ
นางสาวอ้อยใจ ใหม่เต็ม รหัส 51127312025 การเงินการธนาคาร ปี 3
หนังสือ เรื่องเล่าคนล่าห่าน บทที่ 9 เตรียมแผนรับมือกับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดไว้เสมอ หน้า 103 - 107
เสี่ยอ๋า นั่งนิ่งมองตัวเลขบนจออิเล็กทรอนิกส์ และเขาไม่เข้าใจว่า ทำไมราคาหุ้นตอนเช้าก็ดูดีๆอยู่แต่เพียงสองชั่วโมงให้หลังก่อนตลาดจะปิดตัวภาคเช้าเพียงไม่นาน ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปราวฟ้ากับเหว
ด้วยความตกใจผสมกับความหวังว่าราคาอาจจะขยับขึ้นเสี่ยอ๋าจึงยังคงปล่อยให้ราคามันมันรูดต่ำลงไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเฮียเซ่งบอกเค้าว่า "เสี่ย สั่งขายไปก่อนดีไหม" เสี่ยอ๋าจึงบอกว่า"มันตกเพราะแพนิคมั้งครับ ถ้าขายตอนนี้ผมขาดทุนไปเกือบครึ่งรอให้ดีดกลับก่อนแล้วค่อยขายไม่ดีกว่าหรือคับ" เฮียเซ่งจึงเตือนว่า "เสี่ยกำลังติดกับดักของอารมณ์กับความหวังขายไปก่อนแล้วค่อยซื้อคืนในภายหลังจะดีกว่า เชื่อผม" เสี่ยอ๋าจึงตัดสินใจขาย เที่ยงวันนั้น ราคาหุ้นตกไปจนถึงฟลอร์ ทำให้เสี่ยอ๋าเอามือท้าวคางเหมือนคนหมดอาลัยตายอยาก เฮียเซ่งจึงบอกว่า "ตลาดก็แบบนี้ เดี๋ยวขึ้น เดี๋ยวลง การมีแผนสำรองจะช่วยเราตัดสินใจ การที่เสียในวันนี้เป็นประสบการณ์ที่ดีที่จะเป็นประสบการณ์ที่ดีที่ช่วยเราในอนาคต เพราะประสบการณ์เป็นครูที่ดีเสมอ" พร้อมทั้งแนะนำบันทึกที่เฮียเซ่งมีซึ่งได้มาจากเพื่อนเป็นบันทึกที่เพื่อนเฮียเซ่งเขียนรวบรวมมาจากการอ่านหนังสือเกี่ยวกับการเล่นหุ้นหลายๆเล่มและประสบการณ์ต่างๆที่ได้เจอ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้เข้าใจถึงการดูสภาวะแวดล้อมต่างๆในการเล่นหุ้นเพื่อช่วยตัดสินใจ จนปัจจุบันเฮียเซ่งรู้สึกปลอดโปร่งไม่ตระหนก เวลาเห็นตัวเลขต่ำลงหรือสูงขึ้นเพราะไม่ว่ามันจะเป็นอย่างไรเค้าก็จะรับมือได้ถูกและบอกว่า"ผมถึงกับรู้สึกว่าผมนี่แหละเป็นคนที่สามารถสร้างโชคขึ้นมาได้ด้วยมือของผมเองตลอดเวลา" ทำให้เสี่ยอ๋ารู้สึกสนใจและกล่าวว่า "ขอบคุณครับ ผมเองก็อยากจะสร้างโชคขึ้นมามั่งแล้วครับ"
"โชคดีไม่มีขาย อยากได้ ต้องสร้างเอง" -นิรนาม-
สรุป
การที่เสี่ยอ๋านั้นทำอะไรไม่ถูกและยังคงรอคอยกับความหวังที่ไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นมั้ยในเวลาที่ราคาหุ้นเกิดตกมากจนเสียดายไม่อยากขายหุ้น เพราะ ยังไม่มีประสบการณ์เกี่ยวกับสถานะการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ทำให้ไม่รู้ว่าควรจะตัดสินใจอย่างไรจึงจะถูกต้อง ดังนั้น สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับการเล่นหุ้นไม่ใช่การซื้อหุ้นและรอให้โชคดีตอนราคาหุ้นขึ้น แต่ เป็นประสบการณ์ที่จะช่วยตัดสินใจในการซื้อขายหุ้นต่างๆ เหมือนกับเป็นการสร้างโชคให้กับตัวเองโดยอาศัยประสบการณ์มาช่วยสร้างโชคนั้นเอง
นาย สิทธิชัย วงค์เต้จ๊ะ การเงินการธนาคาร รหัส 51127312022
ชื่อหนังสือ อยากรวยต้องรู้ รู้จังหวะลงทุน เล่ม 4
บทที่ 11
ถักทอฝันให้เป็นจริง
ในบทที่ 11 นี้ได้มีเหตุการณ์อยู่หลายเหตุการณ์ที่กล่าวขึ้นมา และจะยกตัวอย่างมา 1 เหตุการณ์ คือ มีผู้เขียนท่านหนึ่งได้ไปบรรยายใน เรื่องจิตวิทยาในการลงทุน ให้นักลงทุนของบริษัทหลักทรัพย์แห่งหนึ่ง และพอได้บรรยายจบก็ให้นักลงทุนได้ตอบแบบสอบถาม และจากแบบสอบถามก็ได้สรุปว่า นักลงทุนครึ่งหนึ่งคิดว่าเนื้อหาการบรรยายของผู้เขียนเป็นเรื่องที่ธรรมดา ส่วนอีกครึ่งหนึ่งนักลงทุนกลับมองว่าเป็นเรื่องที่มีประโยชน์และชื่นชอบในการบรรยายของผู้เขียนมาก และผู้เขียนได้กลับไปคิดว่าความแตกต่างของนักลงทุนในบริษัทหลักทรัพย์แห่งนี้ ได้พบว่านักลงทุนครึ่งแรกเป็นนักลงทุนหน้าใหม่ที่ยังไม่มีประสบการณ์สักเท่าไรจึงคิดว่าการที่ผู้เขียนได้บรรยายไปนี้เป็นเรื่องที่ธรรมดาและไม่มีประโยชน์ และส่วนที่เหลืออีกครึ่งกับพบว่าเป็นนักลงทุนที่มีประสบการณ์ในการลงทุนเป็นเวลานานพอสมควร(ส่วนใหญ่จะซื้อขายหุ้นมากว่า 5 ปี) ดังนั้นการที่จะประสบความสำเร็จได้จึงต้องอาศัยประสบการณ์และเวลาในการลงทุน จึงได้มีผู้รู้ได้สรุป “สมการแห่งความสำเร็จ” ไว้ดังนี้
Success = Passion + Vision + Action
ความสำเร็จ = ความปรารถนา + วิสัยทัศน์ + การปฏิบัติ
ความสำเร็จจึงต้องมีองค์ประกอบ 3 ส่วน คือ
1.ต้องมีความปรารถนา (Passion) คือ เราจะต้องรู้จักตัวเองให้ดีเสียก่อนว่าตัวเองมีความใฝ่ฝันอะไร?
2.ต้องมีวิสัยทัศน์ (Vision) คือ ต้องรู้จักมองการณ์ไกล และรู้จักเตรียมพร้อมที่จะหาทางป้องกันหรือหาทางหนีที่ไล่เอาไว้ล่วงหน้า
3.การปฏิบัติหรือการลงมือทำ (Action) คือ เมื่อรู้แล้วจะต้องลงมือทำ เพราะถ้ารู้แล้วไม่ลงมือทำมันก็แค่ความฝัน
สรุป
การที่นักลงทุนจะลงทุนให้ประสบความสำเร็จนั้นไม่ใช่เรื่องที่ง่าย แต่ก็ไม่ยากสักเท่าไร แต่จะต้องใช้เวลาในการลงทุนที่จะลองผิดลองถูกอยู่เป็นเวลานาน และยิ่งอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ มานานก็จะมีประสบการณ์มากสำหรับการลงทุน
นางสาววราลักษณ์ พาดี รหัส 51127312012 การเงินการธนาคาร ปี3
ที่มาของบทความ siambizbook นำเรื่องมาจากผู้เขียนนิรนามที่ไม่ได้ลงชื่อไว้
เรื่อง เงิน10บาทกับกรอบความคิดที่ต่างกัน
ถ้าเรามีเงินอยู่ 10 บาท ไปซื้อของ 3 บาท จะได้รับเงินทอนเท่าไร
ครูคนหนึ่งตั้งคำถามกับเด็กว่า “ถ้าเรามีเงินอยู่ 10 บาท นำไปซื้อของ 3 บาท จะได้รับเงินทอนเท่าไร” เด็กส่วนใหญ่ตอบว่า “7 บาท” แต่มีเด็ก 2 คน ที่ตอบไม่เหมือนกับคนอื่น คนหนึ่งตอบว่า “2 บาทคะ” อีกคนหนึ่งตอบว่า “ไม่ต้องทอนครับ”
ครูถามเด็กคนแรกว่า ทำไมถึงได้เงินทอน 2 บาท คำตอบที่ได้คือ ในจินตนาการของเขา เขามีเหรียญห้าบาท 2 เหรียญ เมื่อซื้อของราคา 3 บาท เขาก็ให้เหรียญห้าบาทไป 1 เหรียญ ดังนั้น จึงได้รับเงินทอนมา 2 บาท
เมื่อถามเด็กคนที่สองว่า ทำไม ไม่ได้รับเงินทอนกลับมา เด็กคนนี้ไปคิดว่าเขามีเหรียญหนึ่งบาท ทั้งหมด 10 เหรียญ เมื่อซื้อของราคา 3 บาท เขาก็ส่งเหรียญหนึ่งบาทให้แม่ค้าไป 3 เหรียญ แม่ค้าจึงไม่ต้องทอนเงินให้เขา
โชคดีที่เป็นการถาม-ตอบในห้องเรียน ลองนึกดูสิครับว่า ถ้าโจทย์นี้ เป็นข้อสอบที่มีคำตอบเป็น ก-ข-ค-ง เด็ก 2 คนนี้ คงไม่ได้คะแนนจากคำตอบที่ผิดเพี้ยนไปจากคนส่วนใหญ่
การสร้างโจทย์ที่ “เสมือนจริง” ในจินตนาการของครู อาจถูกจำกัดเพียงแค่ “ตัวเลข” แต่สำหรับเด็ก จินตนาการของพวกเขาไร้กรอบ เงิน 10 บาท จึงสามารถเปลี่ยนเป็นเหรียญสิบบาท เหรียญห้าบาท หรือ เหรียญหนึ่งบาท
เมืองไทยมีเหรียญสองบาท เราจึงอาจได้คำตอบเพิ่มอีก 1 ตำตอบ คือได้เงินทอน 1 บาท
โลกในห้องเรียนกับโลกของความเป็นจริงนั้นแตกต่างกัน โลกในห้องเรียน ทุกคำถามส่วนใหญ่มีเพียง 1 คำตอบ แต่โลกของความเป็นจริง ทุกคำถามอาจมีคำตอบที่ถูกต้องได้เกิน 1 คำตอบ
ดูเผินๆ เรื่องข้างต้นอาจจะไม่เกี่ยวกับการวางแผนการเงินสักเท่าไร แต่หากคิดให้ลึกซึ้ง จะพบว่า ในโลกของความเป็นจริง ชองทางในการทำมาหากิน วิธีการเก็บออม หรือทางเลือกในการลงทุนมีหลากหลายมากมาย ขึ้นกับโอกาส สิ่งแวดล้อม ความชำนาญหรือความเหมาะสมของแต่ละบุคคล แต่หลักการพื้นฐานในการวางแผนยังคงเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง
เฉกเช่นเดียวกับตัวอย่างข้างต้น เรามีเงิน 10 บาท ซื้อของไปเพียง 3 บาท ย่อมมีเงินเหลือ 7 บาท แต่วิธีการจ่ายเงิน หรือวิธีการทอนเงินนั้น อาจแตกต่างกันไปในแต่ละคน แต่ละสิ่งแวดล้อม
