แนวคิดการพัฒนาเศรษฐกิจ
ความคิดในเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจ  โดยทั่วไปอาจจะย้อนหลังไปได้ถึง อดัม สมิธ (Adam Smith, 1723-1790) ที่กล่าวถึงความมั่งคั่งของประเทศ (Wealth of Nation) ว่ามาจากการแบ่งงาน   ทำให้เกิดความชำนาญเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในแต่ละหน่วยการผลิต  และเพื่อที่จะช่วยให้ทุกคนได้รับสินค้าบริการเพื่อการบริโภคอย่างเป็นธรรมและมีปริมาณโดยรวมเพิ่มมากขึ้น  วิธีที่ดีที่สุดคือการแลกเปลี่ยนผ่านระบบตลาดที่มีการแข่งขันอย่างสมบูรณ์  แต่วิชาพัฒนาเศรษฐกิจที่ถูกนำมาเป็นต้นแบบการพัฒนาของประเทศในยุคปี 1950 โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่ถูกเรียกว่าประเทศกำลังพัฒนา  ส่วนหนึ่งถูกนำมาใช้ เป็นยุทธศาสตร์ของสงครามเย็นระหว่างฝ่ายสหรัฐอเมริกาที่มีแนวเศรษฐกิจแบบทุนนิยม    ขณะที่ประเทศคอมมิวนิสต์ในยุคนั้นนำโดยสหภาพ       โซเวียดที่ถือว่าเศรษฐกิจแบบทุนนิยมนั้น  โดยทฤษฎีคือ การสะสมทุนโดยผ่านการขูดรีดแรงงานส่วนเกินจนเกิดปัญหาช่องว่างทางเศรษฐกิจและสังคม  ทางแก้ที่ต้นเหตุจึงจำเป็นต้องทำลายระบบทุนนิยมให้ราบคาบ  ฝ่ายสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นผู้นำของประเทศฝ่ายเสรีนิยมและใช้ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมจำเป็นต้องหาสมัครพรรคพวกโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่เรียกว่าด้อยพัฒนาหรือประเทศกำลังพัฒนา  ที่มีความเสี่ยงต่อการยอมรับคำอธิบายปัญหาการด้อยพัฒนาทางเศรษฐกิจตามแบบของลัทธิคอมมิวนิสต์  ให้หันมาพัฒนาตามแนวทางของลัทธิทุนนิยมในฐานะที่เป็นเครื่องมือป้องกันการแพร่กระจายของลัทธิคอมมิวนิสต์ทั่วโลก
ข้อเท็จจริงดังกล่าวประกอบกับการฟื้นตัวของประเทศยุโรปภายหลังถูกทำลายในสงครามโลกครั้งที่สอง  ด้วยการอัดฉีดทุนเป็นจำนวนมากจากสหรัฐอเมริกา  ทำให้เกิดความเชื่อโดยทั่วไปว่าวิธีการดังกล่าวน่าจะนำไปใช้ได้กับประเทศด้อยพัฒนาหรือประเทศที่กำลังพัฒนาได้ด้วย  จึงเกิดการเสนอเป็นทฤษฎีพัฒนาเศรษฐกิจที่อธิบายว่าประเทศที่ยากจนส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากการขาดแคลนเงินออมซึ่งนำมาสู่ปัญหาการขาดแคลนทุน  ถ้าหากประเทศเหล่านี้ได้รับการสนับสนุนในด้านทุนและเทคโนโลยีเพื่อการผลิตอย่างดีพอ  ประเทศก็สามารถพัฒนาเศรษฐกิจได้ในความหมายที่ว่าประเทศจะมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจในอัตราสูง  ซึ่งถึงแม้ในระยะแรกผลพวงจากการพัฒนาดังกล่าวจะตกอยู่ในกลุ่มชนชั้นนำของประเทศที่เป็นเจ้าของวิสาหกิจขนาดใหญ่และนักลงทุนจากต่างประเทศ  แต่ในที่สุดแล้วผลพวงจากการพัฒนาดังกล่าวอาจจะเปรียบได้เหมือนน้ำที่จะไหลซึมไปสู่ชนชั้นล่างในที่สุด  ทำให้ทุกฝ่ายได้รับผลประโยชน์จากการพัฒนาโดยถ้วนหน้า
ประเทศไทยก็เป็นประเทศหนึ่งที่รับเอาความคิดเช่นนี้มาเป็นแนวทางในการพัฒนาประเทศและได้มีการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี 1961 พร้อมกับได้มีแนวทางที่จะส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศอย่างชัดเจนก่อนหน้านั้นแล้ว  แต่หลังจากการพัฒนาในลักษณะ         ดังกล่าวผ่านไป 13 ปี  ซึ่งเป็นช่วงกลางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับที่ 3 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ซึ่งปกติจะเสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยพระราชินีออกเยี่ยมเยียนราษฎรในชนบท  ที่ห่างไกลอยู่เป็นประจำ  ได้สังเกตว่าถึงแม้ประเทศจะมีความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ  อันประกอบด้วยความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจและสังคมเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม  