เอกลักษณ์ของการบำบัดแบบ Satir Model นั้นคือ Yearning หรือ ความปรารถนาที่อยู่ลึกๆ จริงๆแล้วคือส่วนที่เป็นความหมายเป็นคุณค่าที่ผู้นั้นยึดถือ ศรัทธา เพื่อให้ชีวิตเดินต่อได้ ทางพุทธ เรียก “คุณธรรม”

จิตบำบัด..วิถีแห่งพุทธะ

 

                จิตบำบัดเฉพาะบุคคล (Individual psychotherapy) คือ การช่วยเหลือเยียวยาทางด้านจิตใจของผู้รับการบำบัด ทั้งด้านสภาวะอารมณ์ที่ผิดปกติเป็นทุกข์ หรือพฤติกรรมที่เป็นปัญหาส่งผลให้ตนเองเป็นทุกข์ หรือเกิดปัญหาต่อผู้คนรอบข้างรวมถึงผู้ดูแลของผู้รับการบำบัด ให้ผู้รับการบำบัดสามารถควบคุม สภาวะเครียดของตนเองและสามารถแสดงออกทางพฤติกรรมที่เหมาะสม สามารถกระทำกิจต่างๆหรืออยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างปกติสุข ทั้งนี้หากเป็นการทำจิตบำบัดกลุ่ม (Group psychotherapy) ก็จะมีวัตถุประสงค์เดียวกันกับ จิตบำบัดแบบเฉพาะบุคคลเพียงแต่มีการใช้เทคนิคการสะท้อนความคิด อารมณ์และพฤติกรรมโดยใช้สมาชิกภายในกลุ่มให้เกิดการเรียนรู้และแสดงออกอย่างเหมาะสมซึ่งกันและกัน

 

จากประสบการณ์ในการสังเกต และการศึกษา ถึงแง่มุมต่างๆกันในการทำจิตบำบัดแบบสากล และหลักทางพุทธศาสนา ผมขอเสนอ หลักพิจารณาการบำบัดจิตใจ โดยอิงเอาเนื้อหา หรือหลักทางพุทธธรรม (Buddhism Cognitive Concept) มาช่วยผู้บำบัด โดยในที่นี้จะมุ่งประเด็นไปที่การบำบัดแบบอิงปัจจุบัน คือ  Satir Therapy Model ,CBT และจิตบำบัดดั้งเดิม Psychodynamic Therapy ครับ

 

            Buddhism Cognitive Concept VS Satir Model Therapy

ขอเริ่มที่จิตบำบัดแบบ Satir พัฒนามาโดย Virginia Satir เฉพาะในส่วนที่เป็นการอุปมาอุปมัยประสบการณ์ภายในจิตใจมนุษย์ด้วยภูเขาน้ำแข็ง (Iceberg of Satir’s model) ในปี ค.ศ.๑๙๙๑ เข้าใจง่าย และช่วยในการเข้าใจทิศทางการทำจิตบำบัดสาขาอื่นได้ดี ในการบำบัดสิ่งเหล่านี้จำเป็นมากที่จะใช้เครื่องมือในการสร้างแผนที่จิตใจของทั้งตัวผู้บำบัดและตัวผู้ถูกบำบัด ซึ่งนั่นหมายความว่า แน่นอนผู้ที่ทำการบำบัดจะได้รับการบำบัดไปด้วยโดยอัตโนมัติ สร้างมุมมองแห่งจิตใจที่เป็น Holistic & Comprehensive Model (อิทัปปัจจยตา หรือที่คุ้นเคยคือคำ “ปฏิจจสมุปบาท” คือ สรรพสิ่งล้วนเกิดแต่เหตุและปัจจัย ซึ่งพร้อมจะเป็นเหตุและผลต่อเนื่องกันอย่างไม่มีที่สิ้นสุด) ด้วยเหตุนี้เองการบำบัดชนิดนี้ในหลายๆราย จำเป็นต้องใช้เวลานานกว่าที่ผู้บำบัดตั้งใจไว้  แม้ว่าจะยังจัดเป็น Short therapy ก็ตาม ซึ่งเกิดขึ้นตามความยากง่ายในการเข้าใจถึงประสบการณ์ภายในจิตใจของผู้รับการบำบัดเอง ที่จะยอมรับเปิดเผย และเผชิญต่อความเจ็บปวด ที่ขัดแย้งต่อความคิด ความคาดหวังที่อยู่ลึกลงไป ซึ่งเป็นความท้าทายในบทบาทและเทคนิคที่ผู้บำบัดจะเลือกใช้ ในเนื้อหาของทั้งความพร่อง (Deficit) และความขัดแย้ง (Conflict) แห่งตนนั่นเอง (อ่าน “ธาตุ..ต้นตอแห่งปฏิจจสมุปบาท”)