ที่ปรึกษาการเงินที่ดีจึงควรชี้แนะเพียงหลักการกว้างๆ เพื่อให้ลูกค้านำไปปฏิบัติ เช่น การวางแผนให้เป็นรูปธรรม การกำหนดกรอบของเวลา หรือการกระจายความเสี่ยง การตัดสินใจแทนลูกค้าทั้งหมดโดยไม่ใส่ใจในข้อจำกัดของลูกค้า อาจนำความเสียหายมาให้โดยคาดไม่ถึง
สรุป
อย่ารีบตัดสินความผิดถูกของคนๆนั้น เพียงแค่คำตอบของเรา
อย่าหยุดความคิดสร้างสรรของคนๆนั้น ด้วยกรอบความคิดของเรา
หมายเหตุ ขอขอบคุณผู้เขียนนิรนาม ที่สามารถใช้ตัวอย่างเรื่องง่ายๆ แต่ให้ข้อคิดอย่างลึกซึ้ง ขอบคุณจริงๆ
นางสาวกุสุมา คำคล้าย รหัส 51127312035 การเงินการธนาคาร ปี3 ค่ะ
เลือกหุ้นเพื่อการลงทุน
ถ้าจะเลือกหุ้นเพื่อการลงทุน นอกเหนือจากความเป็นองค์กรที่ดีและความน่าเชื่อถือของผู้ถือหุ้นใหญ่แล้ว ที่สำคัญไปกว่าก็คือ “โอกาสในการเติบโตของกิจการ”
การถือหุ้นเป็นระยะเวลานาน ๆ นั้น ถ้ามุ่งประเด็นไปที่เงินปันผลมาก ๆ เช่น 7-8% ต่อปี ต่อให้บริษัทสามารถรักษาอัตราการจ่ายเงินปันผลให้อยู่ในระดับนั้นต่อไปได้จริงในอนาคต แต่ถ้ากิจการไม่มีการเติบโตผลตอบแทนของการถือหุ้นนั้นไว้เป็นระยะเวลานาน ๆ ก็แค่ท่ากับ 7-8% ต่อปีเท่านั้น แต่หากคิดถึงความเสี่ยงที่ต้องแบกรับจากการลงทุนในหุ้นซึ่งสูงกว่าการฝากธนาคารเป็นอย่างมากแล้ว ถือได้ว่าผลตอบแทน ต่ำกว่า การฝากธนาคาร การลงทุนในหุ้นจะต้องได้ผลตอบแทนอย่างน้อย 10 % ต่อปีจึงจะถือว่าชนะการฝากธนาคารจริง เงินปันผลเป็นส่วนหนึ่งของผลตอบแทนที่จะได้รับ แต่ไม่ใช้เป็นปัจจัยในการตัดสินใจในการเลือกหุ้นเลย เพราะผลตอบแทนที่คุณจะได้รับจากหุ้นจะมาจาก capital gain เป็นส่วนใหญ่ ผลตอบแทนที่ได้รับจากเงินปันผลนั้นถือว่าน้อยมาก ถ้าลองลองติดตามความเป็นไปของบริษัทจำนวนมากจะพบว่าหลายบริษัทจะมีช่วงระยะเวลาหนึ่งที่สามารถรักษาอัตราการเติบโตให้อยู่ในระดับสูงเป็นระยะเวลานานได้ หลังจากนั้นจะกลับสู่ภาวะปกติที่มีการเติบโตในระดับธรรมดา ๆ ที่ไม่น่าสนใจ นักลงทุนที่สามารถเข้าลงทุนได้ทันในช่วงเวลาที่ว่านั้นจะได้รับผลตอบแทนที่สูงมากจากการถือหุ้นนั้นไว้นาน ๆ โดยที่ไม่จำเป็นต้องอาศัยการซื้อ ๆ ขาย ๆ ให้ได้ผลตอบแทนสูงเลย การเลือกหุ้นเพื่อการลงทุน นั้นก็ต้องมีจุดมุ่งหมายที่จะแสวงหาโอกาสในลักษณะนี้นี่แหละ พวก growth investors อยากให้หุ้นทุกตัวในพอร์ตของเขามีแต่หุ้นที่กำลังอยู่ในช่วงเวลาแบบนี้ของมันตลอดเวลา
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้บริษัทเข้าสู่ช่วงเวลาที่ว่านั้น ต้องเกิดจากปัจจัยสองอย่างที่เกื้อหนุนกันพอดี หนึ่ง คือ อุตสาหกรรมของบริษัทกำลังมี Demand trend ที่ดี และสอง คือ บริษัทมีข้อได้เปรียบคู่แข่งที่ชัดเจน ในช่วงที่ปัจจัยทั้งสองเกื้อหนุนกันอย่าง นี้มาก ๆ บริษัทจะเติบโตได้อย่างที่คาดไม่ถึงเลยทีเดียว อย่างในกรณี ปตท.สผ. ความต้องการพลังงานของโลกที่เพิ่มขึ้นได้ทำให้ราคาพลังงานสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกัน บริษัทก็สร้างศักยภาพในการเป็น Oil operator ขึ้นมาได้ทันโอกาสในการแสวงหาการเติบโตในต่างประเทศพอดี เป็นต้น
เครดิต: พ็อกเกตบุ๊ก 35 ไอเดียการลงทุนในตลาดหุ้นไทย โดย สุมาอี้
นางสาวธุมวดี พันธา รหัส51127312021 การเงินการธนาคาร
เครดิต: พ็อกเกตบุ๊ก 35 ไอเดียการลงทุนในตลาดหุ้นไทย โดย สุมาอี้
Are you solvent?
ในความคิดของนักลงทุนตอนนี้คงมีอยู่สองแบบ คนที่ไม่มีเงิน แต่มีหุ้นอยู่เต็มพอร์ตไปหมด เพราะซื้อมาตลอดทาง กำลังรู้สึกเสียดายอย่างมากว่าเวลานี้ไม่เหลือเงินสดแล้ว มิฉะนั้นจะไล่ซื้อหุ้นให้หมด ส่วนคนที่ตอนนี้ยังมีเงินสดเหลืออยู่ก็กำลังง่วนอยู่กับการคิดว่าจะซื้อหุ้นตัวไหนดี โอกาสทองเยอะแยะเต็มไปหมดจนเลือกไม่ถูกเลย สรุปว่า ทุกคนกำลังคิดเรื่องซื้อหุ้น
สถานการณ์โลกเวลานี้เรียกได้ว่าเป็นวิกฤตการเงิน จึงไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเศรษฐกิจโลกในช่วงต่อไป มีโอกาสที่เราจะได้เห็นสภาพเลวร้ายขนาดที่เราไม่สามารถจินตนาการล่วงหน้าไปได้ เพราะมันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ในสถานการณ์แบบนี้ ก่อนที่นักลงทุนจะตัดสินใจนำเงินทั้งหมดที่ตนมีอยู่ซื้อให้หมด เพราะมองว่าเป็นโอกาสทองแล้วนั้น นักลงทุนน่าจะตั้งคำถามกับตนเองก่อนว่า ถ้าหากในช่วง 5 ปี ข้างหน้า สถานการณ์เลวร้ายกว่าที่คิด คิดว่าไม่น่าถึงขั้นตกงานแต่ดันตกงานแล้วเราจะเอาตัวรอดได้หรือไม่ ถ้าสมบัติส่วนใหญ่ของเราอยู่ในตลาดหุ้น ซึ่งถ้าขายออกมาก็จะขาดทุนมาก
โดยธรรมชาติแล้ว ตลาดหุ้นมักจะเปลี่ยนระดับที่มักเคลื่อนไหวไปแบบถาวรทุก 5-6 ปี ตลาดหุ้นไทยเปลี่ยนไปเคลื่อนไหวอยู่ในระดับใหม่ที่ต่างจากในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา หุ้นคอยมองหาระดับใหม่ที่เหมาะสมของมันอยู่เสมอไปเรื่อย ๆ โดยไม่สนใจว่ามันเคยอยู่ที่ใดในอดีตแต่นักลงทุนเองต่างหากที่เป็นฝ่ายคิดไปเองว่าหุ้นที่ตกมาก ๆ แล้วในที่สุดจะต้องกลับมาที่เดิมได้ จุดอ่อนของนักลงทุนคือการยึดติดอยู่กับราคาในอดีต
เรื่องที่แปลกอีกอย่างหนึ่งของตลาดหุ้นก็คือ ตลาดหุ้นมักเคลื่อนไหวไปก่อนเศรษฐกิจ บางครั้งเรารู้สึกว่าเศรษฐกิจไม่เห็นเป็นอะไรเลย ทำไมตลาดหุ้นถึงได้ตกเยอะจัง แต่หลังจากนั้น 6-12 เดือน เราก็พบกับความประหลาดใจว่าตลาดหุ้นรู้ล่วงหน้าได้อย่างไรว่าสภาพเศรษฐกิจกำลังจะเปลี่ยนไปมากขนาดนี้ financial market นั้นเลื่อนไหวได้เร็วกว่า real market มาก เพราะแค่กดปุ่มเดียวก็ขายของมูลค่าเป็นพันล้านได้แล้ว ในขณะที่เศรษฐกิจจริง ๆนั้นกว่าจะตกลงราคากันได้ต้องใช้เวลานาน
นางสาวจามจุรี ศรีสวัสดิ์ รหัส 51127312019 การเงินการธนาคาร
ชื่อหนังสือ โลกของนีโม ผู้เขียน ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
สรุปสาระสำคัญ
นานมาแล้ว ผมยังจำได้ว่า ในตลาดหุ้นไทยมีคนเปรียบเปรยคนที่เล่นหุ้นในตลาดว่าเหมือนฝูงปลาที่ว่ายไปตามลำน้ำหาอาหารกิน โดยปลาตัวใหญ่เปรียบเหมือนนักลงทุนรายใหญ่ที่มักจะเป็นตัวนำ และนักเล่นหุ้นรายย่อยซึ่งเปรียบเสมือนปลาตัวน้อยที่มักจะว่ายตามคอยเก็บกินเศษอาหารที่หลงเหลือมาจากปลาตัวใหญ่ ในยามที่อาหารเหลือเฟือหรือในช่วงที่ตลาดบูม ปลาทุกตัวต่างก็อิ่มหนำสำราญ แต่เมื่ออาหารหมดหรือหุ้นซบเซา ปลาตัวใหญ่ก็จะหันกลับมาจับปลาตัวน้อยกินเป็นอาหารแทน ข้อสรุปก็คือ ปลาตัวเล็กนั้น ถ้าโชคดีก็จะได้เศษอาหาร แต่ถ้าโชคร้ายก็กลายเป็นเหยื่อ
ข้อความข้างต้นนั้น เป็นคำบรรยายสำหรับคนเล่นหุ้นรายย่อยที่ชอบตามแห่ เล่นตามรายใหญ่ และเป็นคำเปรียบเปรยที่ใช้กันในสมัยที่ตลาดหุ้นไทยยังไม่รู้จักคำว่า Value Investment แต่ในปัจจุบัน เรามี Value Investor ซึ่งในความคิดของผมมักจะเป็นนักลงทุนรายย่อย เป็นปลาตัวเล็กสายพันธุ์ใหม่ที่ไม่ว่ายตามปลาตัวใหญ่ในการหาอาหารกิน แต่เป็นปลาตัวเล็กที่ชอบหาอาหารตามแหล่งที่อยู่ในซอกมุม ในเขตน้ำตื้นที่ปลาตัวใหญ่มักมองไม่เห็น หรือถึงจะเห็นก็ไม่สามารถว่ายเข้าไปหาอาหารกินได้ และถึงจะคิดว่ามีอาหารอันโอชะมันก็ไม่มีประโยชน์ เพราะปริมาณอาหารที่มีนั้น น้อยเกินกว่าที่จะป้อนปลาตัวใหญ่ให้อิ่มได้
มาตรฐานของ Value Investor โดย ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
ผมเป็น Value Investor มานาน และเมื่อมองย้อนหลังกลับไปก็พบว่าความคิดและมุมมองของตนเองเกี่ยวกับธุรกิจและการใช้ชีวิตส่วนตัวโดยเฉพาะทางด้านการเงินเปลี่ยนแปลงไปมาก พูดให้ชัดเจนก็คือ มาตรฐานในการพิจารณาให้เกรดกิจการต่าง ๆ สูงขึ้นเรื่อย ๆ ตรงกันข้าม การใช้เงินและบริโภคส่วนตัวเน้นคุณค่ามากขึ้น เช่นเดียวกับอีกหลาย ๆ เรื่องที่หนีห่างจากมาตรฐานของสังคมออกไป