โดยเห็นได้ชัดจากการที่เมืองอย่างเช่นกรุงเทพมหานครมีความเจริญทางวัตถุเพิ่มมากขึ้น  มีความทันสมัยทางด้านเทคโนโลยีเพิ่มมากขึ้น แต่ขณะเดียวกันช่องว่างระหว่างเมืองกับชนบทกลับเพิ่มมากขึ้น  และถึงแม้ว่าคนในชนบทส่วนหนึ่งจะมีฐานะทางเศรษฐกิจดีเพิ่มขึ้น  แต่ช่องว่างทางเศรษฐกิจในระหว่างคนในชนบทด้วยกันเองก็กลับเพิ่มมากขึ้น  ทฤษฎีพัฒนาเศรษฐกิจที่อธิบายว่าในที่สุดผลจากการพัฒนาจะไหลลงไปสู่ชนชั้นล่างหรือประชาการในชนบทในที่สุด  เป็นภาพที่ยังไม่เกิดขึ้นอย่างชัดเจนในขณะนั้นหรืออาจจะเกิดขึ้นอย่างช้า
ภาพที่ปรากฏเป็นจริงก็คือเมื่อถนนหนทางหรือความเจริญในรูปแบบอื่นแผ่ขยายไปถึงที่ใด  ข้าราชการระดับสูงและนายทุนจากในเมืองก็เข้าไปมีอิทธิพลครอบครองพื้นที่แหล่านั้น  ส่วนผู้ที่ยากจนก็มีทางเลือกอยู่สองทาง คือ บุกเบิกเพื่อหาพื้นที่ทำกินใหม่ในบริเวณป่าที่มิได้มีใครจับจองแสดงเป็นเจ้าของ  หรือมิฉะนั้นก็ต้องเข้ามาเป็นแรงงานรับจ้างราคาถูกในเมือง  ความล่มสลายของครอบครัวในชนบทเริ่มปรากฏเป็นภาพที่เด่นชัดมากขึ้น  ทรัพยากรป่าไม้ซึ่งมีผลเชื่อมโยงไปถึงทรัพยากรดินและน้ำมีคุณภาพลดลงอย่างรวดเร็ว  ลักษณะดังกล่าว คือ ที่มาของเศรษฐกิจพอเพียงในปี 1974 ในฐานะที่เป็นวาทะกรรมต่อต้านการพัฒนาเศรษฐกิจแนวทางทุนนิยมที่เน้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นอันดับหนึ่ง  โดยมิได้พิจารณาผลกระทบที่จะเกิดตามมาอย่างรอบด้าน  ดังปรากฏในกระแสพระราชดำรัสที่พระราชทานแก่นิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 1974 ที่ได้อ้างไว้ก่อนหน้านี้แล้วว่า  การพัฒนาประเทศจะต้องทำตามลำดับขั้นตอนเพื่อความพอกินพอใช้ของคนส่วนใหญ่ในประเทศก่อน  หรืออีกนัยหนึ่งก็คือทรงไม่เห็นด้วยกับแนวทางการพัฒนาที่เน้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจเป็นตัวนำ  แต่ควรจะเน้นการกระจายความเจริญทางเศรษฐกิจให้ทั่วถึงเสียก่อน  หรือถ้าอธิบายเป็นภาษาวิชาการของการพัฒนาเศรษฐกิจก็จะต้องอธิบายว่า  ควรจะให้การกระจายรายได้นำการพัฒนาไม่ใช่ใช้การขยายตัวทางเศรษฐกิจเป็นปัจจัยนำการพัฒนา  ดังนั้นจะเห็นได้ว่าตั้งแต่จุดเริ่มต้นของการนำเสนอแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง  เศรษฐกิจพอเพียงมีสถานภาพเป็นวาทกรรมที่ต่อต้านการพัฒนากระแสหลักมาตั้งแต่แรกเริ่ม
ทั้งนี้ยังได้ทรงพระราชทานเพิ่มเติมแก่ผู้ที่เข้าเฝ้าถวายพระพรชัยมงคลเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนม์พรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตลดาฯ พระราชวังดุสิต  วันพุธที่ 4 ธันวาคม 1974             มีข้อความที่สำคัญตอนหนึ่งว่า
“คนอื่นจะว่าอย่างไรก็ช่างเขา  จะว่าเมืองไทยล้าสมัย  จะว่าเมืองไทยเชย  ว่าเมืองไทยไม่มีสิ่งที่สมัยใหม่  แต่เราอยู่อย่างพอมีพอกิน  ขอให้ทุกคนปรารถนาที่จะให้เมืองไทยพออยู่พอกิน              มีความสงบ  และทำงานตั้งจิตอธิษฐานตั้งปณิธาน  ในทางนี้ที่จะให้เมืองไทยอยู่แบบพอมีพอกิน          ไม่ใช่ว่าจะรุ่งเรืองสุดยอด  แต่ว่ามีความพออยู่พอกิน  มีความสงบ  เปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ           ถ้าเรารักษาความพออยู่พอกินนี้ได้เราก็จะยอดยิ่งยวดได้”

ประสบการณ์การพัฒนาของไทยกับเศรษฐกิจพอเพียง

แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าแนวทางการพัฒนาดังกล่าวไม่ได้รับการสนองตอบจากรัฐบาลไทยในยุคนั้น  พระราชดำรัสดังกล่าวจึงมิได้มีโอกาสแทรกเข้าไปในแนวทางพัฒนากระแสหลัก   จนเป็นเหตุให้ประเทศไทยประสบวิกฤตทางเศรษฐกิจสองครั้ง  ครั้งแรกระหว่างปี 1980-1985 อันเป็นผลจากการที่ประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (OPEC) ขึ้นราคาน้ำมันอย่างรวดเร็วเป็นครั้งที่สอง  ประกอบกับภาวะความไม่สงบภายในประเทศที่เกือบจะปะทุเป็นสงครามกลางเมืองก่อนหน้านั้น  และวิกฤติครั้งที่สองตั้งแต่ปี 1997-2002 ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว  ในระหว่างนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ได้ทรงใช้แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงทดลองปฏิบัติในโครงการหลวง  โครงการส่วนพระองค์  และโครงการตามกระแสพระราชดำริที่พระองค์มีโอกาสดูแลอย่างใกล้ชิดจนเป็นผลที่ปฏิบัติได้จริง  ประเด็นที่ควรจะพิจารณาในเชิงทฤษฎีก็คือถ้าหากรัฐบาลไทยได้ประยุกต์ใช้เศรษฐกิจพอเพียงในฐานะที่เป็นแนวทางส่วนหนึ่งของการพัฒนาประเทศ  ประเทศไทยจะพัฒนามาถึงจุดที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติสรุปเมื่อปลายแผนที่ 7 (1996) ว่า “เศรษฐกิจดี  สังคมมีปัญหา  การพัฒนาไม่ยั่งยืน” หรือไม่
เห็นได้ชัดเจนว่าการพัฒนาตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงจะต้องเป็นการพัฒนาตามลำดับขั้น  ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในคำอธิบายในบทความแรกในส่วนของทฤษฎีใหม่  ก็คือได้แบ่งขั้นตอนการพัฒนาเป็นสามขั้น (นั่นก็คือสามขั้นตอนของทฤษฎีใหม่) โดยขั้นตอนแรกจะต้องเน้นความสามารถในการพึ่งตัวเองให้ได้เป็นหลักก่อน  ความหมายของการพึ่งตนเองนั้นมิได้หมายความว่าจะต้องทำอะไรเองทั้งหมด  แต่พยายามผลิตเพื่อการพึ่งตนเองส่วนหนึ่ง  ซึ่งเคยพระราชทานไว้ว่าประมาณหนึ่งในสี่ของกิจกรรมทั้งหมดก็น่าจะเป็นพื้นฐานที่สร้างความมั่นคงทั้งหมดได้  ทั้งยังทรงมีความเห็นว่าการพึ่งตนเองทั้งหมดเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นและเป็นไปไม่ได้  แต่การพึ่งตลาดทั้งหมดหรือที่ทรงเรียกว่า (Trade Economy) ก็เป็นปัญหาเช่นกัน  ทั้งนี้ผลจากวิกฤติทางเศรษฐกิจทั้งสองครั้งที่ผ่านมา คือ ครั้งแรกระหว่างปี 1980-1985 เป็นตัวอย่างที่ประเทศเน้นการพึ่งการส่งออกสินค้าการเกษตรเป็นหลัก  เมื่อราคาน้ำมันในตลาดโลกมีสูงขึ้นอย่างรวดเร็วขณะที่ความต้องการสินค้าเกษตรไม่เพิ่มขึ้น  มีผลให้การส่งออกมีปัญหาทำให้ประเทศมีปัญหาเช่นกัน  ส่วนวิกฤติเศรษฐกิจครั้งที่สอง (1997-2002) นั้น  ประเทศได้หันไปพึ่งสินค้าอุตสาหกรรมเพิ่มมากขึ้นและเมื่อต้นทุนการผลิตภายในประเทศสูงขึ้นอย่างรวดเร็วอันเป็นผลจากภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่  ก็ทำให้การส่งออกมีปัญหาอย่างชัดเจนในตั้งแต่ปี 1996 เป็นต้นมา
พระองค์มิได้ทรงห้ามไม่ให้มีการค้าขาย  แต่ควรจะให้การค้าขายส่วนใหญ่จำกัดอยู่ในระดับอำเภอ  ซึ่งใช้พลังงานเพื่อการขนส่งไม่มากนัก  ซึ่งก็คือการประยุกต์ทฤษฎีใหม่ขั้นที่สอง  และถ้าหากเข้มแข็งสามารถยืนอยู่บนขาตนเองได้หมายความว่าประเทศสามารถผลิตสินค้าและบริการที่สามารถสนองความจำเป็นเบื้องต้นของทุกคนภายในประเทศได้  ถ้าจะคิดไปค้าขายแข่งขันกับต่างประเทศก็ยอมทำได้อะไรถึงแม้จะประสบปัญหาที่ขายไม่ได้ตามเป้าหมาย  ก็ไม่กระทบต่อเศรษฐกิจภายในประเทศก็ไม่มีผลกระทบมากนักเพราะทุกคนอยู่ได้อย่างพอมีพอกินแล้ว  แต่ขณะเดียวกันเศรษฐกิจพอเพียงก็มิได้หมายถึงการลงทุนขนาดเล็กเท่านั้น  การลงทุนในกิจการขนาดใหญ่อย่างเช่น กรณีเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ก็เป็นเศรษฐกิจพอเพียงได้  ทั้งนี้จะต้องพิจารณาต้นทุนทางสังคมและประโยชน์ที่สังคมจะได้รับเป็นสำคัญ  ทรงชี้ให้เห็นว่าก่อนมีเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์นั้นกรุงเทพฯ และจังหวัดใกล้เคียงตอนเหนือของกรุงเทพฯ จะประสบปัญหาน้ำท่วมทุกปี  เกิดความเสียหายนับเป็นมูลค่าหลายพันล้านทุกปี  แต่เมื่อมีเขื่อนแล้วบริเวณพื้นที่ใต้เขื่อนก็สามารถที่จะมีระบบชลประทานที่ดีกว่าเดิม  มีผลผลิตเพิ่มขึ้น  ขณะที่ในกรุงเทพฯ ก็สามารถป้องกันน้ำท่วมได้อย่างถาวร  ผลประโยชน์เกิดจึงขึ้นกับส่วนรวมอย่างมหาศาลเมื่อเทียบกับต้นทุนทางสังคมทั้งหมด  จึงอาจจะกล่าวได้ว่าถึงแม้จะเป็นการลงทุนขนาดใหญ่แต่ถ้าหากใช้เทคโนโลยีได้โดยไม่ต้องพึ่งพาภายนอกมากนัก  และมีผลประโยชน์ต่อสังคมสูงก็ถือได้ว่าเป็นเศรษฐกิจพอเพียงขั้นก้าวหน้าได้