               

เมื่อสังเกตให้ดีแล้วพบว่า Model ทาง Satir นี้มีความสอดคล้องกับหลักทางพุทธศาสนาซึ่งมีอยู่แต่เดิม นานกว่า ๒๕๕๐ ปี และอาจจะช่วยให้ท่านสามารถเข้าใจกลไกทางจิตที่อิง model นี้ได้ง่ายและชัดเจนขึ้นดังต่อไปนี้

 

 

 

เปรียบเทียบระหว่าง Buddhism Cognitive Concept กับ Satir Model * ที่แสดงแบบ Iceberg ดังนี้

 

กาย  และ วจี : จริต (พฤติกรรม)

 [รัก(สมยอม,โทษตนเอง) , โลภ(อยาก,ไม่เพียงพอ), โกรธ(พยาบาท, เจ้าอารมณ์) และ หลง(ไม่เชื่อมั่น, ไม่ศรัทธา, ไม่มีเหตุผล)]

Behaviors : Coping Stances [Placate, Super reasonable, Blaming and Irrelevant]

มโน (ใจ) : เวทนาทางใจ (อารมณ์ และ ความรู้สึก)

Mind: Mood & Feeling ,Feeling about the feeling

มโน (ใจ) :

 สังขาร (ความคิดปรุงแต่ง) & สัญญา(ความจำได้, อุปาทาน)

Mind : Perceptions & Thoughts & Memories, Rules  

กิเลสอย่างหยาบ

 (ตัณหาที่สอดคล้องกับจริต)

Expectations(Wants)

ตัณหาร่วมที่ปรับใหม่หรือ

 (ฉันทะใน

สุขทั้ง ๔ : วิสุทธิ,วิชชา,สันติ,วิมุตติ

          โดยใช้ พรหมวิหารธรรม)

Yearnings(Universal Needs)

Right, Love, Death, Freedom

อุเบกขาจิต หรือ ปัญญา

Self (Wisdom)

 

โดยในความคิดเห็นส่วนตัวในแง่ของ Stance มองว่าพุทธธรรมมีการกล่าวอย่างลึกซึ้ง ถึงการอธิบายความต้องการหรือลักษณะแสดงออกของมนุษย์ตลอดจนทางแก้ไขส่งเสริม โดยผ่านจริตทั้ง ๖ ได้แก่

๑.      ราคจริต (ผู้มีราคะเป็นความประพฤติปกติ ประพฤติไปทางรักสวยรักงาม) กรรมฐานสำหรับแก้คือ สุภะและกายคตาสติ

๒.      โทสจริต (ผู้มีโทสะเป็นความประพฤติปกติ, ประพฤติหนักไปในทางใจร้อนหงุดหงิด) กรรมฐานที่เหมาะสมคือพรหมวิหารและกสิณ โดยเฉพาะวรรณกสิณ (เพ่งสี)

