หากโลกนี้ไม่มีเรื่องบังเอิญ

เหตุการณ์ที่หนูเผชิญมาเมื่อสองสามชั่วโมงที่ผ่านมาคืออะไร?

 

วันนี้หนูออกจากที่ทำงานเย็น อืมจะว่าไปก็ มืดต่างหาก เพราะพยายามนำบันทึกที่พี่ เขียนฝากไว้ขึ้นให้ได้มากที่สุด เงยหน้าขึ้นมาฟ้าก็มืดแล้ว ไม่ทันจะเสร็จครบทุกบันทึก แต่ก็รู้สึกล้า จึงตัดสินใจเก็บของกลับบ้าน

พอเดินลงมาจะพ้นประตูสำนักงาน เห็นพี่เจ้าหน้าที่ผู้หญิงคนหนึ่ง เป็นพนักงานเดินหนังสือ และบางคราท่านก็รับหน้าที่ทำความสะอาดที่บ้านให้หนูด้วยบางครั้ง หนูเรียกท่านว่า "พี่แม่บ้าน" กับ รปภ.สำนักงานหนึ่งคน และผู้ชายอีกหนึ่งคนในชุด รปภ. แต่หนูไม่คุ้นหน้า

บริบทตรงนั้นสัมผัสได้ถึงแรงโทสะและสภาวะตึงเครียดแผ่กระจาย พี่แม่บ้านพอท่านเห็นหนูท่านตะโกนเสียงดังอย่างดีใจขึ้นมาว่า

“คุณติ๋ว ๆ ช่วยพี่ด้วย.......................” แล้วก็ตามด้วยเรื่องราวที่เกิดขึ้นในมุมมองของท่าน

ประมาณว่า คนผิดไม่ใช่พี่

ท่านเล่าด้วยน้ำเสียงหวาดกลัวและสั่นเครือ

หนูดึงลมหายใจเข้าลึก ๆ เรียกสติให้ตนเอง แม้จะรู้สึกเหนื่อยล้า แต่ ณ ขณะนี้ สติสำคัญมาก ระหว่างที่หนูฟังพี่แม่บ้านเล่าเหตุการณ์

รปภ.ของสำนักงานก็เดินกระแทกกระทั้น ไปนั่งในป้อมยาม ยกขาทั้งซ้ายและขวาขึ้นพาดโต๊ะ ถลกขากางเกงข้างขวาขึ้น หนูมองเห็นรอยถลอกยาว แล้วท่านก็หยิบยาแดงขึ้นมาทา ๆ ๆ บนแผล แล้วก็พร่ำบ่นว่า

“จะไม่ทำงานแล้ว จะลาออก เจอเหตุการณ์แบบนี้.................................” แล้วก็มีคำพูดหลายคำ ที่สะท้อนถึงความขุ่นมัวและโกรธเคืองภายใน

หนูหายใจเข้าลึก ๆ ถอนหายใจยาว ๆ ถามย้ำอีกครั้งว่า

“เกิดอะไรขึ้นค่ะ”

พอฟัง ๆ แล้วจับใจความได้ว่า

“พี่แม่บ้านจอดรถไว้หน้าไปรษณีย์ ซึ่งอยู่ข้าง ๆ ที่ทำงาน แล้วประตูเหล็กทั้งอันใหญ่ ๆ ล้มลงมาทับรถมอร์เตอร์ไซด์ของท่าน จึงเดินมาขอร้องให้ รปภ.และเพื่อนไปช่วยผลักออกให้ด้วยความีน้ำใจ แต่ระหว่างผลักเกิดอุบัติเหตุคือว่า ประตูได้ล้มทับขาข้างขวา อืมหน้าจะใช้คำว่า “หน้าแข้งข้างขวาของ รปภ.” จึงเกิดเหตุการณ์ดังที่หนูเห็น

 

ครั้งแรก รปภ. ยืนยันจะทิ้งสำนักงานแล้วกลับบ้าน และอ้างถึงนักการเมืองชื่อดังว่าตนเองรู้จักและโทรเรียกได้ตลอดเวลา

ใจหนูมีเสียงว่า

 “คนหนอคน เมื่อความกลัวเข้าครอบงำ ก็สาดได้ไม่จำกัด”

 แต่หากได้สั่นไหวความรู้สึกภายในของหนูไม่

หนูจึงขอเบอร์โทรติดต่อหัวหน้างานของเขา หากต้องการกลับ ก็จะขอให้มีคนอื่นมารับผิดชอบเฝ้าสำนักงานต่อชั่วคราว จนกว่าจะถึงเวลาเปลี่ยนเวร พอได้เบอร์หนูก็โทรทันที แจ้งรายละเอียดที่เกิดขึ้น สักพักเขาก็คุยกันเอง สรุปว่า

“อยู่ต่อ”

 

เมื่อคุยความชัดเจนได้เรียบร้อย และท่านเริ่มเย็นลง

สิ่งที่หนูตั้งใจจะทำอยู่แล้วคือ “ทำแผลให้รปภ.”