ดังนั้นจากข้อเสนอของเศรษฐกิจพอเพียงที่เน้นการพัฒนาตามลำดับขั้น  ประกอบกับการลงทุนที่จะต้องคำนึงถึงต้นทุนและผลตอบแทนต่อสังคมเป็นหลัก  โดยใช้หลักทางสายกลางและความรู้คู่คุณธรรมตามหลักการของเศรษฐกิจพอเพียง  จะเห็นได้ว่าถ้าหากรัฐบาลใดเข้าใจการพัฒนาประเทศตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงแล้วนำไปประยุกต์ใช้อย่างน้อยในชนบท  เพื่อสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้เกิดขึ้นในภาคชนบท   สงครามประชาชนที่มีพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเป็นแกนนำแล้วเกิดทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นภายหลังจากการเข่นฆ่านักศึกษาประชาชนในบริเวณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ตั้งแต่วันที่ 6 ตุลาคม 1976 เป็นต้นมา  จนกลายเป็นความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนถึงปี 1982 จึงได้เริ่มสงบลง  นับเป็นความสูญเสียแก่ประเทศไทยอย่างใหญ่หลวง  จะเห็นได้ว่าความรุนแรงดังกล่าวส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากช่องว่างทางเศรษฐกิจ การเมืองและสังคมระหว่างชนบทกับเมืองเป็นหลัก  ถ้าหากช่องว่างดังกล่าวถูกทำให้แคบลงด้วยการพัฒนาชนบทตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง  ความสูญเสียที่เกิดจากความขัดแย้งดังกล่าวจะไม่รุนแรงมากนักสามารถพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนในกรณีที่รัฐบาลพลเอกเปรม  ติณสูลานนท์เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการพัฒนาในภายหลังทำให้ความขัดแย้งที่ผ่านมาลดลงได้มาก
ในขณะเดียวกันถึงแม้วิกฤติเศรษฐกิจระหว่างมี 1980-1985 จะเป็นวิกฤติทางเศรษฐกิจที่ไม่อาจจะหลีกเลี่ยงได้  ประกอบกับขณะนั้นชนบทก็ยังมีทรัพยากร ดิน-น้ำ-ป่า อยู่พอสมควร  ปัญหาในขณะนั้นจึงมีเพียงประการเดียวคือการกระจายผลผลิตที่มีความเป็นธรรมและทั่วถึงและถ้าหากเป็นเช่นนั้นความเสียหายก็ยิ่งจะลดลง  ส่วนวิกฤติการณ์เศรษฐกิจฟองสบู่ตั้งแต่ปี 1997-2002 เป็นวิกฤติที่สามารถจะหลีกเลี่ยงได้อย่างชัดเจนโดยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงเตือนอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 1994 เป็นต้นมา  และได้เตือนอย่างตรงประเด็นที่สุดในปี 1996 ที่ให้ระวังถึงความโลภแต่ก็สายเกินไป  ดังนั้นจึงเห็นได้ชัดเจนมากที่สุดว่าศัตรูของเศรษฐกิจพอเพียงก็คือความโลภที่มีพื้นฐานอยู่ในจิตใจของมนุษย์ที่ยังไม่ได้รับการพัฒนาให้สูงพอ  โดยที่ความโลภดังกล่าวถูกกระตุ้นให้คุโชนอยู่ตลอดเวลาด้วยตรรกะของลัทธิทุนนิยม  อุตสาหกรรมนิยม  และบริโภคนิยม  ซึ่งมีอยู่ในตัวมนุษย์ในระดับจิตที่มิได้รับการพัฒนาให้สูงพอ
ด้วยเหตุนี้การต่อสู้ระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจในสองแนวทางก็ยังคงดำเนินต่อไป  โอกาสที่จะช่วยให้เศรษฐกิจพอเพียงมีโอกาสเปลี่ยนมาเป็นการพัฒนากระแสหลักหรืออย่างน้อยก็เป็นกระแสที่เท่าเทียมกันกับการพัฒนาตามแนวทางทุนนิยม  จึงอยู่ที่เงื่อนไขที่ว่าคนไทยจะซึมซับบทเรียนวิกฤติเศรษฐกิจของประเทศในช่วงต่างๆ อย่างไร  และมีกระบวนการเรียนรู้ที่จะสามารถยกระดับการพัฒนาจิตของคนไทยได้อย่างไร  เนื่องในวโรกาสการเฉลิมฉลองการครองราชย์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวครบรอบ 60 พรรษาในปีนี้ ถือได้ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นพระมหากษัตริย์ที่ได้ครองราชย์ยาวนานที่สุดเนื่องจากพระองค์ทรงเป็นที่เคารพรักของประชาชนมากที่สุด  