๓.      โมหจริต (ผู้มีโมหะเป็นความประพฤติปกติ, ประพฤติหนักไปในทางเขลา เหงาซึม เงื่องงง งมงาย) กรรมฐานที่เกื้อกูล คือ อานาปานสติ และพึงแก้ด้วยการเรียนการถาม ฟังธรรม สนทนาธรรมตามกาล หรืออยู่กับครู

๔.      สัทธาจริต (ผู้มีศรัทธาเป็นความประพฤติปกติ, ประพฤติหนักไปในทางมีจิตซาบซึ้ง ชื่นบาน น้อมใจเลื่อมใสโดยง่าย) พึงชักนำไปในสิ่งที่ควรแก่ความเลื่อมใส และความเชื่อที่มีเหตุผล เช่น พิจารณาอนุสติ ๖ ข้อต้น

๕.      พุทธิจริต หรือ ญาณจริต (ผู้มีความรู้เป็นความประพฤติ, ประพฤติหนักไปในทางความคิดพิจารณา) พึงส่งเสริมด้วยคำแนะนำให้ใช้ความคิดในทางที่ชอบ เช่นพิจารณาไตรลักษณ์ ได้แก่ ทุกขัง (ทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นทุกข์ มีการเปลี่ยนแปลงเนื่องจากอยู่ในสภาวะที่ทนไม่ได้เสมอๆ ) อนิจจัง (ทุกสิ่งทุกอย่างไม่เที่ยงแท้แน่นอน คาดเดา ๑๐๐ % ไม่ได้) อนัตตา (ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนไม่มีตัวตน นั่นคือการที่ไม่สามารถควบคุมมันได้จริง เป็นเพียงการสมมติ หรือบัญญัติของมนุษย์และสังคม) นอกจากนี้ กรรมฐานที่เหมาะสม คือ มรณสติ อุปสมานุสติ จตุธาตุววัฏฐาน และอาหาเรปฏิกูลสัญญา

๖.      วิตกจริต (ผู้มีวิตกเป็นความประพฤติปกติ, ประพฤติหนักไปในทางนึกคิดจับจดฟุ้งซ่าน) พึงแก้ด้วยสิ่งสะกดอารมณ์ เช่น เจริญอานาปานสติ หรือเพ่งกสิณ เป็นต้น

ทั้งนี้จริตที่นำมาพิจารณาใจจิตบำบัดก็คือ จริตที่ก่อให้เกิดปัญหาได้นั่นเอง ได้แก่ ราคจริต โทสจริต โมหจริต และ วิตกจริต เท่านั้น

ในสถานการณ์หนึ่งๆที่ผู้รับการบำบัดเป็นทุกข์เรื้อรัง การมองถึง ความคาดหวัง (Expectation) ของผู้รับการบำบัด อย่างง่ายๆ อย่างคุ้นเคยก็ คือ การพิจารณาถึงเรื่องของตัณหา (ความทะยานอยาก) ๓ ส่วน ได้แก่

๑. อยากในกามารมณ์ (กามตัณหา)ได้แก่ รูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส

๒. อยากได้ อยากมี อยากเป็น (ภวตัณหา) และ

๓. ไม่อยากได้ ไม่อยากมี ไม่อยากเป็น (วิภวตัณหา) เป็นต้น

ซึ่งผู้รับการบำบัดจะมี “ความอยาก” อย่างไรก็สามารถถามต่อได้ตามลักษณะ Stance ที่ถูกแสดงออกมา หรือลักษณะของอารมณ์ ความคิด ความรับรู้ที่เปิดเผยออกมาได้จากผู้รับการบำบัด และจากนั้นผู้บำบัดสามารถถามหา Yearnings ซึ่งก็เป็นตัณหาที่ถูก Modify ร่วมกันโดยผู้บำบัดและผู้รับการบำบัด ให้เป็น ฉันทะ (ความอยากเชิงบวก เชิงพัฒนา หรือเชิงปัญญา) ซึ่งในทางพุทธธรรม คือ พรหมวิหาร ๔ ได้แก่ เมตตา (ดิน), กรุณา (น้ำ), มุทิตา (ลม) และอุเบกขา (ไฟ) ซึ่งเราอาจจะกล่าวได้ว่าสิ่งเหล่านี้คือคุณธรรมที่ฝังแฝงอยู่ และเชื่อว่ามีอยู่ในจิตส่วนลึกของมนุษย์ทุกคน และเป็นสิ่งที่พัฒนาได้ ยิ่งใหญ่และเหมาะสมมากกว่าการที่บุคคลจะถูกดึงรั้งอยู่กับตัณหาที่ตนเผชิญอยู่และใช้ด้วยความเคยชิน ซึ่งจริงๆแล้ว คุณธรรม คือวัตถุประสงค์ของการบำบัดเพื่อ “การเปลี่ยนแปลง” ทางจิตใจนั่นเอง ซึ่ง Satir Therapy เองก็อาจจะเรียกว่าเป็น “Change Therapy” ซึ่งกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า Satir เป็นเทคนิคการทำจิตบำบัดที่เปิดโอกาสให้ผู้รับการบำบัดมองความต้องการในชีวิตของตนเองได้จากหลากหลายสถานการณ์ หลากหลายแง่มุม และพร้อมจะตระหนักถึงการพัฒนาคุณธรรมเพิ่มขึ้นพร้อมกับละลดความคาดหวังแบบหยาบ หรือกิเลสตัณหานั่นเอง ลองพิจารณาเรื่องระดับลึกที่สุดของการบำบัด “Self” หลายครั้งอาจจะหมายถึง “Self esteem” ซึ่งในทางพุทธธรรมก็คือ “ปัญญา” หรือ “ความสุข” หากเป็นบวกก็หมายถึงมีความสุขความอิ่มเอิบพอใจ หากเป็นลบอยู่ก็คือความขัดแย้งใจไม่ยอมรับกับคุณธรรมที่ควรจะเปลี่ยน ก็หมายถึงยังมีกิเลสอยู่ และนั่นก็คือยังมีความทุกข์อยู่นั่นเอง เทคนิคการทำให้เกิดการเปลี่ยนก็คือ การแนะนำคุณธรรมที่เหมาะสมกับจริต(Stance)ของผู้รับการบำบัด ดังต่อไปนี้

