
โลกที่ไร้พรมแดน...ข้อมูลข่าวสารหาได้ทุกที่
การเก็บรวบรวมข้อมูล
(ต่อ)
(Data Collection)
เครื่องมือและการเก็บรวบรวมข้อมูล
ในครั้งก่อนเราได้เรียนรู้เกี่ยวกับเรื่อง
แหล่งข้อมูลการวิจัยและเทคนิคการเลือกกลุ่มตัวอย่างกันไปแล้ว
ในครั้งนี้เราจะมาเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่อง
เครื่องมือและการเก็บรวบรวมข้อมูลกันนะครับ...
เตรียมใจให้พร้อมก่อนเรียนรู้ คือประตูสู่ความสำเร็จ......
ก่อนใช้เครื่องมือและวิธีการใดๆ ในการเก็บรวบรวมข้อมูล สิ่งแรกที่นักวิจัยต้องพิจารณาตอบตนเองให้ได้ คือ ข้อมูลที่จะเก็บรวบรวมมีลักษณะอย่างไร ซึ่งข้อมูลในงานวิจัยนั้นอาจแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่ ข้อมูลที่แสดงถึงคุณลักษณะของปรากฏการณ์หรือตัวแปรที่ทำการศึกษาซึ่งเรียกว่า ข้อมูลเชิงคุณภาพ (Qualitative data) ได้แก่ เหตุการณ์ เรื่องราว ขนบธรรมเนียม ประเพณี วิถีชีวิต เป็นต้น ในขณะที่ข้อมูลอีกประเภทหนึ่งจะเป็นข้อมูลที่แสดงถึงปริมาณหรือจำนวนของปรากฏการณ์หรือตัวแปรที่ต้องการศึกษา เรียกว่า ข้อมูลเชิงปริมาณ (Quantitative data) ข้อมูลประเภทนี้ได้แก่ จำนวนหรือตัวเลขที่กำหนดขึ้นแทนค่าของตัวแปร เช่น น้ำหนัก อายุ ส่วนสูง รายได้ อุณหภูมิ เป็นต้น
ซึ่งลักษณะข้อมูลเหล่านี้เป็นสิ่งที่นักวิจัยจำเป็นต้องจำแนกให้ได้ว่าในการดำเนินงานวิจัยของตนนั้นต้องการเก็บรวบรวมข้อมูลใด อันจะนำไปสู่การตัดสินใจเลือกใช้เครื่องมือและวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลได้เหมาะสมกับข้อมูลที่ตองการ ซึ่งเครื่องมือและวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลนั้นก็มีหลายประเภทขึ้นอยู่กับการใช้เกณฑ์แบ่ง ซึ่งในที่นี้ผู้เขียนขอแบ่งเป็น 4 กลุ่ม ดังนี้
1) ประเภทวัสดุอุปกรณ์ (Material and hardware) เป็นเครื่องมือที่มีลักษณะเป็นวัสดุอุปกรณ์ที่บุคคลสร้างขึ้นเพื่อใช้เก็บข้อมูลเชิงกายภาพ ตัวอย่างเช่น เครื่องชั่ง ตวง และวัด ถ้วยตวง กระบอกตวง ไม้บรรทัด ตลับเมตร เป็นต้น นอกจากเครื่องมือที่กล่าวนี้แล้วเครื่องทางการแพทย์บางอย่าง เช่น เครื่องวัดอัตราการเต้นของชีพจร และความดันโลหิต ก็จัดอยู่ในเครื่องมือการเก็บรวบรวมข้อมูลประเภทนี้ด้วยเช่นกัน
2) ประเภทไม่ใช้ภาษา (Non - verbal) เป็นเครื่องมือที่ทำหน้าที่เป็นตัวกระตุ้นหรือสิ่งเร้า จะมีลักษณะเป็นภาพหรือชิ้นส่วนวัสดุสิ่งของ ซึ่งจะนำไปให้บุคคลลงมือปฏิบัติหรือพิจารณาแล้วตอบคำถาม เครื่องมือประเภทนี้ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลทางจิตภาพในส่วนที่เป็นทั้งข้อมูลสติปัญญาและข้อมูลทางบุคลิกภาพ เช่น แบบทดสอบประกอบการหรือการปฏิบัติ (Performance test) เพื่อวัดสติปัญญา ซึ่งอาจมีลักษณะเป็นลูกบาศก์ (ทำด้วยไม้หรือพลาสติก) และกระดาษหรือภาพชิ้นส่วน เป็นต้น
3) ประเภทใช้ภาษา (Verbal) เป็นเครื่องมือที่มีลักษณะเป็นเอกสารสิ่งพิมพ์ ทำหน้าที่เป็นสิ่งเร้าโดยให้บุคคลอ่านแล้วตอบคำถามโดยการเขียนหรือทำเครื่องหมายตอบ เครื่องมือประเภทนี้เป็นที่รู้จักและนิยมใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลอย่างแพร่หลาย ซึ่งแบ่งเป็นหลายประเภท ได้แก่ แบบสำรวจรายการ มาตราส่วนประมาณค่า แบบสอบถามและแบบทดสอบ เป็นต้น
4)
ประเภทเทคนิควิธีการ (Technique or
method) นอกเหนือจากเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลต่างๆ
ที่กล่าวมา
ยังมีข้อมูลบางประเภทที่ไม่เหมาะสมหรือไม่สามารถจะใช้เครื่องมือเหล่านั้นเก็บรวบรวมได้
ข้อมูลที่ว่านี้ได้แก่
เหตุการณ์เรื่องราวที่เกิดขึ้นตามปกติในชีวิตประจำวันหรือในอดีต
ความรู้สึกนึกคิดของบุคคลที่มีต่อสิ่งต่างๆ ข้อมูลเหล่านี้จำเป็นต้องใช้ตัวนักวิจัยเป็นเครื่องมือเก็บข้อมูล
