ปัญญา (Wisdom) ในทางพุทธศาสนาหมายถึง “ความสุขที่แท้จริง” นำไปสู่การปรับเปลี่ยนความจำเดิม กฎเกณฑ์เดิมๆ ที่ยึดไว้ (สัญญา) ซึ่งเราอาจจะเรียกว่า “อุปาทาน” (การปรุงแต่ง ความยึดมั่นในอัตตา ในกาม มีมิจฉาทิฏฐิ เป็นต้น)

Buddhism Cognitive Concept VS Cognitive Behavior Therapy (CBT)

เราลองมาพิจารณาดูการบำบัดอีกสาขาหนึ่งซึ่งเป็นวิธีที่จะช่วยให้ผู้รับการบำบัด ดับทุกข์ได้ในปัจจุบันเช่นกัน แต่อาจจะเน้นในการปรับเปลี่ยนในเรื่องของส่วนกายกับใจ ของผู้นั้นนั่นก็คือ Cognitive Behavior Therapy (CBT) และสามารถนำไปช่วยการบำบัดแบบ Satir Model ในส่วนของพฤติกรรม อารมณ์ ความคิด และการรับรู้ได้ดี สิ่งที่ CBT กล่าวถึงเพิ่มเติมคือ อาการทางกาย (Physical symptoms หรือ Physiology)

                เพื่อเป็นการง่ายต่อการเข้าใจขอแยกออกเป็น ๒ ส่วนที่มีผลต่อการบำบัดดังนี้

๑.      Behavior Therapy คือการบำบัดพฤติกรรม ถ้าดูตาม Satir Model ในสองระดับแรก ด้านบน คือ coping stance และ feeling & emotion ซึ่งจะพบว่าการบำบัดวิธีนี้เน้นไปในผู้รับการบำบัดเริ่มแรกของ CBT และผู้ที่อาจจะยังไม่พร้อมที่จะลงลึกในด้านความคิด ซึ่งก็คือ Cognitive Therapy นั่นเอง

๒.      Cognitive Therapy คือการบำบัดโดยเน้น การมองเห็น ความเข้าใจ อย่างมีเหตุผล ต่อสถานการณ์และความคิด ความจำ ใดๆก็ตามที่ผู้รับการบำบัดยึดถือ และยังคงใช้มันอยู่ในขณะนั้นด้วยความประมาท (บางคนถึงกับไม่สมเหตุผล ไม่มีเหตุผล) ซึ่งเป็นที่มาของอารมณ์ ความรู้สึกที่เป็นทุกข์ ไม่ว่าจะเป็น Depression หรือ Anxiety ก็ตาม ดัง Model ต่อไปนี้

 

Cognitive model ตามแบบของ Beck

Core beliefs

               

Intermediate beliefs

                  

      Situation                    Automatic thoughts                    Emotion

                                                                                                                                 Behavior                 Physiology

      หลักพื้นฐานของ CBT เริ่มแรกพัฒนามาสำหรับรักษาโรคซึมเศร้า ซึ่ง Aeron T.Beck เขาสังเกตเห็นว่า อารมณ์เศร้าของผู้รับการบำบัดเกิดจากประชาน (cognition) ที่ถูกบิดเบือนโดยมีลักษณะของการมองโลกในอดีต, ปัจจุบัน และอนาคตในแง่ลบ ซึ่ง CBT จะช่วยแก้ไขการถูกบิดเบือนดังกล่าว โดยผู้รับการบำบัดและผู้บำบัดจะพยายามเชื่อมโยงส่วนต่างๆ ซึ่งมีผลกระทบกันเข้าด้วยกันและนำไปสู่การเกิดอาการซึมเศร้า ส่วนต่างๆ ที่สำคัญประกอบด้วย

                ๑.            สถานการณ์ (situation) ซึ่งก็คือ ปัญหาหรือสถานการณ์ที่ยากลำบากของผู้รับการบำบัด

                ๒.            ความคิด (thoughts)

                ๓.            อารมณ์ (emotions)

                ๔.            ความรู้สึกทางกาย (physical feeling)

                ๕.            การกระทำ (actions)

 

                การเชื่อมโยงสิ่งต่างๆ ดังกล่าวเข้าด้วยกันจะช่วยให้ผู้รับการบำบัดเข้าใจถึงวิธีคิดและพฤติกรรมของตนที่นำไปสู่การป่วยเป็นโรคซึมเศร้า ซึ่งความเข้าใจดังกล่าวจะเป็นพื้นฐานให้ผู้รับการบำบัดเปลี่ยนวิธีคิดและพฤติกรรมซึ่งนำไปสู่การหายป่วย

                โดยทั่วไปในการทำจิตบำบัดเรามักจะยก Model ดังกล่าวให้ผู้รับการบำบัดตระหนักอยู่เสมอ ซึ่งสามารถอธิบายถึงการทำงานของจิตใจได้ลงตัว และเข้าใจง่ายในขณะอยู่ในสถานการณ์หนึ่งๆที่เป็นทุกข์   โดยที่เราอาจจะทำความเข้าใจ Model ดังกล่าวในแง่มุมทางพุทธศาสนาได้ดังนี้

 