๑.      กรณีวิตกจริต (Super Reasonable Stance) (ธาตุดิน) ผู้รับการบำบัดจะมีลักษณะที่ต้องการให้สิ่งรอบตัวเป็นไปดั่งใจหวัง ซึ่งย่อมเกิดความผิดหวังได้เสมอ และหลายครั้งอาจจะก่อทุกข์ให้ผู้อื่นโดยไม่ได้รู้ตัว (จากความคาดหวังที่มากเกินปกติ) คุณธรรมที่เหมาะสมคือ พรหมวิหารข้อแรก หรือ “เมตตา” และข้อสุดท้ายคือ “อุเบกขา” นั่นเอง สิ่งที่เกิดขึ้นในชั่วโมงการบำบัดคือเมื่อผู้รับการบำบัดมีความทุกข์จากความคาดหวังมากๆต่อคนอื่นรอบข้างหรือตนเองแล้วไม่ได้ดั่งใจ มีความหงุดหงิดรำคาญใจเป็นทุกข์มาก แม้ว่าผู้บำบัดจะซักถามเข้าหาปัญหาของผู้รับการบำบัดในระดับความคิดได้ดี แต่เราผู้บำบัดจะเริ่มบำบัดส่วน Expectation และ Yearning ได้ดีกว่าการเปลี่ยน ความคิด การรับรู้ (Thought and perception) หรือ การไปยุ่งกับอารมณ์ (Feeling) ของผู้รับการบำบัดมากเกินไป โดยตัวอย่างการโน้มน้าวคุณธรรมข้างต้นว่า “สิ่งต่างๆที่คุณกำลังทำอยู่ หรือคาดหวังอยู่นั้นลึกๆแล้วคุณกำลังแสดงออกถึงความปรารถนาที่ดีต่อผู้อื่นอยากให้เค้ามีความสุข อยากให้ทุกอย่างลงตัว แต่ไม่มีสิ่งใดที่เป็นไปได้ตามใจเสมอ เราก็ยังเป็นผู้ให้ที่ยิ่งใหญ่ได้ (เพิ่ม self esteem) เสมอไป” ถึงตรงนี้ผู้รับการบำบัดจะเริ่มมองตนเองเป็นบวกมากขึ้นพร้อมทั้งคลายความอยาก ความคาดหวังด้วยคุณธรรมที่แทรกตัวเข้ามาคือ “เมตตาธรรม” อย่างไม่รู้ตัว จากนั้นคุณธรรมอีกข้อหนึ่ง คือ “อุเบกขาธรรม” จะเริ่มสามารถนำมาใช้บำบัด เช่น “แล้วหากคุณเมตตาและให้เค้าเหล่านั้นถึงที่สุดแล้วแต่เค้าไม่ยอมรับความปรารถนาดีของคุณ บางครั้งคุณอาจจะมีวิธีการปล่อยวางสิ่งหนักๆนี้ลงบ้าง..คุณพร้อมจะปล่อยวางหรือไม่”  เรื่องราวต่างๆจะถูกหยิบยกขึ้นมาในแนวทางเดียวกันเพราะผู้รับการบำบัดมีการแสดงออกจริตเดิมๆ แล้วผู้บำบัดก็จะใช้เทคนิคจูงเข้าสู่คุณธรรม จนกระทั่งผู้รับการบำบัดเกิดเมตตาธรรมสูงขึ้น และสามารถปล่อยวางความต้องการตอนนั้นหรือปรับเปลี่ยนความคาดหวังนั้นให้เหมาะสมมากขึ้น