ซึ่งเป็นพลังตรงกันข้ามกับกระแสการเมืองประชานิยมในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา  ที่มีการใช้เงินเป็นปัจจัยหลักในการแก้ปัญหาทุกชนิดจนมีคนจำนวนมากเกิดอาการเสพติด  ในขณะที่มีผู้คนที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเห็นพิษภัยของการเมืองและเศรษฐกิจแนวประชานิยม  อันเป็นผลที่เกิดตามมาของลัทธิทุนนิยม  อุตสาหกรรมนิยมและบริโภคนิยม  จึงมีความเป็นไปได้ว่าในปี 2006 โอกาสที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงในฐานะเป็นทิศทางสำคัญส่วนหนึ่งของการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ  อาจจะมีความเป็นไปได้สูงกว่าที่เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงเป็นครั้งแรกแก่สาธารณชนในปี 1974 นับได้ว่าเป็นเวลาทั้งหมด 32 ปี  นับเป็นการต่อสู้เพื่อพัฒนาความคิด  ปัญญาและการพัฒนาจิตในที่สุด  ที่ค่อนข้างยาวนาน

ความจนกับสาเหตุและแนวทางในการแก้ไข

มักจะมีคำถามจากบรรดานักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักอยู่เสมอว่าในเมื่อเศรษฐกิจพอเพียงเน้นความพอเพียงเป็นสำคัญ  ในขณะที่ทุนนิยมเน้นความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและรายได้เป็นสำคัญ  จึงเป็นที่น่าสังสัยว่าเศรษฐกิจพอเพียงจะสามารถแก้ปัญหาความยากจนได้จริงหรือ? คำถามเช่นนี้ควรจะได้รับการตั้งประเด็นกลับไปว่า  ถ้าการพัฒนาแนวทุนนิยมสามารถแก้ปัญหาความยากจนได้  ในเมื่อประเทศไทยได้พัฒนามาในแนวนี้เป็นเวลา 45 ปีแล้ว  ที่ช่วยให้รายได้ของประชาชนโดยทั่วไปเพิ่มขึ้นจนทำให้เข้าใจว่าความจนได้ลดลงไปแล้ว  แต่ปัญหาสังคมที่เป็นภาพสะท้อนของความยากจนอีกประเภทหนึ่งกลับเพิ่มมากขึ้น  เหตุการณ์ในลักษณะเช่นนี้มิได้เกิดขึ้นเฉพาะแต่ในประเทศไทย  แต่เกิดขึ้นในทุกประเทศทั่วโลกที่มีการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในแนวทางทุนนิยม  ประเทศสหรัฐอเมริกาที่เป็นต้นตำหรับของการพัฒนาในแนวทางนี้ก็ประสบปัญหานี้เช่นกัน  ถึงแม้ว่าจะมีการพัฒนาในแนวทางทุนนิยมดังกล่าวมายาวนานกว่าประเทศไทยมาก  อีกทั้งยังมีอำนาจเศรษฐกิจการเมืองและการทหารเต็มอัตรา  ก็ยังมีปัญหาเช่นเดียวกัน
ในการพิจารณาปัญหานี้ก่อนอื่นจะต้องทำความเข้าใจถึงความหมายของความยากจนให้ตรงกัน  มิฉะนั้นอาจจะไม่สามารถสื่อความหมายได้อย่างชัดเจน  เช่นเดียวกับคำว่าความสุขในพุทธธรรม  ที่มีความหมายแตกต่างจากความพึงพอใจเกือบคนละขั้ว  ในขณะที่ความสุขในพุทธธรรมคือสภาวะที่ความทุกข์ลดลง  แต่ความพึงพอใจนั้นคือการกระตุ้นกิเลส  ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นต้องเริ่มจากความเข้าใจความหมายของคำว่า “ความจน” ให้ตรงกันเสียก่อน ความยากจนนั้น โดยทั่วไปหมายถึง  ภาวะความทุกข์ยาก แร้นแค้น การมีชีวิตยู่ด้วยความยากลำบาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เป็นปัจจัยประกอบสำคัญในการดำรงชีพ ซึ่งประกอบด้วยปัจจัยสี่ คือ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่ยู่อาศัย และยารักษาโรค  เมื่อเป็นเช่นนี้ ความยากจนจึงเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนพึงจะพยายามหลีกเลี่ยง ถ้ากล่าวแต่เพียงเท่านี้ เชื่อว่า ทุกคนคงจะมีความเห็นร่วมกันว่าความยากจนเกิดขึ้นที่ไหน ควรที่จะหาทางระงับให้หมดสิ้นไปโดยเร็ว เพื่อที่การดำรงชีวิตของมนุษย์จะได้ปราศจากซึ่งความทุกข์ ปัญหาที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ ถ้าจะแก้ไขปัญหาความยากจนให้ได้ผล จะต้องทราบว่าอะไรคือสาเหตุของความยากจน  นักเศรษฐศาสตร์มักจะอธิบายว่าความยากจน   มีสาเหตุจากการที่คนไม่มีเงินหรือไม่มีรายได้พอเพียง  ถ้าจะให้พ้นจากความจนก็จำเป็นต้องทำให้คนเหล่านั้นมีรายได้เพิ่มขึ้น ปัญหาทั้งหมดก็จะสามารถแก้ไขได้  