ชาวโรมันเห็นว่าเกาะแห่งนี้เป็นที่หลบภัยได้ดี จึงอาศัยหลบภัย จับปลาหากินไปเรื่อย นานเข้าเห็นว่าอยู่อาศัยได้

เมืองเวนิส มหานครกลางน้ำ-2

โสภณ  เปียสนิท

............................................

 

                ชาวโรมันเห็นว่าเกาะแห่งนี้เป็นที่หลบภัยได้ดี จึงอาศัยหลบภัย จับปลาหากินไปเรื่อย นานเข้าเห็นว่าอยู่อาศัยได้ มองวิวก็สวย อากาศก็ดี ชอบความเป็นตัวของตัวเอง เป็นอิสระ จึงพัฒนาเกาะแห่งนั้นเป็นบ้านอันถาวร  ที่บางส่วนคับแคบก็ใช้วิธีนำเอาไม้สนยาวขนาด 15 เมตรนับหมื่นท่อนปักลงไปบนปะการัง เพื่อใช้เป็นฐานราก บางส่วนนำทรายมาถม บางส่วนเอาหินมาวางเรียงรายให้เป็นพื้น ก่อสร้างบ้านเรือนขนาดเล็กและใหญ่ได้อย่างน่าทึ่ง มองจากอาคารบ้านเรือนเรียงรายซึ่งส่วนมากเป็นตึกขนาดใหญ่แล้วไม่น่าจะเชื่อว่าตั้งอยู่บนแผ่นน้ำโดยอาศัยเสาไม้สนนับหมื่นท่อนเหล่านั้น

 

            บ่ายแก่ ๆ ของวันที่ 20 ตุลาคม 2547 คณะของเราเดินทางถึงเมืองเวนิสท่ามกลางสายฝนบางเบาโปรยปราย แวะรับประทานอาหารกลางวันที่ร้านอาหารจีนชื่อ “พาโกด้า” อย่างรวดเร็วเพื่อทำเวลา เนื่องจากประตูวังโบราณบนเกาะจะปิดราว 16.30 น. รับประทานอาหารเสร็จแล้วเร่งรีบเดินทางต่อทันที

 

                มัคคุเทศก์แจ้งให้ทราบว่า สักครู่จะเดินทางเรือ ก่อนลงจากเรือขอให้ทุกคนจำท่าเรือไว้ให้ดี เมื่อพลัดหลงกลุ่มสามารถเดินทางกลับมารอที่ท่าเรือได้เอง หนึ่งทุ่มตรงขอให้ทุกคนกลับรอกันที่ท่าเรือ ขาไปเรือจะแล่นในคลองรอบนอกเพื่อประหยัดเวลา หากแล่นเรือในคลองรอบในการจลาจรจะหนาแน่นมาก อาจทำให้เราอดชมพระราชวังใหญ่ อันเคยใช้เป็นที่คุมขัง “คัสโนว่า” หนุ่มหล่อมหาเสน่ห์แห่งยุคโบราณมีชื่อเสียงในเชิงเจ้าชู้เป็นที่ยอมรับกันทั่วโลก นับว่าเป็นเรื่องคาดไม่ถึงครับว่าจะได้มาดูที่คุมขังคัสโนว่าโดยบังเอิญ

 

                ถึงท่าเรือมีเรือเรียงรายมากมายรอรับผู้โดยสาร เราเร่งรีบลงเรือหาที่นั่ง มองรอบ ๆ อย่างประทับใจ ตึกรามใหญ่โตเรียงรายริมสองฝั่งน้ำ ไม่น่าจะเป็นไปได้นะครับว่า เมืองเหล่านี้จะตั้งอยู่บนปะการัง น่ากลัวว่าจะจมลงน้ำเข้าสักวัน แต่หลายร้อยปีผ่านมาก็ยังตั้งอยู่ได้เหมือนมหานครศักดิ์สิทธิ์ได้รับพรจากพระผู้เป็นเจ้าให้ดำรงอยู่อย่างนั้นตลอดไป