 

นึกขึ้นมาได้ว่า บนห้องทำงานมียาและอุปกรณ์ทำแผล

 

ระหว่างเดินขึ้นไป ใจหนูครุ่กรุ่น รู้สึกว่า ทั้งคู่ มัวแต่สาดโทสะใส่กัน แทนที่จะช่วยกันแก้ไข แผลที่เป็นก็ไม่มากนักแต่ยังสด ๆ ก็คงมีปวดบ้าง ใจชั่ว ๆ ของหนูคิด

 

ความคิดเชิงลบทำให้ลมหายใจหนูติดขัด

 

หนูดึงลมหายใจเข้าแล้วรู้สึกผ่อนคลาย ตามลมหายใจไปเรื่อย

 

“เฮ้ย ฉันก็มีโทสะเหมือนกัน แล้วนี่ใครจะช่วยคลี่คลายสถานการณ์”

 

พอเห็นโทสะภายในตนเอง โทสะก็เบาลง

น้อมใจของตนเอง ตั้งสติแล้วก็ทำให้ดีที่สุด

มีเสียงดังขึ้นกับตนเองว่าเป็นโอกาส...........................

 

“ทั้งคู่น่าสงสาร โดนความกลัวภายในตนเอง เผาอยู่ จึงแสดงความหวาดกลัวออกมาอย่าชัดเจน”

 

ณ ขณะนั้น หนูย้ำกับตนเองว่า

“สติ ความนิ่งเย็น และความเมตตา จะช่วยเยียวยากรณีนี้ได้ ทั้งคู่ต้องการที่พึ่งทางใจ”

 

พอมาถึงห้องจึงเตรียม สำลี น้ำเกลือ ยาแก้ปวด และยาอื่น ๆ ที่ รปภ.ร้องขอมาให้

พอลงมาข้างล่าง พี่รองผู้อำนวยการ ท่านกลับจากการออกกำลังกายแล้วแวะเข้ามาสำนักงานมาพบพอดี หนูจึงได้ชี้แจงท่านแล้วก็

 

เรียกพี่ รปภ.มานั่งบนเก้าอี้ แล้วหนูก็นั่งยอง ๆ ทำแผลให้ท่านเอง ค่อย ๆ เช็ด พร้อมทั้งอธิบายแต่ให้ความรู้เรื่องแผลไปด้วย ว่าทำไมถึงทำเช่นนี้ อธิบายเรื่องการเกิดแผล ให้ความรู้ว่าต่อไปจะเป็นเช่นไร ทำแผลอย่างไร เพื่ออะไร

 

พอท่านได้รับข้อมูล ท่านเริ่มเย็นลง เข้าใจว่าควรจะทำอย่างไร พอเสร็จก็ให้อุปกรณ์ไว้

หนูถามต่อว่า “ไปหาหมอไหม จะพาไป”

แต่ท่านก็ยืนยันว่า “ไม่ไป” 

 

เพราะยาที่หนูให้มีฤทธิ์ระคายเคืองกระเพาะอาหาร จึงหยิบมาม่าและขนมบนห้องลงมาให้ท่านและย้ำว่า ต้องทานยาหลังข้าว ห้ามทานตอนท้องว่าง

 

จากนั้นหนูก็ตามพี่แม่บ้านไปที่ จุดเกิดเหตุ ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ ที่แม้จะไม่เคยคุยกันแต่ก็พอคุ้นหน้ากันอยู่และคนอื่น ๆ ยืนล้อมรอบประตูเหล็กขนาดใหญ่นอนตะแคลงกับพื้น ข้าง ๆ ก็มีรถมอร์เตอร์ไซด์จอดอยู่

 

สักพักมีคนยื่นโทรศัพท์มาบอกว่า ขอคุยกับคนทำแผล ซึ่งหนูก็ให้ข้อมูลท่านไป และให้คำแนะนำเพิ่มว่า

 “ถ้าท่านแวะมาช่วยมาสอบถาม รปภ.สักหน่อย เพราะรู้สึกว่า “ท่านเสียขวัญ

จะว่าไปเป็นเราเจอเองก็คงตกใจไม่น้อย  

เราปรึกษากันว่า “ถ้าไปหาหมอไว้ก่อนน่าจะดี”