เหตุผลที่ทำให้ความคิดเปลี่ยนแปลงนี้ผมคิดว่ามาจากการที่ได้เห็น ได้ศึกษา วิเคราะห์กิจการต่าง ๆ มากมาย และได้ลงทุนซื้อหุ้นในบริษัทจำนวนมากโดยอิงหลักการของ Value Investment ซึ่งในระหว่างกระบวนการเหล่านี้มันช่วยสอนให้รู้ว่าหุ้นและบริษัทแบบไหนเป็นของดีซื้อแล้วได้กำไร แบบไหนลงทุนแล้วขาดทุน สอนให้รู้ว่าความเสี่ยงนั้นคืออะไร และสอนให้จิตใจมีความสุขุมมั่นคงในสังคมที่สับสนวุ่นวายและบ่อยครั้งไร้เหตุผลของผู้คนในตลาดหลักทรัพย์
ก่อนที่จะเป็น Value Investor ผมเคยลงทุนในกิจการบางอย่างโดยไม่ได้คิดอะไรอย่างรอบคอบ มองเห็นแต่อนาคตและผลตอบแทนที่สวยหรูจากกิจการที่อยู่ใน “ ธุรกิจแห่งอนาคต ” แต่ตัวบริษัทมีองค์ประกอบของความสำเร็จเพียงน้อยนิด โชคดีที่เป็นการลงทุนจำนวนน้อย บทเรียนที่ได้จึง “ ไม่แพงจนเกินไป ” ผมเคยมีหน้าที่การงานที่ต้องเกี่ยวข้องกับการดูผลการดำเนินงานและฐานะการเงินของบริษัทต่าง ๆ มากมายเป็นเวลานับสิบ ๆ ปี ก่อนที่จะเป็น Value Investor นั้น ดูเหมือนว่าเกือบทุกบริษัทก็ดูดีใช้ได้ไปหมด ต่อมาเมื่อเป็น Value Investor ใหม่ ๆ บริษัทเหล่านั้นดูเหมือนว่าจะมีจุดอ่อน หลาย ๆ บริษัทไม่ดีหรือไม่แข็งแรงพอที่จะเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย ตอนหลังเมื่อกลายเป็น Value Investor ที่มุ่งมั่นและผ่านประสบการณ์มามากขึ้น ผมก็แทบจะหาบริษัทที่ดูดีไม่ได้เลย
ก่อนที่จะเป็น Value Investor ผมเห็นนักธุรกิจหรือเจ้าของกิจการบริหารงานโดยใช้วิธีการใต้โต๊ะเอาเปรียบคนอื่น รายงานตัวเลขที่ไม่เป็นจริง ตัดสินใจทางธุรกิจอย่างสุ่มเสี่ยงโดยใช้เงินของคนอื่น ทุกสิ่งที่ทำนั้นลึกลับซับซ้อนเหมือนอยู่ในมุมมืดและผมก็ไม่รู้สึกอะไร ผมคิดว่านั่นคือ “ ธุรกิจ ” เป็นเรื่องธรรมดาในสังคมไทย แต่เมื่อเป็น Value Investor แล้ว ผมรู้สึกว่าผมไม่สามารถที่จะรับกับพฤติกรรมที่ไม่โปร่งใสได้ เพราะฉะนั้นผมจึงระมัดระวังมากที่จะลงทุนในบริษัทที่ผมไม่แน่ใจว่าบริษัทมีบรรษัทภิบาลที่ดีแม้ว่าจะเป็นหุ้นที่น่าสนใจมากในแง่ของตัวกิจการและราคาหุ้น ผมมักจะตื่นเต้นเมื่อผู้บริหารหรือเจ้าของกิจการเสนอแผนการและประมาณการที่สดใสของบริษัทหลังจากที่กิจการเริ่มดีขึ้นมีกำไรอย่างก้าวกระโดดแม้ว่ากำไรจะยังน้อยนิด แต่เมื่อนำไปประกอบกับภาวะของอุตสาหกรรมที่สดใสแล้วดูเหมือนว่าหนทางข้างหน้าของบริษัทจะปูด้วยกลีบกุหลาบ นั่นเป็นความคิดก่อนที่ผมจะเป็น Value Investor เดี๋ยวนี้ผมไม่รู้สึกตื่นเต้นกับบริษัทที่มีประวัติดีย้อนหลังเพียงแค่ “ ปีที่แล้ว ” แต่มี “ อนาคตที่สดใส ” ยาวมาก มาตรฐานของผมก็คือบริษัทจะต้องดีต่อเนื่องมานานและอนาคตก็จะดีเหมือนเดิมต่อไปอีกนาน
ปี 2548 ที่เพิ่งผ่านมานั้น ในโลกของการเล่นหุ้นเก็งกำไร ผมแน่ใจว่านักเล่นหุ้นเก็งกำไรรายย่อยน่าจะโชคร้ายตกเป็นเหยื่อของนักเล่นหุ้นรายใหญ่ เพราะ “อาหาร” ในตลาดหุ้นนั้นขาดแคลนโดยเฉพาะในส่วนของหุ้นเก็งกำไรทั้งหลายซึ่งวิ่งลงใต้กันเป็นส่วนใหญ่ ส่วนปลาตัวใหญ่ที่เป็นขาใหญ่นั้นผมเองก็เชื่อว่าส่วนใหญ่คง “อดอยาก” อยู่เหมือนกัน ดูจากราคาหุ้นส่วนใหญ่ที่ไม่ได้วิ่งไปไหน ในโลกของการลงทุนซึ่งปลาใหญ่น่าจะเป็นนักลงทุนต่างประเทศและกองทุนรวมและสถาบันการลงทุนทั้งหลาย ส่วนปลาเล็กก็คือ Value Investor และนักลงทุนรายย่อยที่ระมัดระวังอื่น ๆ ปีที่ผ่านมาดูเหมือนว่าจะเป็นปีทองของหุ้นพลังงานโดยเฉพาะหุ้น ปตท. และ ปตท.สผ. ซึ่งให้กำไรแก่นักลงทุนโดยเฉพาะรายใหญ่ถึง 30.6% และ 62.8% ตามลำดับ และช่วยให้ดัชนีตลาดหุ้นปี 2548 ที่ควรจะติดลบ กลับมาเป็นบวก 46 จุด หรือให้ผลกำไรประมาณ 6.8% จนมีการพูดกันว่า ถ้าใครไม่ได้ลงทุนในหุ้นยักษ์ 2 ตัวนี้จะมีโอกาสขาดทุนสูงมาก และคนที่ลงทุนในหุ้น 2 ตัวนี้น่าจะได้กำไรเป็นกอบเป็นกำ
แต่ช้าก่อน ในซอกหลืบของตลาดหุ้นยังมีหุ้นตัวเล็กที่มีคุณภาพสูง ความเสี่ยงต่ำ แต่มีขนาดของกิจการและปริมาณการซื้อขายหุ้นเพียงพอสำหรับนักลงทุนรายย่อยที่มองหาคุณค่าอย่าง Value Investor หลายตัวที่ให้ผลตอบแทนโดดเด่นน่าประทับใจในปี 2548 และทำให้นักลงทุนหลายคนได้ผลตอบแทนที่ดีในตลาดแม้ว่าจะไม่ได้ลงทุนในหุ้นที่เป็นดาราของตลาดอย่างหุ้นพลังงานเลย หุ้นเหล่านี้ที่พอจะยกเป็นตัวอย่างก็เช่น :หุ้นในกลุ่ม Modern Trade หรือค้าปลีกสมัยใหม่ เช่น หุ้นห้างสรรพสินค้าโรบินสัน (ROBINS) ให้ผลตอบแทนในปี 2548 ถึง 125.4% หุ้นโฮมโปรดักส์เซ็นเตอร์ (HMPRO) ให้ผลกำไร 80.5% หุ้นบิ๊กซี ซุปเปอร์เซ็นเตอร์ (BIGC) บวก 64% หุ้นโรงแรมและฟาสต์ฟูด ได้แก่ หุ้น ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT) ให้ผลตอบแทนถึง 122.4% หุ้นโรงแรมเซ็นทรัล พลาซา (CENTEL) ให้ผลตอบแทน 56.1% หุ้นโรงพยาบาลที่โดดเด่นอย่างบำรุงราษฎร์ (BH) ให้ผลตอบแทน 92.8% เช่นเดียวกับหุ้นโรงพยาบาลกรุงเทพ (BGH) ที่บวกไป 43.6% หรือแม้แต่หุ้นอสังหาริมทรัพย์ที่มีรายได้จากการให้เช่าแน่นอนอย่างหุ้นเซ็นทรัลพัฒนา (CPN) ก็ให้ผลตอบแทนถึง 71.4% เช่นเดียวกับหุ้นไทคอน (TICON) ที่บวกไป 53.4% ยังมีหุ้นเล็กที่ให้ผลตอบแทนสูงอีกหลายตัวที่อยู่ในจอเรดาร์ของนักลงทุนรายย่อยที่ค้นหาคุณค่าในสิ่งที่นักลงทุนรายใหญ่และคนในแวดวงการลงทุนไม่สนใจที่ผมไม่สามารถจาระไนได้หมด แต่มองเฉพาะหุ้นที่ผมกล่าวถึงข้างต้นก็ดูเหมือนว่านักลงทุนรายย่อยมีทางทำกำไรได้มากมายในปี 2548 โดยไม่ต้องสนใจหุ้นซุปเปอร์สตาร์อย่าง ปตท. หรือปตท.สผ. เลย กำไรที่เรียกว่ามหัศจรรย์ของหุ้นยักษ์ 2 ตัวนั้น ว่าไปแล้วก็เป็นเรื่องมหัศจรรย์เฉพาะในสายตาของนักลงทุนสถาบันรายใหญ่เท่านั้น แต่สำหรับ Value Investor หลายคน นั่นคือกำไรแบบเด็ก ๆ ที่ไม่ต้องเสียดายถ้าไม่ได้ลงทุน
พูดถึงเรื่องปลาตัวเล็ก ทำให้ผมนึกถึงเรื่องของปลาน้อยนีโมที่อาศัยความฉลาดเอาตัวรอดมาได้ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก บางทีน่าจะฟังเท่ดีถ้าเราจะเรียกนักลงทุนรายย่อยที่ชาญฉลาดเอาตัวรอดได้เหล่านี้ว่าเป็นนักลงทุนนีโมน้อยของตลาดหุ้นไทย
หนังสือ อสังหาฯ กับข้อพิจารณาในการลงทุน ที่มา : ธรรมนิติ โดย ดุลยทัศน์ พืชมงคล
การลงทุนโดยทั่วไปจะให้ผลตอบแทนกลับมายังผู้ลงทุนใน 2 ลักษณะ หนึ่งคือ ผลตอบเทนที่ได้รับกลับมาในรูปของ Capital Gain หรือมูลค่าเพิ่มจากทุนหรือสินทรัพย์ที่นำไปลงทุน เช่นมูลค่าเพิ่มของทองคำ หรือราคาหุ้นที่เพิ่มสูงขึ้น เป็นต้น และสองคือ ผลตอบแทนที่อยู่ในรูปของ Cash flow หรือรายได้ เช่น ดอกเบี้ย หรือเงินปันผล มีการลงทุนเพียงไม่กี่ชนิดที่จะสามารถให้ผลตอบแทนการลงทุนที่กลับมายังผู้ลงทุนพร้อมกันทั้งในแบบ Capital Gain และ Cash flow
การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เป็นหนึ่งในการลงทุนไม่กี่ประเภทที่เข้าลักษณะดังกล่าว เพราะการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์โดยเฉพาะเพื่อการเช่ามีโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนทั้งในรูปของรายได้ค่าเช่าและอาจรวมถึงมูลค่าเพิ่มของตัวอสังหาริมทรัพย์นั้นๆ การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เพื่อการเช่าจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการลงทุนที่ได้รับความนิยมมาทุกยุคทุกสมัยตั้งแต่ในอดีตจนกระทั่งถึงปัจจุบัน