๒.      กรณีราคจริต (Placate Stance) (ธาตุน้ำ) ผู้รับการบำบัดจะมีลักษณะเป็นผู้ถูกกระทำ ไม่สามารถพิทักษ์สิทธิ์ของตนเองได้ มีความสมารถปกป้องตนเองได้น้อย โทษตนเองเสมอ ไม่ค่อยเห็นความทุกข์ของตนเองเป็นเรื่องสำคัญ ซึมเศร้าง่าย คิดแทนคนอื่นเป็นห่วงคนอื่นมากกว่าตนเอง ดูเหมือนจะถูกเอารัดเอาเปรียบเสมอแม้ในมุมมองของตนเอง เกิดความทุกข์จากการวางตนเองเป็นผู้สมยอม มีแนวโน้มทำร้ายตัวเองสูง เราผู้บำบัดจะเริ่มถามถึงความรู้สึกเป็นสำคัญ (Feeing and Feeling of the feeling) เปิดโอกาสให้ผู้รับการบำบัดได้ระบายความรู้สึกภายในออกมาและแสดงความเห็นและการรับรู้ต่อเหตุการณ์นั้นๆ (Thought and Perception) ผู้รับการบำบัดมีความคิดที่ขัดแย้งหรือไม่เหมาะสมกับความคาดหวังที่ว่า อยากให้ตนเองเป็นที่รักของผู้อื่น(Expectation) โดยเชื่อว่าการเป็นที่รักของผู้อื่นได้นั้นต้องเป็นผู้ที่ยอมตามเสมอ หากไม่เป็นเช่นนั้นก็กลัวจะเสียความรักนั้นไป (Distorted thought) ฉะนั้นการให้การบำบัดจึงอาจจะเริ่มเปลี่ยนในเรื่องความคิดเป็นหลัก ซึ่งต้องใช้เทคนิคของ CBT(Cognitive Behavior Therapy) อย่างมากในการมุ่งเปลี่ยน Core belief (อุปาทาน หรือ สัญญาที่ไม่เหมาะสม ไม่จริง) ให้กลายเป็น positive หรือ realistic thought (สัมมาทิฏฐิ) ส่วนการสนับสนุน Yearning ก็คือในส่วนที่เป็นคุณธรรมข้างต้นเกี่ยวกับ “กรุณาธรรม” สามารถทำได้ว่า “คุณเป็นคนดีให้ความรักกับคนทุกคนรอบข้าง แต่สิ่งที่ได้ตอบแทนกลับมาดูเหมือนจะไม่เหมาะสมกับสิ่งที่คุณกำลังให้ผู้อื่นเลย หรือจริงๆแล้วคุณควรกลับมาเอาใจใส่ตนเองบ้างเพื่อให้สมกับความดีที่คุณพยายามทำให้คนอื่น เมื่อคุณรักตนเองมากขึ้น คุณจึงจะสามารถมีกำลังพอไปรักคนอื่นได้ต่อไปนะครับ นอกจากนี้สิ่งที่คุณตามหาอยู่ทั้งชีวิตอย่างหนึ่งก็คือ อิสรภาพในชีวิตของคุณซึ่งเมื่อคุณรักตนเองได้(กรุณาต่อตนเอง)สิ่งนี้จะเกิดขึ้นแน่นอน อิสระจากการได้รักโดยไม่หวังการได้รับความรักกลับคืนมา” และจากนั้น เราก็สามารถที่จะใช้การสนับสนุน “อุเบกขาธรรม” เมื่อผู้รับการบำบัดสามารถเพิ่มความรักในตนเองได้ มากขึ้น เพื่อให้ผู้รับการบำบัดสามารถลดความคาดหวังความรักจากผู้อื่นลงไปให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม กรณีที่อารมณ์เศร้ามีมากในระยะแรก การใช้ยาต้านเศร้าจะมีส่วนช่วยลดความรุนแรงของอารมณ์เศร้าและลดความเสี่ยงต่อการทำร้ายตนเอง