แล้วก็วางสายไป

 

จากนั้นหลาย ๆ คน ช่วยยกประตูขึ้น แล้วพี่เจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ก็บอกว่า “ศูนย์แพทย์ยังเปิดอยู่ หนูจึงชวนท่านมาคุยกับ รปภ. ช่วยกันคุย ท่านจึงยินยอมไปหาหมอ” หนูจึงอาสาอยู่เฝ้าสำนักงานแทน

 ระหว่างนั่งรอ หนูพิจารณาว่า

"แท้ที่จริง รปภ.และเพื่อน ท่านน้ำใจงาม ที่ไปช่วยเหลือ พี่แม่บ้าน ยกประตูออกจากรถ แต่ด้วยอุบัติเหตุ ทำให้ทั้งหมด ตกใจ ขาดสติ เมื่อความกลัวเข้าครอบงำในใจ จึงไหลออกมาทางคำพูด ดังที่หนูได้ยิน

น่าสงสารจังเลยหนอ การพูดได้ปราศจากสติ การพูดด้วยความกลัว"

ณ ขณะที่หนูขาดสติและหวาดกลัว ก็คงไม่ต่างจากทั้งสองท่าน พูดจาไม่รู้เรื่อง พยายามหาที่เกาะที่พึ่ง หนูโชคดีที่ได้มีโอกาสรับใช้ทั้งคู่ รู้สึกขอบพระคุณทั้งสองท่านที่มาสอน

 

ระหว่างรอหนูนั่งสบาย ๆ ผ่อนคลายแล้วก็มีคำพูดหนึ่งดังขึ้นมาในหัวว่า

"คนหนึ่งก็คิดว่า ทำดีแล้วไม่ได้ดี
อีกคนก็คิดว่า กลัวคนอื่นจะเอาผิด ก็มันไม่ได้ตั้งใจ
พอคนกลัวสองคนมาคุยกันมันก็เป็นเช่นนี้เอง
คนหนอคน

อย่างน้อยดีที่สุดที่ทำได้ก็คือ เป็นอีกคนหนึ่งที่มีสติ

พอที่จะเห็นอกเห็นใจทั้งคู่ก็คงพอ"

รปภ.จำเป็น ก็เลยต้องคอยตอบคำถามเจ้าหน้าที่หลาย ๆ คน ที่ทำงานดึก ว่า “ทำไมมานั่งอยู่ตรงนี้”

การได้นั่งหน้าสำนักงานตอนดึก ๆ ก็ รู้สึกผ่อนคลายดีนะคะ หนูหยิบหนังสือ ของคุณดังตฤณ ในกระเป๋าขึ้นมาอ่าน นานแค่ไหนไม่แน่ใจ เจ้าหน้าที่ทั้งสำนักงานกลับหมด ใจหนูวูบรู้สึกไม่ปลอดภัยเพราะประตูเปิดอ้าซ่า

ข้างหน้ามี สาว ๆ ยืนเรียกแขก คล้าย ๆแถว ๆสนามหลวงตอนดึก ๆ

จึงตัดสินใจเดินไปปิดประตูแล้วก็มานั่งอ่านต่อ ไม่นานนัก รปภ. ก็กลับมาพร้อมกับสภาพแผลที่ปิดเรียบร้อย และยาอีกถุงหนึ่ง หนูสอบถามท่านและขอดูยาให้ เผื่อจะให้คำแนะนำได้

 

จึงแจ้งว่า “ให้ทานเพียงยาหมอ”

ยาที่หนูให้เก็บไว้ ห้ามทานพร้อม ๆ กัน และอธิบายการใช้ยาในถุงไปด้วย

พอทุกอย่างเรียบร้อย หนูจึงออกมาจากสำนักงาน

 

แหงนมองดูท้องฟ้า ดวงจันทร์แจ่ม จรัส เคียงข้างกับดาว หนึ่งดวงที่สว่างไสว เหมือนใจได้รางวัลความตั้งใจ

 

พอเหตุการณ์ผ่านไป ก็รู้สึกว่า “ทำดีที่สุดแล้ว”

เพราะโลกนี้ไม่มีคำว่าบังเอิญ ก็คงมีบ่วงกรรมกันมา มากน้อยก็ตามแรงปะทะและสติที่พอมี เหมือนได้รับหน้าที่ไกล่เกลี่ยทางใจ เหมือนได้รับโอกาสให้เรียนรู้ความเป็นมนุษย์ ขอบพระคุณนะคะ ทุก ๆ ดวงจิต ที่ช่วยมาสอนและให้โอกาส