ข้อดีของการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์นั้นมีด้วยกันหลายประการ เรื่องของผลตอบแทนทั้งสองด้านดังที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเหตุผลสำคัญที่สุดประการหนึ่ง นอกเหนือไปจากเรื่องของความสามารถในการรักษามูลค่าของสินทรัพย์ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะในภาวะการณ์ที่มูลค่าของเงินมีค่าเล็กลงจากปัจจัยหลายๆอย่างทางเศรษฐกิจ เนื่องจากอสังหาริมทรัพย์โดยมากมักจะมีมูลค่าปรับตัวสูงขึ้นไปได้ตามสมควรภายใต้ภาวะการณ์ต่างๆ ในขณะที่เงินสดหรือสินทรัพย์บางชนิดมีมูลค่าลดน้อยถอยลงทุกปี
ดังนั้นสำหรับนักลงทุนที่สามารถคัดสรรลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่ดีแต่ยังคงมีราคาที่ต่ำกว่าความเป็นจริงได้ จึงเป็นการแสวงหาโอกาสในการสร้างผลตอบแทนหลายต่อพร้อมกันไปในตัว
ยกตัวอย่างเช่น หากอัตราซื้อขายคอนโดมิเนียมที่ก่อสร้างในปัจจุบันเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 20,000 บาทต่อตารางเมตร แต่นักลงทุนสามารถซื้อหาคอนโดฯที่มีสภาพดีและมีแนวโน้มที่จะดียิ่งขึ้นในอนาคตอันใกล้ได้ในราคา 15,000 บาทต่อรางเมตร ก็หมายความว่านักลงทุนได้รับส่วนต่างจากการลงทุนตามมูลค่าจริงในปัจจุบันไปแล้ว 5,000 บาทต่อตารางเมตรโดยประมาณ ซึ่งถ้าคอนโดฯที่ซื้อมีขนาดประมาณ 30 ตารางเมตร ก็เท่ากับว่า มีส่วนต่างจากมูลค่าจริงในปัจจุบันไปแล้วกว่า 150,000 บาท
ในประเด็นนี้แม้จะเป็นมูลค่าเพิ่มที่มองไม่เห็นได้อย่างเด่นชัดเป็นรูปเป็นร่าง แต่ก็พอที่จะสรุปได้ว่า การลงทุนดังกล่าวมีโอกาสอันดีที่จะสร้าง Capital Gain และ Cash flow ได้อย่างคุ้มค่า ทั้งในระยะใกล้อันเนื่องจากผลตอบแทนจากการเช่า และในอนาคตในรูปของราคาซื้อขายที่อาจปรับตัวสูงขึ้นเทียบเท่าราคามาตราฐานหรือเกินกว่านั้น
หลายคนอาจจะตั้งข้อสังเกตว่า คอนโดฯที่มีราคาต่ำกว่าราคาที่ซื้อขายกันทั่วไปตามท้องตลาด มักจะเป็นคอนโดฯที่อยู่ในทำเลที่ไม่ดีนักหรือไม่ก็เป็นคอนโดฯที่ค่อนข้างเก่า จึงไม่น่าจะสามารถนำเปรียบเทียบกันได้กับราคาซื้อขายของคอนโดฯใหม่ๆที่กำลังก่อสร้างหรือเพิ่งสร้างเสร็จในปัจจุบัน
กล่าวโดยพื้นฐาน ข้อสังเกตดังกล่าวก็เป็นข้อเท็จจริงที่ถูกต้องเป็นการทั่วไป แต่นักลงทุนบางส่วนก็มักจะให้คำตอบที่น่าสนใจรับฟังเช่นกันว่า การลงทุนในคอนโดฯอาจไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเลือกหาลงทุนเฉพาะกับคอนโดฯที่สร้างขึ้นใหม่เสมอไป แต่นักลงทุนโดยเฉพาะนักลงทุนรายย่อยอาจมุ่งเน้นการลงทุนไปที่คอนโดฯ ในย่านทำเลที่ดีและมีโอกาสเติบโตสร้างมูลค่าเพิ่มในอนาคตอันใกล้ ที่สร้างเสร็จแล้วในระยะเวลาที่เหมาะสมช่วงหนึ่งหนึ่งเช่น 4-8 ปีก็เป็นได้
เหตุผลก็คือคอนโดฯที่สร้างเสร็จมาแล้วเป็นระยะเวลาประมาณ 4-8 ปี นั้น ง่ายและชัดเจนกว่าในการที่นักลงทุนจะพิจารณาตัดสินใจว่าคอนโดฯแห่งนั้น มีโอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่มธุรกิจและความสามารถในการปล่อยเช่ามากน้อยแค่ไหน ตลอดจนมีการบริหารจัดการและสภาพความเป็นอยู่ของผู้คนในคอนโดฯที่เป็นอยู่ดีร้ายประการใด ซึ่งในเรื่องดังกล่าวมีความแตกต่างไปจากคอนโดฯ ที่สร้างใหม่ ซึ่งยังอาจจะต้องใช้เวลาอีกไม่น้อยที่จะสามารถพิสูจน์ได้ว่าจะเป็นหน่วยการลงทุนที่สามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีจริงดังที่คาดคิดเอาไว้หรือไม่
ที่กล่าวมาคือด้านบวกของการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์โดยเฉพาะคอนโดฯซึ่งมีความคล่องตัวในการลงทุนมากกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับอสังหาริมทรัพย์ชนิดอื่นๆ เช่น บ้านเดี่ยวหรือที่ดินเปล่า ซึ่งมีต้นทุนของการลงทุนที่อยู่ในระดับสูง สำหรับประเด็นในด้านลบและข้อควรระวังของการลงทุนในอสังหาริมรัพย์ก็มีอยู่หลายประการที่ควรทราบเช่นเดียวกัน
ประการแรก การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เป็นการลงทุนที่มีสภาพคล่องที่ต่ำเนื่องจากอสังหาริมทรัพย์จะสามารถแปรเป็นเงินสดได้ยากและช้ากว่าเมื่อเปรียบเทียบกับการลงทุนหรือการออมในรูปของเงินฝาก เงินลงทุนในกองทุน หุ้น หรือทองคำ ในประการนี้จึงมีข้อสังเกตว่า การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์นั้น นักลงทุนจะต้องเป็นผู้ที่สามารถรักษาสภาพคล่องของตนเองได้ดีพอสมควร เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์ทางการเงินที่บีบรัดในบางช่วงเวลา ส่งผลให้นักลงทุนต้องยอมจำหน่ายจ่ายโอนอสังหาริมทรัพย์นั้นๆไปในราคาที่ต่ำกว่าที่มันควรจะเป็น
นอกจากนี้ การถือครองอสังหาริมทรัพย์ใช่ว่าจะเป็นเรื่องที่การันตีได้ 100% ว่า มูลค่าของอสังหาริมทรัพย์นั้นๆ จะไม่มีทางปรับตัวลงไม่ว่าจะในสภาวะการณ์ใดๆ บทเรียนจากวิกฤติเศรษฐกิจเมื่อสิบปีก่อน ชี้ชัดว่าในห้วงเวลาที่สถานการณ์ทางเศรษฐกิจทรุดหนักลงมากจนถึงระดับหนึ่ง ราคาของอสังหาริมทรัพย์ก็หลีกไม่พ้นที่จะปรับตัวลดลงไปอย่างไม่มีทางเลี่ยง (แต่ทั้งนี้ก็มีเหตุผลที่ฟังได้ว่ามูลค่าของอสังหาริมทรัพย์ในขณะนั้น อย่างไรเสียก็ยังลดน้อยถอยลงต่ำกว่ามูลค่าของเงินบาทอยู่พอสมควร)
ในเรื่องของผลตอบแทนจากการเช่า การให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบันไม่ใช่เรื่องง่ายชนิดไร้การแข่งขันดังเช่นในอดีตอีกต่อไป แม้ว่าความต้องการในการมองหาที่อยู่อาศัยในปัจจุบันยังไม่มีแนวโน้มลดลง แต่ในแหล่งทำเลที่เป็นชุมชนต่างๆ ก็มีจำนวนอพาร์ตเม้น คอนโดมิเนียม และหอพัก ใหม่ๆเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก จึงเป็นเหตุให้เกิดปรากฎการณ์การแข่งขันเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งจำนวนผู้เช่าเกิดขึ้นในทุกพื้นที่ที่เป็นแหล่งชุมชน ซึ่งในท้ายที่สุดอาจส่งผลกระทบเนื่องต่อเนื่องไปสู่นักลงทุนในแง่ของโอกาสที่เปิดกว้างสำหรับผู้เช่าที่จะมีทางเลือกในการตัดสินใจมากขึ้น และนั่นก็หมายถึงความเสี่ยงในการลงทุนที่อาจไม่ได้รับผลตอบแทนจากการเช่าอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย เนื่องจากการเกิด Over supply ในหลายพื้นที่ ตลอดจนการหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงที่อยู่ของผู้เช่าไปสู่ที่พักอาศัยใหม่ๆที่สมบูรณ์พร้อมกว่า
ทั้งนี้ยังไม่รวมไปถึงทิศทางหรือแนวโน้มที่บุคคลเริ่มที่จะหันมาให้ความสนใจที่เป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์นั้นๆเองแทนการเช่า โดยมีบริการทางการเงินที่จูงใจของสถาบันการเงินต่างๆในปัจจุบัน เป็นปัจจัยที่เอื้ออำนวยและกระตุ้นการตัดสินใจ
อีกประการหนึ่งเป็นเรื่องของการค่าใช้จ่ายต่างๆที่เกี่วข้องการการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการดูแลรักษา ซ่อมบำรุง และอาจรวมไปถึงต้นทุนของการลงทุนในเฟอร์นิเจอร์ เครื่องปรับอากาศ และเครื่องใช้ไม้สอยต่างๆที่จำเป็นสำหรับอสังหาริมทรัพย์นั้นๆ
นอกจากนี้ยังมีอีกปัจจัยหนึ่งที่ไม่ควรละเลยก็คือเเรื่องของภาระภาษีที่มักจะถูกหลงลืมหยิบยกขึ้นมาคำนวณผลตอบแทนของนักลงทุนบางส่วน
ประการสุดท้ายคือเรื่องของการที่นักลงทุนจะต้องทำใจยอมรับกับความเป็นจริงของการลงทุนประเภทนี้ด้วยว่าเป็นการลงทุนที่ มีรายละเอียดถี่ถ่วน และมีปัญหาหยุมหยิมเกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นน้ำไม่ไหล ไฟดับ เบี้ยวค่าเช่า และบางครั้งอาจจะถึงขั้นต้องแปรสภาพจากนักลงทุนมาเป็นผู้ไกล่เกลี่ยปัญหาครอบครัว ก็มีตัวอย่างเกิดขึ้นกันมาแล้วนักต่อนัก
จึงอาจกล่าวได้ว่างการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์นั้น แม้จะเป็นการลงทุนที่ดี แต่ก็มีปัจจัยที่ไม่ควรมองข้ามอีกมากมายหลายชนิดเช่นเดียวกัน กล่าวคือนักลงทุนนอกจากจะต้องเตรียมเงินแล้ว ยังจะต้องเตรียมข้อมูล และเตรียมใจให้พร้อมอยู่เสมอ.