๓.      กรณีโมหะจริต (Irrelevant Stance) (ธาตุลม) ผู้รับการบำบัดจะมีลักษณะเป็นบุคคลเลื่อนลอย ขาดสมาธิ ไม่ค่อยมีสิ่งยึดเหนี่ยวทางจิตใจ ไม่มีความเชื่อมั่นในตนเอง ทำสิ่งใดไม่ค่อยประสบความสำเร็จสำหรับชีวิตที่ผ่านมาในอดีต ชอบตามเพื่อน เป็นผู้ตามที่ไม่ดี ส่วนการเป็นผู้นำนั้นเป็นไปได้แต่มีโอกาสน้อยกว่าจริตแบบอื่นๆ อาจจะเชื่อถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อภินิหาร เชื่อสิ่งที่เหนือธรรมชาติได้บ่อยครั้ง ในทางสังคมหลายๆครั้งคนใกล้ชิดอาจจะรู้สึกว่าผู้รับการบำบัดเป็นคนดื้อรั้น ไม่เชื่อฟังความคิดเห็นของผู้อื่น หรือมีลักษณะขี้อิจฉา ปัญหาคือความคาดหวังที่ไม่สมเหตุผล แต่เพื่อให้เกิดการยอมรับจากบุคคลรอบข้าง จึงตัดสินใจทำสิ่งผิดพลาดได้ง่าย ซึ่งด้วยเหตุผลข้างต้นเมื่อไม่สมเหตุสมผล ขาดความรู้ในการตัดสินใจที่ดีพอ ไม่รู้จักการยอมรับชื่นชมคนรอบข้าง ไม่ศรัทธาคนรอบข้าง จึงถูกมองเป็นคนหัวดื้อในที่สุด อาจจะพูดได้ว่า “มุทิตาธรรม“ หรือ “มุทิตาจิต” เป็นคุณธรรมที่ขาดไปในคนไข้กลุ่มนี้   แก้ไขโดยการปรับเปลี่ยนที่อารมณ์ กับความคิดความเข้าใจ ความเห็นที่ผิดเป็นสำคัญ โดยใช้เทคนิคของ CBT เพื่อให้ผู้รับการบำบัดได้มีโอกาสเข้าถึง เข้าใจในปัญหาและทางแก้ไขตามจริง รู้เข้าใจกฎแห่งกรรม ว่าทุกสิ่งล้วนมีเหตุเป็นที่มา ไม่ใช่เกิดขึ้นได้เองลอยๆ หรือด้วยอำนาจของใครจะบังคับได้เหนือธรรมชาติ ผู้บำบัดมีหน้าที่สร้างศรัทธาให้เกิดขึ้นแก่ผู้รับการบำบัด แสดงความเชื่อมั่นในการแก้ไขปัญหาด้วยปัญญา ด้วยกฎธรรมชาติอย่างแท้จริงโดยเฉพาะเรื่อง “ไตรลักษณ์” และ “ไตรสิกขา หรือ มรรค” (อ่าน เมื่อจิตสงบ..ก็จบสบาย) สร้างและแสดงออกถึงลักษณะที่มั่นคงทางความคิด อารมณ์และการตัดสินใจจนสามารถเป็นที่พึ่งของผู้รับการบำบัดได้ และเป็นแบบอย่างได้ในที่สุด การให้กำลังใจผู้รับการบำบัดในการให้ผู้รับการบำบัดตัดสินใจทำในสิ่งที่ดีที่ถูกต้องมีความสำคัญมาก ชมเชยเมื่อผู้รับการบำบัดประสบความสำเร็จเป็นตัวอย่างที่ดีในการแสดง “มุทิตาจิต” จนผู้รับการบำบัดสามารถซึมซับและใช้คุณธรรมข้อนี้ได้ และเกิดศรัทธาต่อตนเองและผู้อื่นในที่สุด หมดสิ้นซึ่งความอิจฉาริษยา ผู้รับการบำบัดกลุ่มนี้เป็นลักษณะที่ยากที่สุดในการบำบัดด้วยวิธีของ Satir Model เนื่องจากขาดความเห็นชอบ ขาดศรัทธา และขาดความขยันหมั่นเพียร หลายๆครั้งจำเป็นต้องใช้ยาร่วมด้วยระยะยาว หลายๆ ครั้งผู้บำบัดเองจะได้โอกาสพัฒนาคุณธรรมในส่วนของ “อุเบกขาธรรม” เพิ่มมากขึ้นเมื่อผลการรักษาไม่เป็นไปตามที่คาดหวังไว้