Core Beliefs/Schema

(สัญญา(เดิม) :สังขารเริ่มแรกที่เคยปรุงแต่ง หรือให้ความหมายต่อชีวิตตนเอง และถูกบรรจุลงเป็นบัญญัติ)

 

 

Intermediate Beliefs

(สัญญา : ความจำ กฎเกณฑ์ที่ยึดถือและถูกใช้บ่อยๆ แนวทางปฏิบัติหรือนิสัย)

 

 

                   Situations

(สถานการณ์ใดๆที่มีความทุกข์มากขึ้น)       -->     Perception (วิญญาณ : ตัวกระตุ้นภายนอก(ผัสสะ)กับอายตนะทั้ง ๕ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย เรียกว่า ระบบประสาท รู้สึกสัมผัส)    -->      Negative Automatic Thoughts ;NAT (สังขาร : การปรุงแต่งจิตซึ่งมักเกิดจากอิทธิพลของสัญญา)    -->      Mood/Feeling (เวทนาทางใจ : อารมณ์ ความรู้สึกทางจิตใจที่อาจจะเป็นทุกข์หรือรับรู้ได้) --> Physiologic Response (เวทนาทางกาย : ความรู้สึกทางร่างกายที่ผู้รับการบำบัดรับรู้และให้ความใส่ใจ เมื่อเกิดอารมณ์ใดๆขึ้นมา)  -->  Behaviors/Actions (พฤติกรรม หรือ กรรม การกระทำเพื่อบรรเทาอาการทุกข์)

 

        ในความเป็นจริงผู้รับการบำบัด หรือคนทุกคน จะเผชิญหน้ากับวงจรลูกโซ่นี้วนเวียนไปมา หาจุดเริ่มต้นได้ยาก และช่วงเวลานั้นเองถ้ามีกิเลสอย่างหยาบหรือกิเลสละเอียดมากเท่าไรก็จะมีการปรุงแต่งมากมายมหาศาล ดังในกรณีที่ผู้บำบัดหลายท่านเคยพบในผู้รับการบำบัดบางคน ซึ่งในทฤษฎี CBT นี้มุ่งเน้นไปที่การควบคุม Negative Automatic Thought ; NAT หรือ Cognitive errors หรือ สังขาร การปรุงแต่งจิตดังกล่าวข้างต้นเป็นสำคัญ ซึ่งการใช้คำถามที่เหมาะสมเป็นขั้นตอน เพื่อให้ผู้รับการบำบัดตระหนักได้ด้วยตัวเอง (Socratic Questioning) นั้นมีความสำคัญมาก เนื่องจากผู้รับการบำบัดจะสามารถจดจำได้ ฝึกใช้สติ(Mindfulness) ในการให้เหตุผลกับสิ่งที่ตนเองปรุงแต่งขึ้นมา จากนั้นจะเกิดปัญญา (Wisdom) ในทางพุทธศาสนาหมายถึง “ความสุขที่แท้จริง” นำไปสู่การปรับเปลี่ยนความจำเดิม กฎเกณฑ์เดิมๆ ที่ยึดไว้ (สัญญา) ซึ่งเราอาจจะเรียกว่า “อุปาทาน” (การปรุงแต่ง ความยึดมั่นในอัตตา ในกาม มีมิจฉาทิฏฐิ เป็นต้น) และการบำบัดนั้นอาจจะควบคู่ไปกับการควบคุมที่ Behavior ที่เป็นโทษและเพิ่ม Behavior ที่เป็นคุณ (กรรมดี, การรักษาศีล) รวมถึงการฝึกสมาธิ ก็สามารถนำทางทำให้เกิดปัญญาได้ในที่สุดเช่นกัน ตามหลักไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ และปัญญา นั่นเอง

       

        ถึงตรงนี้ท่านจะเห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างจิตบำบัดแนว Satir จิตบำบัดแนว CBT นั้นมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน ซึ่ง Satir Model มุ่งเน้นการเปลี่ยนแปลงในระดับของคุณธรรมของจิตใจผู้รับการบำบัด หรืออาจจะกล่าวว่าสิ่งที่มนุษย์เราขาดไป พร่องไป (Deficit) ส่วนด้าน CBT มุ่งเน้นการเปลี่ยนแปลงเรื่องของความยึดมั่นถือมั่นที่ไม่เหมาะสม และคอยแต่จะทำให้เกิดความขัดแย้งใจ กับความต้องการที่ลึกลงไปหรือคุณธรรมที่ควรจะมี โดยการชี้ให้ผู้รับการบำบัดเห็นถึงความจริงของธรรมชาติของจิตใจของตนเองว่าจำเรื่อง หรือเชื่อในเรื่องที่ไม่เหมาะสม (Conflict) แล้วทำให้ดำเนินชีวิตด้วยความทุกข์ หลักการทั้งหลายมีกล่าวถึงอย่างลึกซึ้งอยู่ในหลักธรรมของพุทธศาสนา ซึ่งเครื่องมือที่สำคัญที่สุดในการเข้าถึง เข้าใจ เกิดปัญญา หรือพัฒนาตนเองของผู้บำบัดและผู้รับการบำบัด คือ “สติ” นั่นเอง