วันนี้ ผู้เขียน เลิกงานกลับถึงที่พัก ประมาณ 17.30น. เลยขับรถแวะไปหาที่ระลึกจะมอบให้พี่ๆ ที่จะเกษียณอายุราชการ ในไม่กี่วันนี้ สถานที่ที่ผู้เขียนจะไปดูของที่ระลึกก็อยู่ภายในร้านศูนย์หนังสือของมหาวิทยาลัย เนื่องจากเป็นเวลาที่คนพลุกพล่าน ลานจอดรถบริเวณที่ผู้เขียนเคยจอดจึงไม่ว่างเพราะเป็นเวลาที่ข้าราชการ นักศึกษาเลิกงานมาจับจ่ายหาซื้ออาหารเย็น วันนี้ผู้เขียนจึงต้องจอดรถไว้ในลานจอดรถซึ่งเป็นที่โล่งค่อนข้างไกลจาก ศูนย์หนังสือ ซึ่งตั้งอยู่ในคอมเพล็กซ์ (คอมเพล็กซ์ซึ่งเป็นศูนย์รวมของร้านอาหาร ร้านสหกรณ์ ศูนย์หนังสือ ธนาคาร ฯ) ระหว่างที่ผู้เขียนกำลังเดินทางจากที่จอดรถมายังร้านสหกรณ์ ก็เห็นรถยนต์คันหนึ่ง ทะเบียนกรุงเทพฯ ขับมาจอดบนถนนซึ่งเป็นถนนสำหรับเดินเล่นในสวนสาธารณะทำให้ผู้คนที่จะเดินบนถนนเส้นนั้น ต้องเดินอ้อมไปเพราะมีรถไปจอดปิดทางเดิน ผู้เขียนเห็นวัยรุ่น ชาย 3 คน เดินลงมา อายุอานามก็น่าจะอยู่ในวัย ไม่เกิน20 ปีหรือ 20 ต้นๆ แต่งตัวชุดไปรเวท ผู้เขียนก็เลยทักว่า ตรงนี้เป็นทางเดิน ทำไมไม่ไปจอดบนลานจอดรถ หนึ่งนัยรุ่น 3 คนนั้นบอกผู้เขียนว่าไม่มีที่จอด ผู้เขียนเลยเงียบไป ได้แต่เถียงในใจว่า จะไม่มีที่จอดได้อย่างไรในเมื่อลานจอดรถออกกว้างตรงบริเวณที่ผู้เขียนพึ่งจอดรถ ก็ว่างสามารถจอดได้อีก 20-30 คันเพียงแต่ว่าต้องเดินไกลหน่อยเกือบ 300 เมตรกว่าจะถึงศูนย์อาหาร และตลาดเย็น ผู้เขียนได้ฟังคำตอบเช่นนั้นรู้สึกอ่อนเพลีย ละเหี่ยใจ จึงรีบเดินไปซื้อของ แล้วก็รีบกลับที่พัก ฤาจะเป็นจริงอย่างที่หลายครั้งหลายคราที่ได้ยินว่า “คนรุ่นใหม่ ฉลาดในด้านเทคโนโลยี เชื่อมันในตัวเอง กล้าคิดกล้าแสดงออก แต่ขาดจิตสำนึก ไม่มีระเบียบวินัย ขาดความรับผิดชอบ นึกถึงแต่ประโยชน์ตนเอง ฯลฯ” ก็ได้แต่หวังอย่างลมๆแล้งๆว่า ในอนาคต ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องตั้งแต่รัฐบาล มหาวิทยาลัย โรงเรียน สังคม ชุมชน และครอบครัวจะมีส่วนช่วยหล่อหลอมให้เด็กๆ เยาวชนไทยเติบโดเป็นผู้ใหญ่ทีดี มีคุณธรรม