นางสาว อภิรนันท์ สุขนา รหัส 51127312033 เอก การเงินการธนาคาร ปี3
นักลงทุนกับนักธุรกิจ
ว่ากันว่านักลงทุนแนวปัจจัยพื้นฐานคือคนที่มองการลงทุนในหุ้นเหมือนเป็นการลงทุนในธุรกิจ นักลงทุนกับนักธุรกิจจริง ๆนั้นมีวิธีคิดบางอย่างที่ไม่เหมือนกัน
นักลงทุนเชื่อมั่นในพลังมหัศจรรย์ของการทบต้น การทบต้นต้องอาศัยความนาน พวกเขาจึงให้ความสำคัญกับการถือหุ้นไว้ให้นานและมากที่สุด มีเงินเท่าไรก็จะพยายามรีบใส่เข้าไปในตลาดหุ้นเพื่อให้เม็ดเงินและระยะเวลาที่ลงทุนตลอดชีวิตมีค่ามากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ในขณะที่นักธุรกิจจะชอบลงทุนเมื่อมองเห็นโอกาสเท่านั้น ถ้ามองไปข้างหน้าแล้วไม่ดีนักธุรกิจจะชะลอการลงทุน
ตลาดหุ้นคือสถานที่ซึ่งนักธุรกิจนำธุรกิจของตนมาขายให้นักลงทุน นักธุรกิจจะแบ่งกำไรของบริษัทให้พองโตที่สุด 2-3 ไตรมาสก่อนเข้าตลาดเพื่อให้จะขายหุ้นจองได้ในราคาที่สูงที่สุด หรือถ้าธุรกิจที่ไม่มีทางโตได้อีกแล้วจริง ๆ ก็ต้องเร่งให้ลูกค้าเจ้าเก่าช่วยกันซื้อสินค้าไปตุนไว้ล่วงหน้าเพื่อให้ยอดขายไตรมาสสุดท้ายก่อนเข้าตลาดดูดีเป็นพิเศษ เรื่องพวกนี้ว่าไม่ได้เพราะใคร ๆ ก็อยากขายธุรกิจที่ตนสร้างมากับมือให้ได้ราคาสูงที่สุด จะเห็นได้ว่า นักธุรกิจจะพยายามขายทิ้งธุรกิจที่โตถึงขีดถึงขีดสุดแล้ว ส่วนธุรกิจที่ยังโตได้อีกจะยังถือไว้เอง เพื่อปั้นให้โตจนเต็มที่สุดแล้วค่อยนำไปcash out ในตลาดในขณะที่นักลงทุนมักอยากซื้อธรกิจที่ mature แล้วธุรกิจที่ยังอยู่ในช่วงขยายตัวนั้นจะเป็นธุรกิจที่นักลงทุนมักไม่ค่อยสนใจเพราะมองว่าเสี่ยงสูงจ่ายปันผลไม่น้อย ด้วยเหตุนี้นักธุรกิจกับนักลงทุนจึงเป็นผู้ซื้อผู้ขายที่ลงตัวเพราะคนหนึ่งต้องการ cash out ธุรกิจที่อิ่มตัวแล้วเพื่อเอาสภาพคล่องไปปั้นธุรกิจอื่นที่ยังโตได้อีก ส่วนอีกคนหนึ่งก็ต้องการซื้อธุรกิจที่อิ่มตัว ตลาดหุ้นก็เลยเต็มไปด้วยนักธุรกิจที่เอาธุรกิจที่อิ่มตัวแล้วมาขายคนส่วนมาก ตลาดหุ้นไทยจึงไม่ได้ทำหน้าที่ของมันในการระดมทุนเพื่อไปขยายกิจการ ทั้งนี้ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความต้องการของนักลงทุนส่วนใหญ่เอง
วิธีคิดของนักลงทุนอีกอย่างหนึ่ง คือ นักลงทุนซื้อหุ้นแล้วชอบมีความรู้สึกว่าตัวเองเป็นเจ้าของบริษัทในขณะที่ปกติแล้วนักธุรกิจจะรู้สึกว่าตัวเองเป็นเจ้าของก็ต่อเมื่อตนเองได้ถือหุ้นเสียงข้างมากเท่านั้น ในขณะที่นักลงทุนในตลาดซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นส่วนน้อยกับรู้สึกชอบที่จะฟูมฟักความรู้สึกเป็นเจ้าของให้กับตนเองทั้งที่ตนเองนั้นก็ไม่มี control อะไรเลย
ที่มา: พ็อกเกตบุ๊ก 35 ไอเดียการลงทุนในตลาดหุ้นไทย โดย สุมาอี้
นางสาวปภัสสร กวางเส็ง 51127312021 การเงินการธนาคาร
หนังสือ เรื่องเล่าคนล่าห่าน บทที่ 7 การลงทุนระยะยาว
การลงทุนระยะยาว
“ยังคิดเรื่องอู่อยู่รึ…เฮียว่าเป็นแบบนี้ก็ดีแล้วนะ อ๋าจะได้ทำในสิ่งที่อยากจะทำแล้วไม่ต้องกังวลให้มากไป เฮียแค่มาดูแลแทนอ๋าชั่วคราวเท่านั้น เมื่อใดที่เฮียกับหม่าม้าเห็นว่าอ๋าพร้อม…จะคืนให้” “อ๋าอาจจะคิดว่า…หม่าม้ากับเฮียบีบบังคับโดยไม่มีเหตุผล แต่เฮียอยากจะให้อ๋าเข้าใจว่า สิ่งที่ตัดสินใจไปทั้งหมดผ่านการพูดคุยกันแล้วหลายครั้ง และเฮียก็ไม่อยากให้อ๋าคิดว่า หม่าม้ากับเฮียไม่ไว้วางใจ…ทั้งหมดที่ทำไปมีเหตุผลพร้อมจะคุยให้อ๋าฟังได้ ถ้าอ๋าต้องการ” “ตอนแรกหม่าม้าต้องการให้อ๋าเลิกเล่นหุ้นหันมาดูแลกิจการที่อู่แต่เพียงอย่างเดียว แต่เฮียแย้งว่าคงไม่เหมาะ แล้วตลาดหุ้นสมัยนี้กับสมัยหม่าม้าต่างกันมาก สมัยนี้…คนเข้าไปเล่นหุ้นมากขึ้น เริ่มจะเป็นทางเลือกให้คนได้ประโยชน์จากเงินออมของตนอย่างมีความมั่นใจมากขึ้น” “อ๋าลองเปิดแฟ้มนี่ดู” “เฮียตง นี่อะไรกันนะ เฮียก็เล่นหุ้นแล้วทำไมถึงตำหนิผม” “เฮียไม่ได้ตำหนิ เฮียว่า อ๋า ดูให้ละเอียดก่อนดีกว่า” “ผมต้องการคำอธิบายครับ เฮียตง” เฮียไม่ได้ผลีผลามแบบอ๋า แล้วสิ่งที่เฮียทำเสมอๆก่อนการลงทุนทุกครั้ง ก็คือการหาข้อมูลและใช้เวลาในการตัดสินใจอย่างรอบคอบเฮียถือเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง อ๋าอย่าลืมนะว่าเมื่อไรที่มีการลงทุน เมื่อนั้นจะมีความเสี่ยงเกิดขึ้นเสมอ เพราะถึงแม้เราจะลงทุนในปัจจุบันแต่ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องในอนาคต ถ้าเราไม่สามารถประเมินละมองเห็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ก่อน ก็จะเกิดความเสียหายได้ง่าย เฮียจะดูทั้งทิศทางเศรษฐกิจ ปริมาณเงิน อัตราดอกเบี้ย อัตราเงินเฟ้อ แม้กระทั้งผลผลิตในอุตสาหกรรมที่เฮียสนใจ แล้วที่เฮียเน้นและให้ความสำคัญอย่างมากก็คือตัวบริษัท เฮียจะตรวจสอบประวัติอย่างละเอียดแล้วใช้หลักเกณฑ์ต่างๆมาประกอบกันเพื่อคัดเลือกให้ได้หุ้นของบริษัทที่ดีในอุตสาหกรรมนั้น จำได้ว่าตอนแรกที่จะเริ่มลงทุน เฮียให้โบรกเกอร์หาข้อมูลมาศึกษาก่อนถึงสิบกว่าบริษัท แค่นั้นยังไม่พอเฮียยังให้คุนอ่อนซึ่งเขาชำนาญในเรื่องงบการเงินเป็นอย่างดีช่วยวิเคราะห์แล้วก็ประเมินผลการดำเนินงานของแต่ละบริษัทเปรียบเทียบกัน ผลจากการเปรียบเทียบดำเนินงานทำให้เฮียสามารถคัดเลือกบริษัทที่เหมาะสมได้จำนวนหนึ่ง เสร็จแล้วเฮียก็จะพิจารณาถึงสถานการณ์ของแต่ละบริษัท ไม่ว่าจะเป็นแนวโน้มธุรกิจ อัตราการเติบโตของยอดขาย ลักษณะของสินค้าที่ขาย รวมทั้งสืบค้นประวัติของผู้บริหารเพื่อให้ได้บริษัทที่คิดว่ามีศักยภาพน่าลงทุนมากที่สุดแล้วเฮียก็ค่อยๆเข้าไปทยอยซื้อหุ้นตามจังหวะและเวลาที่โอกาสอำนวย สิ่งที่เฮียต้องการจากการลงทุนไม่ใช่กำไรจากการขายหุ้น แต่เฮียต้องการผลตอบแทนที่สม่ำเสมอจากเงินปันผลในระยะยาว” “เฮียสะสมหุ้นของบริษัทโดยไม่ใช้เงินเพิ่ม แต่อาศัยความอดทนและรอบคอบคอยจังหวะการขึ้นลงของราคาหุ้น แล้วต้องเป็นหุ้นที่เฮียได้ศึกษาและเลือกแล้วด้วยว่าเป็นหุ้นที่ดีเหมาะสมกับการลงทุนในระยะยาว ซึ่งแต่ละครั้งที่ตัดสินใจซื้อหรือขาย เฮียก็จะพิจารณาอย่างรอบคอบทุกครั้ง เฮียจะไม่ขายเพื่อหวังแค่ผลกำไร แต่เฮียหวังที่จะได้ปริมาณหุ้นที่เพิ่มมากขึ้น และสุดท้ายเมื่อสิ้นปีก็จะได้รับเงินปันผลจากบริษัทนี้เพิ่มมากขึ้นตามจำนวนหุ้นที่เพิ่มขึ้นมาด้วย” ไม่เพียงแต่เท่านั้นนะ เมื่อเฮียสะสมเงินก้อนใหม่ได้จำนวนหนึ่งแล้วเฮียก็จะไปซื้อหุ้นตัวนี้เพิ่มขึ้นอีกก็ทำคล้ายๆกับวิธี Dollar Cost Average ไงล่ะ แต่ไม่ใช่ซื้อเพิ่มทุกเดือน เดือนล่ะเท่าๆกันตามหลักการนะ จะเป็นการซื้อเพิ่มทุกครั้งที่มีเงินและดูจังหวะซื้อด้วย ซึ่งมันก็ช่วยให้เฮียสะสมหุ้นได้มากขึ้นอีกทุกปี “การเล่นหุ้นน่ะมีหลายวิธี หม่าม้ากับเฮียก็รู้ แล้วเห็นว่าอ๋ากำลังสับสนและแสวงหาวิธีการของตัวเองอยู่ ถ้าปล่อยให้อ๋าทำอู่ด้วย เล่นหุ่นด้วยอ๋าก็จะพะวงมาก ก็เลยตัดความกังวลของอ๋าออกซะ….ประสบการณ์จากการเล่นหุ้นอาจจะช่วยให้อ๋ามีการตัดสินใจที่ดีขึ้นในอนาคต”