แต่ปัญหามิได้หมดไปเพียงเท่านั้น เพราะมีคำถามต่อไปอีกว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้คนไม่มีเงินหรือไม่มีรายได้ และจะแก้ไขปัญหานี้อย่างไร  ซึ่งก็จะได้รับคำตอบในเชิงตรรกะแบบตรงไปตรงมาว่าการที่คนมีรายได้น้อยก็เพราะมีผลิตภาพหรือ productivity ต่ำ ถ้าจะให้มีรายได้สูงก็จะต้องเพิ่มผลิตภาพให้สูงขึ้น สาเหตุของการมีผลิตภาพต่ำนั้น เกิดจากคนไม่มีการศึกษามากพอ ดังนั้น ถ้าจะให้ผลิตภาพสูงขึ้นก็จะต้องให้การศึกษามากขึ้น  คำอธิบายดังกล่าวทำให้สามารถโน้มน้าวในทางยอมรับได้ง่ายแต่ถ้าจะแก้ปัญหาความยากจนให้ได้ผลอย่างแท้จริงอาจมีประเด็นที่จะต้องพิจารณามากกว่าข้อเสนอเชิงตรรกะเช่นนี้ ทั้งนี้เนื่องจากการจัดการศึกษาเองก็มีต้นทุนที่สูง  ขึ้นอยู่กับรูปแบบของการจัดการศึกษานั้นๆ   อีกทั้งยังไม่มีข้อพิสูจน์ชัดเจนว่าการศึกษาในรูปแบบใดจะช่วยแก้ปัญหาความยากจนได้จริงหรือไม่ อย่างไรก็ตาม มีการอธิบายเพิ่มเติมโดยนักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักเช่นกันว่า แท้ที่จริงแล้วความยากจนมิได้มีประเภทเดียว  แต่มีสองประเภท คือ ความยากจนสัมบูรณ์ (absolute poverty) หรือการขาดแคลนปัจจัยสำคัญในการดำรงชีพตามที่ได้กล่าวมาแล้ว กับความยากจนสัมพัทธ์ (relative poverty) คือ  ความยากจนโดยเปรียบเทียบ นั่นก็คือ ความจริงแล้วทุกคนมีปัจจัยสี่เพียงพอที่จะประคองชีวิตให้อยู่ได้ แต่เนื่องจากมีความแตกต่างอย่างมากระหว่างผู้ที่มีมากกว่า เมื่อเทียบกับ ผู้ที่ยากจนเหล่านั้น จึงมีความพยายามที่คนจนจะต้องตะเกียกตะกายให้มีรายได้และทรัพย์สินเงินทองเพิ่มมากขึ้นบ้าง แต่ปัญหาก็คือคนที่มีมากอยู่แล้วมิได้หยุดยั้งความมั่งมีของตนแต่เพียงเท่านั้น เพราะความมั่งมีสามารถเปลี่ยนแปลงเป็นอำนาจได้ และอำนาจก็สามารถเปลี่ยนแปลงมาเป็นเงินให้เพิ่มมากขึ้นด้วย  ผู้ที่มีอยู่แล้วจึงแสวงหาเพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงเกิดเป็นกระบวนการไล่กวด (catching up) ที่ไม่มีวันจะจบสิ้น  ยิ่งมีการไล่กวดกันมากขึ้น โดยผู้ที่มีมากแล้วยิ่งไขว่คว้าหาเพิ่มมากขึ้น คนที่มีไม่พอก็จะพยายามที่จะไขว่คว้าหาเพิ่มขึ้นเพื่อจะได้ไม่ถูกทิ้งห่างมากนัก ผู้แพ้ในที่สุดของกระบวนการไล่กวดเช่นนั้นก็คือ ทรัพยากรธรรมชาติและสภาพแวดล้อมที่ไม่สามารถปกป้องตัวเองจากการรุกรานของมนุษย์  เพื่อที่จะเปลี่ยนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้กลายเป็นเงินหรือรายได้  คำอธิบายในลักษณะเช่นนี้  ย่อมเป็นการนำปัญหาความยากจนมาเชื่อมโยงกับปัญหาสิ่งแวดล้อมได้ โดยความยากจนที่สำคัญมากในที่นี้ก็คือความยากจนสัมพัทธ์และความพยายามในการแก้ปัญหาดังกล่าวจะมีผลทำให้สิ่งแวดล้อมถูกทำลายในอัตราเร่งขึ้นด้วย ยังมีคำอธิบายความยากจนในความหมายอื่นๆ อีกเช่น มีการอธิบายว่า ความยากจน คือ    ความขาดแคลน(deprivation) หรือการเข้าไม่ถึง (inaccessibility) บริการและสินค้าที่จำเป็นทั้งๆ           ที่อาจจะมีเงินก็ได้ แต่หากเป็นเพราะ เพศ เชื้อชาติ หรือเผ่าพันธุ์ หรือ ความห่างไกล จากสินค้าและบริการ  หรือเป็นเพราะขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรม  หรือถูกกีดกันทางกฎหมาย เช่นกลุ่มบุคคลที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ถูกระบุว่าเป็นป่าอนุรักษ์ หรือเป็นผู้ที่เข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย  เป็นต้น   ขณะเดียวกันถ้าถามคำถามกับชาวชนบทที่ดำรงชีพจากฐานทรัพยากรธรรมชิตที่มีอยู่ในท้องถิ่น  ซึ่งถ้าพิจารณาจากมาตรฐานของบุคคลภายนอกอาจจะตัดสินว่าพวกเขามีชีวิตอยู่อย่างยากจน  แต่คำตอบที่ได้รับจากบุคคลเหล่านี้มักจะสะท้อนว่าตราบใดที่พวกเขามีความมั่นคงในฐานทรัพยากรพวกเขาจะไม่ยากจน คำอธิบายนี้เป็นคำอธิบายที่น่าสนใจยิ่งและคงไม่จำกัดเฉพาะ             