ต่อยอดจาก http://gotoknow.org/blog/otpop/321346 และผมได้ค้นคว้าเพิ่มเติมว่า นักกิจกรรมบำบัดควรทำอย่างไรเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยเอดส์และมะเร็ง ซึ่ง ลปรร กับนศ.กิจกรรมบำบัด ม.มหิดล รุ่นหนึ่ง

นักกิจกรรมบำบัดมีบทบาทช่วยเหลือผู้ป่วยเอดส์และมะเร็งอย่างไร

ในประเทศไทย มีนักกิจกรรมบำบัดกี่คนที่มีส่วนร่วมพัฒนาคุณภาพชีวิตหลังโรคเอดส์ และ/หรือ มะเร็ง

ผมไม่พบคำตอบใดๆ เมื่อ 3 ปีก่อน แต่ตอนนี้ได้เรียนรู้มากขึ้นเมื่อผมนำความรู้ทางกิจกรรมบำบัดจิตสังคมและโมเดลการจัดการตนเองในผู้ป่วยที่มีความล้าจากโรคเรื้อรังและไม่ใช้เวลาว่างอย่างคุ้มค่ากับการดำเนินชีวิต ลองอ่านที่ http://gotoknow.org/blog/otpop/321346

จากกรณีศึกษาที่ผมทดลองความรู้จนประสบผลสำเร็จ แต่มิไม่ได้หมายความว่า "กิจกรรมบำบัดจะช่วยเหลือผู้ป่วยโรคมะเร็งได้ทุกราย เพราะยังไม่มีการศึกษาวิจัยมากนัก ผมเพิ่งสมัครทุนวิจัยหนึ่งไป แต่ก็เหนื่อยมากเมื่อต้องเรียนรู้สิ่งใหม่ด้วยตัวคนเดียวหลังจบดอกเตอร์มาและต้องพยายามหาความรู้ใหม่มาสอนให้นักศึกษาเห็นบทบาทมากกว่าการอ่านจากตำรา"

คราวนี้ผมต้องสอนกิจกรรมบำบัดสำหรับผู้ป่วยมะเร็ง และ/หรือ เอดส์ จึงท้าทายให้ผมอ่านเพิ่มเติมหนึ่งอาทิตย์และพบข้อสรุปหลังจากบรรยายเพียง 1 ชม. พร้อมกับจัด Problem Based Learning อีก 1 ชม. โดยให้นักศึกษาทำงานเป็นทีมวางแผนการให้บริการทางกิจกรรมบำบัดสำหรับกรณีศึกษาจำลอง (คุณ ท. ป่วยเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะสาม มีน้องชายคุณ ส. กำลังจะจบเกียรตินิยมนิติศาสตร์แต่ทราบผลว่าเป็นเอดส์ระยะแรก และคุณ น. เป็นภรรยาคุณ ท. ที่ต้องพลิกบทบาทดูแลผู้ป่วยทั้งสอง แต่คุณ ท. ก็อยากบริหารบริษัทของตนเองเพื่อส่งลูกเรียนให้จบเมืองนอก และอยากให้คุณ ส. มีอนาคตที่ดีในช่วงเวลาที่เหลืออยู่) พร้อมมีเอกสารกรณีศึกษามะเร็งที่ผ่านการทำกิจกรรมบำบัดจริงให้อ่าน และเอกสารบทบาทกิจกรรมบำบัดในโรคเอดส์ของต่างประเทศด้วย

สุดท้ายผมคาดหวังว่า นศ. จะนำเสนอเป็น powerpoint กลุ่มละ 10 นาที รวม 4 กลุ่ม (8-9 คนต่อกลุ่ม) ให้อาจารย์กิจกรรมบำบัดที่นั่งฟังรวมผมด้วย 4 ท่านพิจารณาว่า "นักศึกษาเข้าใจบทบาทนักกิจกรรมบำบัดในผู้ป่วยมะเร็ง และ/หรือ เอดส์ มากน้อยแค่ไหนอย่างไร"

ผมได้แบ่งประเด็นที่นักกิจกรรมบำบัดสากลควรตระหนักและใช้กรอบอ้างอิงให้ชัดเจน ซึ่งผมมองเห็นว่า "นักศึกษากิจกรรมบำบัดจำนวน 0 คน ที่ค้นหาข้อมูล online เกี่ยวกับบทบาทนักกิจกรรมบำบัด และไม่ดึงความรู้เรื่องกรอบอ้างอิงมาใช้ เช่น Person-Environment-Occupation-Performance Model, Model of Human Occupation, Psychospiritual Integration, Curtin pARTicipation Model of Self-Management, Domain & Process Framework" แต่มีกลุ่มนักศึกษาแสดงความคิดเห็นที่เกี่ยวข้องกับเทคนิคการให้บริการทางกิจกรรมบำบัดได้ประมาณ 50-70% และกล่าวถึงข้อมูลเฉพาะของโรคและบทบาททางการแพทย์และการพยาบาลราว 30-50%"

ย้อนมาถึงประเด็นย่อยๆ ที่นักศึกษาควรรอบรู้เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเอดส์และมะเร็ง ได้แก่

  • นักศึกษาอ้างอิงเรื่อง Person intrinsic factors (roles) 40%
  • นักศึกษาอ้างอิงเรื่อง Activity & skills 40%
  • นักศึกษาอ้างอิงเรื่อง Occupational performance 50%
  • นักศึกษาอ้างอิงเรื่อง Well-being 0%
  • นักศึกษาอ้างอิงเรื่อง External environment 50%

ผมจึงแนะนำให้นักศึกษาเข้าใจตีโจทย์ปัญหาของโรคเอดส์และมะเร็งที่มีผลกระทบต่อความสามารถในการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิต โดยเฉพาะข้อมูลที่นักศึกษาอ้างอิงข้างต้นควรมีหลักฐานทางคลินิกและกิจกรรมบำบัดมากกว่า 60% ทุกหัวเรื่อง และอย่าค้นหาข้อมูลที่นอกกรอบอ้างอิงทางกิจกรรมบำบัด มิฉะนั้นข้อมูลที่ต้องนำมาวิเคราะห์และสังเคราะห์กระบวนการ วิธีการ และกิจกรรมการให้บริการพัฒนาความสามารถและความสุข (คุณภาพชีวิต) ของผู้ที่กำลังทำกิจกรรมการดำเนินชีวิตพร้อมกับโรคเอดส์และมะเร็ง

ข้อมูลข้างต้นดูเหมือนการกระตุ้นความคิดของผมสู่การวางแผนจัดการเรียนรู้ให้นักศึกษาแปรความหมายที่มีคุณค่าอย่างต่อเนื่องในแนวกว้างและแนวลึกจากรายวิชาย่อยๆ มิใช่เรียนแล้วลืม ทิ้งไว้แค่การสอบวัดผลแล้วได้ปริญญากระดาษหนึ่งใบ โดยไม่สามารถบูรณาการความคิดและความตั้งใจช่วยเหลือเพือนมนุษย์ได้อย่างรอบรู้วิชาการ รอบรู้พัฒนาการความสามารถของมนุษย์ รอบรู้จิตสังคมของตนเองและผู้อื่น และรอบรู้ที่จะสร้างความดีให้ประจักษ์