“ หากผัดผ่อนการเตรียมสภาวะที่เหมาะสมไว้วันหน้า
บางทีโชคดีอาจจะไม่มาเยือนเลย”
“การสร้างสภาวะที่เหมาะสมเพื่อให้โชคดีมาเยือน
ต้องมีก้าวแรก…..จงเริ่มก้าวเสียแต่วันนี้”
เปนิมา พระสุรัตน์
ชื่อหนังสือ อยากรวยต้องรู้ รู้จังหวะลงทุน เล่ม 4
บทที่ 9 กลยุทธ์การลงทุนในภาวะตลาดกระทิง
ในชีวิตของคนเรา ย่อมมีทั้งน้ำขึ้นและน้ำลง ในช่วงน้ำขึ้น ถ้ารู้จักตักตวงไว้ก็จะนำไปสู่ความมั่งคั่ง หากละเลยเพิกเฉยเสีย การเดินทางในช่วงต่อไปของชีวิตก็จะติดขัดและเต็มไปด้วยความลำบาก
จากบทความ
การลงทุนนั้นเป็นการตัดสินใจเพื่ออนาคต ดังนั้นเราจึงต้องคาดการณ์สิ่งต่างๆไว้ล่วงหน้า เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดเกิดขึ้นกับสินทรัพย์ที่ถืออยู่ และเตรียมกลยุทธ์ไว้เพื่อใช้ให้เหมาะสมกับช่วงต่างๆ
นักลงทุนหลายท่าน ทั้งหน้าใหม่และหน้าเก่า เฝ้ารอแต่จะให้โบรกเกอร์ต่างๆช่วยแนะนำ “ หุ้นเด็ด ” ให้ เหมือนกับพวกที่เร่ไปขอ เลขเด็ด จากอาจารย์ใบ้หวยสำนักต่างๆ ว่างวดนี้จะแทงตัวไหนดี ซึ่งนักลงทุนพวกนี้จะไม่มีทางประสบความสำเร็จในการลงทุนได้อย่างแน่นอน
นอกจากนี้การลงทุนก็ต้องดูที่จังหวะเวลาด้วย เพราะนักลงทุนส่วนใหญ่ มักจะรอแค่ ซื้อถูก ขายแพง เท่านั้น ไม่ได้คำนึงถึงช่วงเวลาของหุ้นว่าเหมาะสมไหมที่จะซื้อหรือขาย การลงทุนที่ดีต้องดูว่าช่วงไหนของวงจรควรลงทุน หรือ ถอนทุน ในบางครั้งต้องยอม “ ขายสูง ” ไปก่อน เพื่อ “ ซื้อต่ำ ” หรือต้องยอม “ ซื้อสูง ” เพื่อไปขาย “ สูงกว่า ” หรืออาจจะ “ ขายต่ำ ” เพื่อที่จะได้ “ ซื้อต่ำกว่า ”
ถึงแม้ว่าตลาดจะอยู่ในช่วงขาขึ้น(ตลาดกระทิง) แต่ก็ไม่ควรที่จะเพิ่มพอร์ตลงทุนแบบสุ่มสี่สุ่มห้า คือ มั่นใจแค่ไหน ลงทุนแค่นั้นหมายความว่า ถ้าหากมั่นใจ 30% ก็ให้ซื้อหุ้นแค่ 30% หากมั่นใจ 70% ก็ให้ซื้อหุ้นแค่ 70% ที่ทำแบบนี้เพราะอยากจะแนะนำให้คุณมีวินัยในการลงทุน ไม่ควรลงทุนตามใจ
สรุป ไม่ว่าจะลงทุนในภาวะตลาดกระทิง หรือ ภาวะตลาดหมี ก็ควรจะไตร่ตรองและศึกษาหุ้นให้ดีก่อน ควรลงทุนให้พอดีกับตัวเอง
น.ส.อรวลี พิพัฒน์ภิญโญยศ
รหัส 51127312020
การเงินการธนาคาร
จาก หนังสือทุ่งดอกเบี้ย บทที่14
เรื่อง สะสมสินทรัพย์
ฉลาดซื้อและฉลาดใช้....สองอย่างนี้เพิ่มความมั่งคั่งได้
ความฉลาดซื้อ จะทำให้ตัดสินใจซื้อสิ่งของบางอย่างมาใช้ ซึ่งอาจเป็นสินทรัพย์ที่มีค่าสูงในอนาคต
ความฉลาดใช้ของที่มีอยู่ คือ ใช้อย่างถูกต้องตามสภาพ จะทำให้ของนั้นคงสภาพดีได้ยาวนานกว่า ซึ่งช่วยประหยัดรายจ่ายได้ในระยะยาว
สร้างสินทรัพย์จากรายจ่าย
สิ่งของบางอย่างซื้อมาใช้ครั้งเดียวก็หมดไป เช่น อาหาร กระดาษ ทิชชู บางอย่างใช้ได้หลายครั้งแต่ในที่สุดก็หมดไปเช่นเดียวกัน เรามีทางเลือกได้ว่าจะซื้อของที่ใช้แล้วหมดไประยะสั้นหมดไปในระยะยาว หรือ บางอย่างอาจจะไม่มีวันเสื่อมก็ยังได้
สายสร้อยหนึ่งเส้น ผู้สนใจซื้อมีทางเลือกเบื้องต้นว่าจะซื้อหรือไม่ซื้อถ้าคิดจะซื้อก็ยังมีทางเลือกว่าจะซื้อสร้อยลูกปัดที่ร้อยสวยงามตามแฟชั่น ใช้ไม่กี่ครั้งก็เลิกใช้ หรือซื้อสร้อยที่แบบยืนยงข้ามสมัย เช่น เงิน ทองคำ นาก ซึ่งใช้ได้นานและมีราคาเมื่อต้องการขาย แถมยังมีโอกาสเพิ่มค่าอีกด้วย ตัวอย่างเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า การเลือกที่แตกต่าง ทำให้ผลลัพธ์สุดท้ายที่มีต่อความมั่งคั่งแตกต่างกัน
จากหนี้สินเป็นสินทรัพย์
มีหลักง่ายๆ ในการเป็นหนี้ว่า ถ้าสินค้าใดที่ต้องการซื้อด้วยเงินกู้สามารถสร้างประโยชน์เป็นตัวเงินกลับมาพอสำหรับชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยและยังมีเงินเหลืออยู่อีก ก็น่าจะกู้เงินได้ เพราะเท่ากับว่า สินค้านั้นจ่ายเงินซื้อตัวเอง แต่ก็มีความจำเป็นอื่นอีกด้วยที่ทำให้มีการตัดสินใจกู้เงิน เช่น ความสะดวกในการดำเนินชีวิต ผู้กู้จะต้องคำนึงว่า บางอย่างใช้ไปสักพักแล้ว ราคาที่เหลือจะไม่คุ้มกับหนี้ที่ยังเหลืออยู่ เช่น รถป้ายแดง ซึ่งราคาตกทันทีที่ถอยออกมาจากอู่เพราะกลายเป็นรถมือสอง
ในส่วนของอสังหาริมทรัพย์ ถ้าเป็นส่วนที่จะใช้ที่อยู่อาศัยเอง อาจจะไม่มีรายได้กับมาให้เห็น แต่คนส่วนมากก็ต้องกู้ ที่อยู่อาศัยมีโอกาสเพิ่มค่าได้ ถ้าเลือกซื้อในจังหวะที่เหมาะสมและในบางแหล่งที่มีความต้องการสูง ทำให้เจ้าของถือครองสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงขึ้นเมื่อตีราคาออกมาเป็นราคาซื้อขายในตลาด เงินกู้ที่ใช้ซื้ออสังหาริมทรัพย์จะค่อยๆ ลดลงตามเวลาที่ได้ผ่อนชำระหนี้ไป สินทรัพย์นั้นมีมูลค่าเหลืออยู่ที่สามารถจะนำมาแปลงเป็นเงินกู้ก้อนใหม่ได้ ถ้ามีความจำเป็นจะนำเงินไปใช้เพื่อการอื่น
จาก หนังสือทุ่งดอกเบี้ย บทที่14
เรื่อง สะสมสินทรัพย์
น.ส.ศิริวรรณ ยอดธรรม รหัส 51127312008
เอกการเงินการธนาคาร (ข้างบน)
หนังสือ ทุ่งดอกเบี้ย
บทที่ 8 การปรับโครงสร้างหนี้
อย่างแรกต้องมองไปที่บัตรเครดิต เพราะแต่ละคนมีบัตรเครดิต เข้าใจว่าบางครั้งอาจจะปฏิเสธแล้ว แต่พนักงานก็ยังพยายามให้เรามีไว้ เพราะบัตรแต่ละใบมีคุณสมบัติที่แตกต่างกัน เช่น บัตรห้างสรรพสินค้า บัตรส่วนลด และบัตรที่สะสมแต้มเพื่อสิทธิพิเศษต่างๆ นักแสวงหากำไรจากส่วนลด และเงื่อนไขพิเศษก็เลยมีบัตรมาก พอมีแล้วก็เลิกยาก สิ่งที่แนะนำทุกคนเสมอก็คือ ให้ลดหนี้บัตรเครดิตให้เร็วที่สุด เพราะหนี้นี้เป็นหนี้ในระบบที่มีดอกเบี้ยแพงที่สุด ถ้าลดได้ก็จะเบาตัวลง มีเงินเหลือที่จะไปลดหนี้ในส่วนอื่นๆ สถาบันบางแห่งเริ่มมีโครงการให้กู้เงินเพื่อปรับหนี้บัตรเครดิตให้เป็นหนี้เงินกู้ธรรมดาที่ดอกเบี้ยต่ำ ลูกหนี้แต่ละคนควรเสาะหาเพื่อหาว่าตนเข้าข่ายได้เงินกู้นั้นหรือไม่ และที่สำคัญคือ ได้เงินกู้แบบนี้มาแล้ว ต้องเลิกเป็นหนี้บัตรเครดิตใหม่ ไม่เช่นนั้น ก็จะตกอยู่ในวงจรแห่งความเป็นหนี้ ไม่รู้จบและการที่มีบัตรเครดิตหลายใบทำให้เราเก็บเงินไม่อยู่คนที่มีบัตรเครดิตที่สามารถใช้โดยไม่รู้จักคำว่าพอเพียงทำให้ใช้เงินที่เกินตัว และในที่สุดก็ทำให้เราต้องมานั้งใช้หนี้ที่เกิดจากตัวเราที่ไม่คิดก่อนที่จะใช้เงินไปและปัจจุบันคนไทยส่วนมากแล้วคิดว่าบัตรเครดิตเป็นสิ่งที่อำนวยความสะดวกกว่าเงินสด แต่สำหรับผู้ที่ใช้บัตรเครดิตเท่าที่จำเป็น ก็ไม่เป็นปัญหาเพราะการมีอะไรที่พอเหมาะพอควรเป็นสิ่งที่ดีอยู่แล้ว
อ่านเรื่องนี้แล้วทำให้รู้ว่าเรายังไม่มีอาชีพที่ต้องมีบัตรเครดิตอะไรมากมาย จึงไม่จำเป็นที่ต้องมีไว้เราควรออมเงินและไม่ควรใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย
นางสาว วิไล ชลเขตต์
การเงินการธนาคาร
51127312001