ชาวชนบท  คนจนในเมืองก็อาจจะมีคำตอบที่คล้ายกันนี้  ถึงแม้จะมีคำตอบที่ต่างจากนี้                         แต่ความหมายเหมือนกันก็คือ ถ้าหากเขาเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพ (หรือมีความมั่นคงในฐานทรัพยากรในรูปแบบของปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพ) เขาก็จะไม่ยากจน ลักษณะเช่นนี้ สื่อความหมายต่อไปถึงคำที่มีความหมายสำคัญสองคำ นั่นคือความมั่นคงและฐานทรัพยากร หรือปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพ ทั้งนี้เพราะถ้าหากมนุษย์มีความเข้าใจพื้นฐานของการมีชีวิต คือ การแสวงหาความสุขที่ไม่จำเป็นจะต้องได้มาจากการบริโภคเสมอไป การมีความมั่นคงในการดำรงชีวิตซึ่งส่วนที่สำคัญมาจากความมั่นคงในการใช้ฐานทรัพยากรที่มีอยู่อย่างยั่งยืนหรือเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพ ก็ทำให้มนุษย์ไม่จำเป็นต้องดิ้นรนแสวงหาวัตถุและบริการเพื่อการบริโภคจนเกินความจำเป็น  ขณะเดียวกัน ก็จะทำให้เขารู้สึกว่าไม่ยากจนพร้อมกันด้วย  เมื่อไม่ยากจนก็ไม่จำเป็นต้องแสวงหามากจนเกินขอบเขต และเมื่อไม่จำเป็นต้อง แสวงหามากจนเกินขอบเขต การทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็ไม่มีความจำเป็น            มากนัก  ดังนั้นผู้ที่มีความมั่นคงในทุกด้านอาจจะใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายและอดออม (frugality) และไม่จำเป็นต้องห่วงว่าตนเองจะไม่มีอนาคต  จึงไม่จำเป็นต้องรีบสะสมโดยทำลายทรัพยากร  เนื่องจากไม่มีความจำเป็นต้องรบกวนธรรมชาติมากเกินไป  คนภายนอกที่เน้นวัตถุ            อาจจะเห็นว่าคนเหล่านี้น่าสงสารหรือยากจน  แต่เขาเองไม่รู้สึกว่าเขายากจนเพราะเขามีความมั่นคงในชีวิต  ประเด็นนี้เป็นกรณีที่ต้องพิจารณาให้แน่ชัดว่าผู้ที่ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายอย่างอดออมมิใช่           ผู้ที่ยากจนเสมอไป  ดังนั้นการเอารายได้มาเป็นเครื่องมือวัดความยากจนทำให้พลาดได้ง่าย ความยากจนในความหมายที่แท้จริงก็คือความไม่มั่นคงด้านต่างๆ ในชีวิต  เป็นต้นว่า    ความไม่มั่นคงในฐานทรัพยากร  ความไม่มั่นคงอันเกิดจากการมีปัจจัยการผลิตที่ไม่มีคุณภาพ            รวมทั้งความมั่นคงทางจิตใจ  ซึ่งถ้าหากให้คำนิยามของความยากจนในลักษณะนี้ ผู้ที่มีฐานะทางการเงินและผู้มีรายได้สูงถ้าหากไม่มีความมั่นคงทางจิตใจก็ถือได้ว่าเป็นผู้ที่ยากจน โดยนัยดังกล่าวเมื่อความยากจนคือความไม่มั่นคง  จึงมีความหมายใกล้เคียงกับคำว่าความทุกข์หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า pain ในความหมายที่กว้างที่ครอบคลุมความหมายความไม่มั่นคงทางจิตใจ  ส่วนสาเหตุของความไม่มั่นคงในฐานทรัพยากรหรือความไม่มั่นคงเนื่องจากเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตที่ไม่มี           คุณภาพ  หรือความไม่มั่นคงทางจิตใจ  ล้วนแต่มีสาเหตุที่จะนำมาอภิปรายได้มากมาย  ส่วนใหญ่อาจจะเกิดจากการเข้าไม่ถึงโอกาสที่จะช่วยให้สามารถพัฒนาตนเองได้  อีกส่วนหนึ่งอาจจะถูกปิดกั้นโดยกฏหมายตลอดจนสภาพของโครงสร้างเศรษฐกิจสังคมและการเมืองที่ดำรงอยู่  หรือกล่าวโดยสรุปก็คือ ปัญหาของความยากจนนั้นมาจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างความสามารถทางปัญญาของแต่ละบุคคลกับโครงสร้างที่ครอบงำบุคคลเหล่านั้น  สำหรับผู้ที่มีสติปัญญาดีถึงแม้จะถูกครอบงำด้วยโครงสร้างอันเป็นอุปสรรคที่แข็งแกร่ง  ก็อาจจะฝ่าฟันปัญหาดังกล่าวได้ด้วยความรู้ความสามารถของตนเอง  แต่ถ้าถึงแม้จะมีสติปัญญาในระดับหนึ่งแต่ถ้าโครงสร้างมีความแข็งแกร่งมากก็ยากที่จะฝ่าฟันไปได้ เช่นกรณีของอินเดียที่ทำให้ชนชั้นทางสังคมกลายเป็นสถาบันทางสังคมผู้ที่อยู่ในวรรณะต่ำเช่น ศูทร  และจัณฑาร  ถึงแม้จะมีสติปัญญาค่อนข้างสูงก็ยากที่จะฝ่าฟันกำแพงสถาบันของชนชั้นทางสังคมได้  แต่สำหรับผู้ที่ด้อยสติปัญญาถึงแม้โครงสร้างจะไม่ได้เป็นอุปสรรคที่สำคัญก็ไม่สามารถที่จะช่วยตัวเองได้