๔.       กรณีโทสะจริต (Blaming Stance) (ธาตุไฟ) ผู้รับการบำบัดจะมีลักษณะเป็นผู้กระทำ กล้าคิดกล้าแสดงออกทางอารมณ์สูง มีบุคลิกเป็นผู้นำสูง แต่หลายครั้งการแสดงออกดูราวกับว่าจะเป็นการกล่าวโทษผู้อื่น แสดงพฤติกรรมก้าวร้าว ใจร้อน ส่งผลกระทบต่อคนรอบข้าง หรือสังคมที่ตนอยู่ และสุดท้ายก็ส่งผลกลับมาให้ตนเองเดือดร้อนเป็นทุกข์ในเวลาต่อมา กรณีนี้ผู้บำบัดต้องเผชิญกับไฟโทสะที่ผู้รับการบำบัดจะส่งให้หรือหากผู้บำบัดรับได้ไม่ไหวติง ผู้รับการบำบัดก็จะพยายามให้ผู้บำบัดเข้าใจตนเอง เข้าข้างตนเองเพื่อกล่าวโทษผู้ที่ทำให้ผู้รับการบำบัดทุกข์ใจในเวลานั้น ทีท่าของผู้บำบัดที่รับฟังอย่างตั้งใจเป็นการให้เกรียติ เป็นการแสดงออกอย่างเป็นแบบอย่างที่ดีในการควบคุมอารมณ์ ไม่แสดงความขัดแย้งต่อต้านความคิดเห็นทางลบของผู้รับการบำบัด แต่ขณะเดียวกันก็ไม่แสดงออกถึงความยินยอมชอบใจ อาจจะกล่าวได้ว่า ธรรมะ ที่จำเป็นมากในการบำบัดครั้งนี้คือ “อุเบกขาธรรม” ซึ่งผู้บำบัดจะต้องมีเองและถ่ายทอดวิธีการสร้างอุเบกขาธรรมนี้ไปให้ผู้รับการบำบัดเกิดขึ้นในใจในที่สุด แล้วค่อยน้อมนำคุณธรรมข้ออื่นให้เกิดขึ้นตามมาในภายหลัง การสร้างบรรยากาศให้สงบ ผ่อนคลายมีส่วนช่วยมาก การบำบัดเริ่มด้วยการชวนให้ผู้รับการบำบัดคิดเห็นให้ตรงตามเหตุปัจจัย (CBT) ให้เหมาะสมกับสภาพที่เกิดขึ้นจริงไม่ด่วนสรุปความว่าผู้อื่นดี หรือไม่ดี พฤติกรรมต่างๆย่อมมีเหตุผล เมื่อความคิดเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น อารมณ์การแสดงออกก็จะดีขึ้นตามมา จากนั้นคุณธรรมที่เป็น”อุเบกขาธรรม” จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ คือปล่อยวางได้ในความโกรธที่มีต่อผู้อื่น กลายเป็นให้อภัย ให้โอกาสผู้อื่นได้ และคุณธรรมอื่นก็จะเกิดตามมาเช่น ความรัก เป็นต้น

 

โดยสรุปส่วนดีที่เป็นเอกลักษณ์ของการบำบัดแบบ Satir Model นั้นคือ Yearning หรือ ความปรารถนาที่อยู่ลึกๆ จริงๆแล้วคือส่วนที่เป็นความหมายเป็นคุณค่าที่ผู้นั้นยึดถือ ศรัทธา เพื่อให้ชีวิตเดินต่อได้ ทางพุทธ เรียก “คุณธรรม” จิตใจที่บริสุทธิ์ส่วนนี้ หากตระหนักได้ดี ทั้งที่ผู้รับการบำบัด และผู้บำบัดจะมองเห็นและเข้าใจ “ความพอดีในตน” ด้วยตนเอง สามารถลดกิเลสที่หยาบกว่า (Expectation) สามารถควบคุมความคิด อารมณ์ พฤติกรรม ให้สอดคล้องกลมกลืน (Congruence & Flexibility) จริตที่เกิดขึ้นใหม่ก็เปลี่ยนไปเป็น “พุทธิจริต” หรือ “ญาณจริต” โดยเฉพาะพวกที่เป็น โมหะจริต อาจจะพัฒนาเป็น “สัทธาจริต” ก็เป็นไปได้อีกทางเลือกหนึ่ง สุดท้ายจริตที่เปลี่ยนมานั้นถือเป็นความปกติสมบูรณ์ เมื่อพิจารณาถึงความเชื่อมั่น พลังจิต หรือ Self (Self esteem, Wisdom) ก็จะมีลักษณะเต็มเปี่ยมไม่พร่องเหมือนก่อนการบำบัด เราอาจจะเรียกว่าเกิดการพัฒนา สติ และปัญญาของทั้งสองฝ่ายเพิ่มมากขึ้นในเวลานั้นนั่นเอง