หนังสือ The Psychology of Money
ผู้เขียน Jim Ware
ในหนังสือเล่มนี้ได้พูดถึงพฤติกรรมของนักลงทุนทั่วไปไว้อย่างน่าสนใจทีเดียว เขาอ้างถึงการศึกษาของนักจิตวิทยาชิ้นหนึ่งที่พบว่า 98% ของพฤติกรรมของคนเรานั้นเป็นผลมาจากความเคยชินหรืออุปนิสัยส่วนตัว(habit) การลงทุนก็เช่นกัน ส่วนใหญ่มักมีพฤติกรรมซำซาก ทำตามความเคยชิน แม้จะรู้ว่าผิด ก็ไม่เปลี่ยนแปลงพฤติกรรม แต่กลับไปตั้งความหวัง(hope) ว่า วันหนึ่งวิธีดังกล่าวจะใช้ได้ผล เช่นมี คนจำนวนมากที่ต้องขาดทุนจากการซื้อขายตามข่าวลือซำแล้วซ้ำเล่า แต่ก็ยังไม่เข็ดหลาบ และกลับหวังว่าวันหนึ่ง " ข่าวลือ " นั้นจะกลายเป็นจริง เป็นต้น
เขาพบว่าในโลกมีวิธีลงทุน ซึ่งมีความแตกต่างกันแทบจะสิ้นเชิง ทั้งในแง่ปรัชญาและวิธีการบริหารจัดการลงทุน 5 แบบ
1. Value Warren
2.Growth peter Lynch
3.Trading George Soros
4.Theme
5.Technical Marty Zweig
อย่างไรก็ตาม Jim Ware พบว่า ปรมาจารย์ ทั้งห้ามีสิ่งเหมือนกัน มากถึง8 ประการ
1.เปิดรับข้อมูล ไม่ตีกรอบตัวเอง(Breadth)
2.ช่างสังเกต ใส่ใจในทุกรายละเอียด(Observation)
3.มองอย่างเป็นกลาง ไม่มีอคติ (Objectivity)
4.มั่นคงในหลักการ รักษาวินัย ( Discipline)
5.มีสมาธิแน่วแน่( Concentration) ใคร่ครวญอย่างลึกซึ้ง (Depth)
6.คิดสร้างสรรค์ มองภาพใหญ่ ไม่ยึดติด กับกรอบความคิด (Creativity)
7.ทุ่มเทในสิ่งที่รักโดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ (Passsion)
8.มีความยืดหยุ่น ยอมรับการเปลี่ยนแปลง (Flexibility)
สรุปว่า การจะประสบผลสำเร็จในเรื่องใดๆก็แล้วแต่ ล้วนขึ้นอยู่กับคุณภาพของความคิด ซึ่งเป็นสิ่งทีกลั่นมาจากภายใน (Inside Out) แม้ไม่ง่ายแต่คงไม่ยากเกินความพยายามของทุกท่าน
นางสาวเพียงฤดี นงรัตน์
รหัส 51127312036
หนังสือทิศทางใหม่แห่งความร่ำรวย (The Next Big Investment Boom)
ผู้เขียน มาร์ค ชิพแมน ผู้แปล สมพงษ์ สุวรรณจิตกุล หน้า 53-70
บทที่ 4 การอำนวยเงินต่อแผนการลงทุนของคุณ
ความตระหนักในเรื่องความเสี่ยง
ความเสี่ยงนับว่าเป็นกุญแจสำคัญในการตัดสินใจแก่ชีวิตคุณว่าคุณเลือกที่จะใช้ชีวิตของการเป็นนักลงทุนโดยที่คุณต้องการนำรายได้ส่วนหนึ่งที่คุณหามาได้ด้วยความลำบากมาใช้ในแผนการลงทุนของคุณ เพราะหลักใหญ่ของหนังสือเล่มนี้ คือการแนะนำให้คุณเลือกลงทุนในตลาดโภคภัณฑ์ ซึ่งผมคิดว่าจะเป็นทิศทางใหม่ของการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนแก่คุณอย่างงดงาม กล่าวโดยสรุปมนุษย์เรามักจะตระหนักในเรื่องความเสี่ยงว่าเป็นเรื่องที่เราสามารถใช้เหตุผลจัดการได้ ผมคิดว่าคนเราคิดว่าเรารู้ว่าอะไรคือสิ่งที่น่าเสี่ยงหรือสิ่งที่ไม่ควรเข้าไปเสี่ยง...
พันธะต่อการเงิน
นักลงทุนผู้สำเร็จจะต้องรู้จักการวางแผนการเงิน และจะต้องมีเงินทุนพอที่จะไปใช้ในการจับจ่ายต่อแผนการลงทุนให้กับตนเองโดยเฉพาะเมื่อคุณได้มองเห็นโอกาสทองอยู่ข้างหน้าคุณ ถึงตอนนั้นคุณก็ควรที่จะมีเงินทุนเพียงพอต่อแผนการลงทุนของคุณให้เหมาะสม ถ้าคุณมีเงินทุนอย่างเพียงพอและเห็นโอกาสในการลงทุนเกิดขึ้น คุณย่อมได้รับประโยชน์ต่อการลงทุนอันนี้อย่างงดงามในอนาคตการลงทุนของคุณ เพราะว่าผลตอบแทนที่งดงามมักจจะมาจากจำนวนเงินที่คุณลงทุนไปและเวลาที่ปล่อยให้ผลตอบแทนค่อยๆแบ่งบานออกมาเป็นดอกเป็นผล คุณก็จะได้รับผลตอบแทนที่งดงามมากทีเดียว
วางแผนต่อพันธกิจของคุณให้ไปตลอดรอดฝั่ง
เรื่องที่นักลงทุนควรจะทำ คือการมีความอดทนอย่างสูงในการรอที่จะให้เงินลงทุนนั้น เริ่มทำงานให้กับคุณแน่นอน มันจะมีช่วงจังหวะในการลงทุนของคุณที่สภาพตลาดไม่มีโอกาสอะไรเลยคือหยุดนิ่งอยู่กับที่ และนี่แหละคือเวลาที่คุณจะถูกทดสอบว่าพันธกิจในการเงินของคุณนั้นเป็นอย่างไร เพราะถ้าคุณไปกู้ยืมเงินมาทำการลงทุน แล้วคุณต้องจ่ายทั้งต้นและดอกเบี้ยแต่ละเดือนให้กับสถาบันการเงินที่คุณได้ทำการกู้ไป โดยที่เงินลงทุนของคุณไม่มีผลตอบแทนนั้นกลับมาเลย ก็เท่ากับว่าคุณกำลังสร้างแรงกดดันให้ตัวคุณเองอย่างสูง เงินลงทุนของคุณน่าจะได้รับการดูแลอย่างเดียวกับเงินกองทุนเกษียณของคุณ คือปล่อยให้ระยะเวลาดูแลตัวมันเองเมื่อเวลามาถึง และแม้ว่าคุณอาจจะถอนเงินลงทุนของคุณได้ แต่ผมแนะนำว่าคุณน่าจะปล่อยมันไว้เช่นเดียวกับเวลาคุณดูแลเงินกองทุนเกษียณของคุณ
วิธีการปฏิบัติที่รวดเร็วต่อการลงทุน
สำหรับผมผมชอบวิธีในการจัดสรรปันส่วนสินทรัพย์ที่แตกต่างกันออกไปบ้างเล็กน้อย อย่างแรกคือผมจะลงทุนในสินทรัพย์ที่กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นจนกระทั่งดูแล้วว่าการทะยานขึ้นของสินทรัพย์ที่ผมลงทุนไปนั้นมีแววจะเป็นขาลง โดยที่การลงทุนในสินทรัพย์ขาขึ้นของผมนั้นเป็นได้ทั้งในสินทรัพย์ของพันธบัตรในภาคอสังหาริมทรัพย์ และในตลาดโภคภัณฑ์ ซึ่งผมไม่แยกแยะแลยตราบใดที่มันอยู้ในแนวโน้มที่กำลังขึ้นผมถึงได้ให้ศึกษาแนวโน้มการเคลื่อนไหวของตลาดว่าอยุ่ในแนวโน้มใด และมันเริ่มส่งสัญญาณหรือไม่เราควรเริ่มออกจาการซื้อขายในตลาดจังหวะใดจังหวะหนึ่ง กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือการศึกษาแนวโน้มทำให้เรารู้ว่าเราควรทำการซื้อขายเวลาใด ฯ ที่ใด คือจับจังหวะให้ถูกต้องนั้นเอง นี่คือยุทธศาสตร์ที่ผมถือไว้คือให้ติดตามแนวโน้มของการเคลื่อนไหวของหลักทรัพย์ที่ถืออยู่เท่านั้น และรอสัญญาณในการเข้าไปทำการซื้อขาย เพื่อสร้างกำไรให้ตัวคุณเอง
การยืมเพื่อใช้ในการอำนวยทุน
มีความเป็นไปได้ในการที่จะเพิ่มผลตอบแทนของคุณแบบทบต้นแม้ว่าคุณอาจจะต้องทำการกู้ยืมมาทำการลงทุนถ้าการทบต้นของผลตอบแทนเป็นจักรกลในการที่จะทำให้คุณได้รับผลตอบแทนอย่างน่าพอใจอย่างมากแล้วการกู้ยืมเพื่อใช้ในการอำนวยทุน นับเป็นตัวหมุนความเร็วของอัตราผลตอบแทนให้ยิ่งเร็วมากขึ้นไปอีก ทว่าการกู้ยืมเพื่อใช้ในการอำนวยทุนย่อมมีความเสี่ยงอยู่ด้วยเสมอ
คำเตือนเรื่งการลงทุน : การกู้เงินเพื่อมาทำการลงทุนดังกล่าวอาจจะสร้างผลเสียหายต่อแผนการลงทุนของคุณได้
ยุทธศาสตร์ว่าด้วยการศึกษาแนวโน้มของการเคลื่อนไหวของตลาด สามารถนำไปใช้เป็นประโยชน์เวลาทำการลงทุนแบบกู้ยืมเงินส่วนหนึ่งมาลงทุนได้ดีมาก แต่ก็อย่าลืมว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบางครั้งบางคราวที่การกู้ยืมเงินเกินกำลังหรือเกินสัดส่วนที่ควรเป็น ก็กลายเป็นความเสียหายต่อนักลงทุนผู้นั้นเช่นกัน คุณจะต้องตระหนักไว้เสมอว่าเงินทุนขงคุณเทียบกับเงินที่คุณยืมนั้นมีส่วนสอดคล้องกันหรือไม่ ผมจึงขอแนะนำว่าถ้าคุณต้องการทำการกู้ยืมเงินเพื่อการลงทุนนั้น ผมเสนอว่าเงินที่คุณกู้ยืมไม่ควรสูงเกินสองเท่าจากเงินในกระเป๋าของคุณ คือสัดส่วนเงินขงคุณต่อเงินยืมจะต้องอยู่ที่สองต่อหนึ่งจึงจะเหมาะสมมาก....