เนื่องจากความสัมพันธ์ระหว่างความสามารถส่วนบุคคลกับโครงสร้างมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันในลักษณะที่เป็นพลวัตร  จึงเป็นการยากที่จะชี้ให้ชัดในลักษณะที่เป็นกฎเกณฑ์ทั่วไปว่าปัญหาความยากจนของแต่ละคนนั้นอยู่ที่ใด  ซึ่งทางแก้ที่จะให้ได้ผลโดยตรงจะต้องเป็นกรณีเฉพาะตัวของแต่ละบุคคล  ดังนั้นเพื่อที่จะให้ได้เป็นข้อเสนอที่สามารถประยุกต์ใช้ในวงกว้าง  จึงจำเป็นต้องพิจารณาเฉพาะในกรณีที่เป็นปัญหาที่เกิดจากการมีปัจจัยการผลิตที่ไม่มีคุณภาพ  โดยมีข้อสมมติฐานเพิ่มเติมว่าผู้ที่มีปัญหามีสติปัญญาในระดับปานกลาง  อีกทั้งโครงสร้างก็มิได้เป็นปัญหาสำคัญมากนัก  ลักษณะเช่นนี้จึงสามารถที่จะจัดทำข้อเสนอที่เป็นการทั่วไปได้

ปัญหาความยากจนกับเศรษฐกิจกระแสหลัก

วิชาเศรษฐศาสตร์ที่เข้าใจกันในความหมายของคนทั่วไปก็คือวิชาที่ว่าด้วยการผลิตที่เน้นประสิทธิภาพในการผลิตที่จะมีผลต่อการเพิ่มรายได้ทั้งที่เป็นรายได้ของปัจเจกบุคคล  และรายได้ประชาชาติหรือรายได้โดยรวมของประเทศ  ในเมื่ออธิบายว่าปัญหาความยากจนเป็นปัญหาของผู้ที่มีรายได้น้อยมีผลิตภาพต่ำ  จึงทำให้เกิดมีความเข้าใจโดยทั่วไปว่าวิชาเศรษฐศาสตร์น่าที่จะเป็นวิชาที่สามารถแก้ปัญหาความยากจนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด  แต่ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจริงมิได้เป็นเช่นนั้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่มีการพัฒนาในแนวทางทุนนิยม  ถึงแม้จะมีระดับการพัฒนาประเทศที่สูงมากอย่างสหรัฐอเมริกาก็ไม่สามารถแก้ปัญหาดังกล่าวได้สำเร็จดังที่ได้กล่าวมาแล้ว  ทั้งนี้เพราะเศรษฐกิจทุนนิยมส่งเสริมความโลภและกระตุ้นความโลภให้ทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง
สาเหตุสำคัญนั้นเกิดจากปัญหาความยากจนส่วนใหญ่ที่ยังคงดำรงอยู่ในโลกนี้ในเกือบทุกประเทศมิใช่เป็นความยากจนสัมบูรณ์ (absolute poverty) ทั้งนี้เนื่องจากความยากจนสัมบูรณ์สามารถแก้ไขได้ด้วยการเพิ่มรายได้และความสามารถในการผลิต  แต่ปัญหาที่แท้จริงนั้นเป็นปัญหาความยากจนสัมพัทธ์ (relative poverty) อันเกิดจากช่องว่างระหว่างผู้มีอำนาจทางเศรษฐกิจการเมืองและสังคมที่เหนือกว่า  กับผู้ที่ด้อยอำนาจเหล่านั้นหรืออาจจะเรียกว่า ผู้ที่ยากจนกว่า  เนื่องจากในกระบวนการพัฒนาที่มีความโลภเป็นแก่นกลางนั้น  ผู้ที่มีความได้เปรียบอยู่แล้วก็จะมีส่วนกำหนดโครงสร้างที่รักษาความได้เปรียบของฝ่ายตนให้ยังคงดำรงอยู่  สร้างความเสียเปรียบให้กับผู้ที่อ่อนด้อยโอกาสมากกว่า  แต่ขณะเดียวกันวิถีการดำรงชีวิตที่แตกต่างกันมากในทางวัตถุ  ทำให้ผู้ที่ยากจนหรือด้อยโอกาสมีจินตนาการว่าถ้าหากตนเองมีโอกาสเช่นว่านั้นก็จะทำให้ชีวิตของตนเองดีขึ้นได้ด้วย  จึงเกิดเป็นปรากฏการณ์การไล่กวด (catching up)  อย่างที่ได้กล่าวไปแล้ว  แต่เนื่องจากความแตกต่างในอำนาจทั้งหลายดังที่ได้กล่าวมาแล้วทำให้ยิ่งไล่กวดก็ยิ่งถูกทิ้งห่าง  หรือเกิดช่องว่างเพิ่มมากขึ้น  ทำให้ความยากจนสัมพัทธ์ยังคงดำรงอยู่  แต่ในกระบวนการที่พยายามทิ้งห่างและไล่กวดดังกล่าว  ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจะถูกนำมาใช้ในอัตราที่เร่งรีบมากขึ้น  ดังนั้นผู้แพ้อย่างแท้จริงในที่สุดจึงเป็นทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  ซึ่งเป็นปัญหาที่โลกทั้งโลกต้องเผชิญอยู่ในขณะนี้  ขณะเดียวกันจากโครงสร้างที่สร้างความเสียเปรียบอย่างต่อเนื่อง  นอกจากจะไม่สามารถแก้ปัญหาความยากจนสัมพัทธ์ได้แล้ว  ในบางกรณีอาจจะสร้างกลุ่มผู้ยากจนสัมบูรณ์ขึ้นมาใหม่ได้  ซึ่งในประเทศที่พัฒนาแล้วในยุโรปและอเ