นางสาว สุพรรณิการ์ กันภัย
รหัส 51127312031
โปรแกรมบริหารธุรกิจ เอกการเงินการธนาคาร
หนังสือเรื่องคนล่าห่าน บทที่ 10 แผนการลงทุนที่ดีต้องพร้อมทั้งรุกและรับ
เนื้อเรื่องประมานว่าในการที่เราจะเล่นหุ้นนั้น เราต้องศึกษากับตัวหุ้นนั้นให้ดีเสียก่อนว่ามีพื้นฐานดีพอสมควร หรือไม่
ประเด็นต่อมาคือ อย่าผลีผลามขายที่เดียวในปรืมาณมากๆ เพราะหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดีๆนั้น ราคาอาจจะตกลงไป ไม่มากพอที่จะซื้อคืนแล้วได้รับประโยชน์ตามที่คาดหวังไว้ ดังนั้น ถ้าเกิดราคาหุ้นตกลงไป แล้วกลับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วจะได้ไม่เสียหายมาก แล้วที่สำคัญคือ เวลาขายจะต้องขายตามแผนที่กำหนดไว้ทันที เมื่อเห็นว่าราคาไปถึงจุดกำหนด อาจจะกำหนดขายเป้นช่วงๆ ตามอัตราการลดลงทุกๆสองหรือสามช่วงราคา โดยแต่ละช่วงอาจจะขายแค่สิบเปอร์เซ็นต์ของจำนวนหุ้นทั้งหมด เหมือนเป็นการทำประกันให้พอร์ตหุ้นของตัวเอง
แต่ถ้าหากเกิดปัญหาที่หุ้นกลับตัวอย่างรวดเร็วแล้วซื้อคืนไม่ได้ ก็เป็นสิ่งที่ต้องรอ คิดซะว่าเป็นหุ้นที่มีคนเขายืมไปยังไม่เอามาคืนเรา แต่ส่วนที่รอก็ไม่ได้รออย่างไรประโยชน์ มันจะเป็นจุดสังเกตการกลับตัวให้กับเรา และเราำได้ทำประกันความเสี่ยงให้กับหุ้นไว้แล้ว ถ้าหากราคาลดลงอีก เราก็จะมีเงินมัดจำอยุ่ในมือแล้วจำนวนหนึ่งพร้อมที่จะซื้อคืน หรือ ถ้าไม่ลดลงก็ยังมีหุ้นที่เหลืออยุ่พอที่จะปล่อยให้หุ้นสร้างค่าเช่าต่อไปได้อีก การขายตามแผนต้องทำแม้จะขายแล้วยังซื้อคืนไม่ได้ แต่ เท่ากับว่าเราได้สร้างเกราะป้องกันความเสี่ยงไว้ในระดับหนึ่งแล้ว
การลงทุนมีความเสี่ยงเกิดขึ้นเสมอ ยิ่งการลงทุนในหุ้นด้วยแล้ว ไม่มีใครรับประกันได้ ขึ้นอยุ่กับการตัดสินใจ เราควรศึกษาค้นคว้าทั้งวิธีการ และ ข้อมูลเพื่อมาปรับปรุงการตัดสินใจ ของตนเองให้เกิดความผิดพลาดน้อยที่สุด
"เราไม่รู้ว่าอะไรจะเปลี่ยนแปลง
ทั้งนโยบายของรัฐ สถาบันการเงิน ผู้ซื้อ
ล้วนเป็นผู้กระพือไฟให้กับตลาด แต่เรารู้ว่า
เมื่อผู้คนขาดความรอบคอบ
ในการปฏิบัติภารกิจของพวกเข้ามากขึ้นเท่าไร
เราต้องเพิ่มความรอบคอบในการปฏิบัติภารกิจ
ของเราให้มากขึ้นเท่านั้น"
หนังสือคนล่าห่าน การลงทุนสะสมทรัพย์
มีเสี่ยคนนึงเดินเข้าไปในโบรกเกอร์อย่างอารมณ์ดี เพราะเขารู้ว่าเขาต้องการอะไร จะมุ่งมั่นจริงจังกับมันแค่ไหน ต่อจากนี้ก็อยู่ที่เวลาเท่านั้นที่จะทำให้มันมาอยู่ในอุ้มมือของเขา เขาก็เลยรีบฉวยโอกาศทบทวนตัวเอง สุดท้ายเขาก็คิดได้ว่า ถ้าเขายังคงลังเลอยู่ไม่มีหลักการที่แน่นอน ก็จะไม่สามารถก้าวไปถึงสิ่งที่เขาต้องการได้ เขามีความมุ่งมั่นในจุดหมายมากขึ้น เพราะการที่มีครอบครัวที่อบอุ่นถือได้ว่ามีต้นทุนที่แข็งแรง คือ เมื่อก่อนเขาอยากได้เหมือนเด็กๆ คือ อยากได้ในสิ่งที่ไม่รุ้ด้วยซ้ำว่ามันคืออะไร และก็จะนำมันมาเป็นจุดหมายของเขา แล้วเชื่อมั่นในจุดหมายของเขา วิธีสะสมทรัพย์ก็คือ ใช้การวิเคราะห์หุ้นแบบอาศัยเทคนิค โดยจะดูทิศทางแนวโน้มของราคาในระยะปานกลาง หุ้นที่เลือกก็จะต้องเป็นหุ้นที่มีพื้นฐานดีพอสมควร แต่ที่สำคํญต้องอยู่ในความสนใจของตลาด แล้วต้องไม่ใช่หุ้นปั่น เพียงแต่ว่าเราอาจจะต้องใช้เวลาหน่วย แล้วค่อยๆกำจัดจุดอ่อนที่จะเกิดขึ้นไปทีละอย่างๆ สุดท้ายก็จะได้วิธีการเล่นหุ้นที่สมบูรณ์มากขึ้นสำหรับตัวเอง
"ไม่มีใครเดินสะดุดภูเขาก่อนกรวดเล็กๆ
ต่างๆหากที่จะทำใหเก้าวพลาดเพียงแต่เดิน
ผ่านก้อนกรวดทั้งหมดบนเส้นทางใครๆ
ก็สามารถจะข้ามภูเขาไปได้"
แหล่งที่มา : หนังสือทิศทางใหม่แห่งความร่ำรวย (The Next Big Investment Boom)
ผู้เขียน มาร์ค ชิพแมน ผู้แปล สมพงษ์ สุวรรณจิตกุล หน้า 53-70
บทที่ 3 จิตวิทยาว่าด้วยความสำเร็จในการลงทุนระยะยาว
ก่อนที่คุณจะทำการควบคุมการบริหารการเงินของคุณนั้นก่อนอื่นคุณจะต้องมั่นใจว่าสภาพจิตใจของคุณนั้นพร้อมต่อภารกิจที่คุณจะทำมัน ยุทธศาสตร์ของการลงทุนส่วนใหญ่ยึดถือแนวปฏิบัติที่เรียกกันว่าหลักการว่าด้วยความพยายามที่มีน้อยมาก นักเศรษฐศาสตร์ชาวอิตาเลียนที่เรารู้จักกันดีนามว่า วิลเฟรโด ปาเรโต ได้สรุปการค้นคว้าของเราในเรื่องระบบารสร้างความมั่นคั่งของอังกฤษออกมาอย่างน่าทึ่งมาก กล่าวคือเขาพบว่าคนที่มีความมั่นคั่งมากนั้น มักจะไม่ค่อยได้ทำอะไร แต่คนส่วนใหญ่ที่มีความยากจนหรืออัตคัตนั้นต้องทำงานหนักมากแต่กลับไม่ค่อยมีอะไรเหลือให้ใช้เลย นับว่าเราสามารถนำหลักการนี้ไปใช้ในการลงทุนได้เช่นกัน
คำว่าผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอนั้นไม่มีในโลก
การลงทุนในตลาดการเงิน ในภาคอสังหาริมทรัพย์ ไม่มีการประกันเหมือนการให้ดอกเบี้ยในธนาคารเวลาเราเอาเงินไปฝากว่าท่านจะได้รับผลตอบแทนคืนมาอย่างสม่ำเสมอ การไม่เกิดความสมดุลต่อแผนการลงทุนดังกล่าวนี้หมายความนักลงทุนควรจะมราบว่าผลตอบแทนหรือกำไรที่ส่วนใหญ่ตนเองได้มานั้นมาจากการลงทุนที่นักลงทุนผู้นั้นได้ประโยชน์จากการที่ตลาดมีการปรับตัวอย่างคาดไม่ถึง นักลงทุนส่วนใหญ่จะรู้ว่าผลตอบแทนของแต่ละคนนั้นไม่มีทางสมดุลกันได้เลย
วินัยในการลงทุน
คุณควรจะต้องรู้ว่าปัจจัยที่สำคัญมากต่อการลงทุนหรือการทำตัวเป็นนักลงทุนของคุณนั้น อยู่ที่คำว่า วินัย ที่คุณพึงมีคุณจะต้องมีต่อยุทธศาสตร์การลงทุนของคุณ คุณต้องมีวินัยในการลงทุนของคุณถึงแม้สภาพตลาดยังไม่มีอาการที่ไปในทางที่คุณต้องการ หรืออาจจะมีช่วงที่สภาพตลาดกำลังไปได้ดีและคุณก็กำลังได้กำไรจากการลงทุนของคุณคุณจะต้องมีวินัยบอกแกตัวเองว่าเมื่อไหร่ที่คุณจะหยุดพักทำกำไรแล้วขายหุ้นของคุณออกไป
บทเรียนของนักลงทุนโดยทั่วไปคือการขาดวินัยต่อแผนการลงทุนที่ตนเองพึงนำไปปฏิบัติ แต่ก็ไม่ยอมปฏิบัติละเลยต่อวินัยที่ควรมีและส่วนใหญ่ก็จะต้องพบกับความขาดทุน........
นางสาวสุดารัตน์ บุญมาก
51127312017
การเงินการธนาคาร