โดยเทคนิควิธีการเก็บข้อมูลต่างๆ ได้แก่ การสังเกต การสัมภาษณ์
และการสนทนากลุ่ม ซึ่งมีรายละเอียดของแต่ละเทคนิค ดังนี้
4.1. การสังเกต
(Observation)
เป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้ตาดูและหูฟังอย่างตั้งใจอย่าง
มีจุดมุ่งหมาย การสังเกตแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่
การสังเกตเชิงปริมาณ (Quantitative observation)
และการสังเกตเชิงคุณภาพ (Qualitative observation)
การสังเกตเชิงปริมาณ (Quantitative observation) บางครั้งเรียกว่า การสังเกตแบบมีโครงสร้างหรือการสังเกตอย่างมีระบบ เป็นการสังเกตที่กำหนดเงื่อนไขต่างๆ ไว้อย่างชัดเจน เช่น เวลา สถานที่ หรือวิธีการสังเกต
การสังเกตเชิงคุณภาพ (Qualitative observation) บางครั้งเรียกว่า การสังเกตเชิงธรรมชนติ (Naturalistic observation) เป็นการสังเกตที่นักวิจัยเข้าไปสังเกตปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสนามวิจัยอย่างรอบด้าน และบันทึกสิ่งที่สังเกตไว้ การสังเกตเชิงคุณภาพแบ่งออกเป็นประเภทย่อยๆ ตามความเข้มข้นของการสังเกตและการมีส่วนร่วมของผู้สังเกต ดังนี้
1. การสังเกตแบบมีส่วนร่วมโดยสมบูรณ์ (Complete participant) หมายถึง การที่ผู้วิจัยเข้าไปอยู่ร่วมเป็นสมาชิกเดียวกับกลุ่มคนที่นักวิจัยต้องการศึกษาพฤติกรรมหรือปรากฏการณ์ทางสังคมของบุคคลนั้นๆ นักวิจัยต้องใช้เวลาแทบทั้งหมดเข้าไปอยู่ในสนามวิจัย เพื่อสร้างความสัมพันธ์ให้สมาชิกในสนามวิจัยไว้วางใจแล้วทำการสังเกต โดยที่คนในกลุ่มนี้ไม่รู้ตัวว่าถูกทำการสังเกต การสังเกตแบบนี้นิยมใช้กันมากในงานวิจัยเชิงคุณภาพ
2. การสังเกตแบบมีส่วนร่วมในฐานะผู้สังเกต (Participant as-observation) หมายถึง การที่ผู้สังเกตเข้าไปอยู่ร่วมกับกลุ่มคนในสนามวิจัย โดยแจ้งให้สมาชิกทราบว่านักวิจัยเป็นใครและมีวัตถุประสงค์อย่างไร นั่นคือ สมาชิกในสนามวิจัยจะรู้ตัวว่าถูกสังเกตพฤติกรรมโดยนักวิจัย ซึ่งบางครั้งอาจจะทำให้ได้ข้อมูลหรือพฤติกรรมของบุคคลที่ไม่เป็นไปตามปกติ
3. การสังเกตแบบผู้สังเกตในฐานะมีส่วนร่วม (Observation as-participant) การสังเกตแบบนี้ผู้วิจัยจะแสดงบทบาทเป็นผู้สังเกตมากกว่าการเป็นผู้มีส่วนร่วม และเมื่อเปรียบเทียบสองวิธีที่ผ่านมา การสังเกตแบบนี้จะทำให้ได้ข้อมูลน้อยกว่า เพราะการสังเกตแบบนี้ผู้สังเกตจะใช้เวลาไม่มากในการเข้าไปอยู่ร่วมในสนามการวิจัย นอกจากนั้นแล้วนักวิจัยก็ต้องบอกสมาชิกในสนามวิจัยให้รู้ว่าจะสังเกตอะไรอีกด้วย ซึ่งจะทำให้ได้ข้อมูลปกปิดเสแสร้งอีกเช่นกัน
4. การสังเกตแบบเป็นผู้สังเกตโดยสมบูรณ์ (Complete observation) หรือบางครั้งเรียกว่า การสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม (Non – participant observation) เป็นการสังเกตที่นักวิจัยไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมกิจกรรมหรืออยู่ในสนามการวิจัย ผู้สังเกตหรือนักวิจัยมีฐานะเป็นคนนอกเฝ้าสังเกตพฤติกรรมของสมาชิก โดยที่สมาชิกหรือคนกลุ่มนั้นไม่รู้ตัวว่าถูกสังเกต เพราะผู้สังเกตไม่ได้บอกให้รู้ว่าจะทำการสังเกต
4.2 การสัมภาษณ์ (Interview) เป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้การพูดคุยซักถามเพื่อให้ได้ข้อมูลตามที่กำหนดวัตถุประสงค์ไว้ระหว่างบุคคลหนึ่งที่ทำหน้าที่เป็นผู้สัมภาษณ์ (Interviewer) และมีบุคคลที่เป็นผู้ถูกสัมภาษณ์ (Interviewee) การสัมภาษณ์แบ่งออกเป็น
การสัมภาษณ์อย่างเป็นทางการ หรือแบบมีโครงสร้าง (Formal or Structure Interview) เป็นการสัมภาษณ์ที่มีการกำหนดประเด็นที่จะสัมภาษณ์ไว้ล่วงหน้าอย่างชัดเจน อาจทำได้หลายวิธี เช่น การสัมภาษณ์แบบเผชิญหน้า การสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ การสัมภาษณ์ทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์
การสัมภาษณ์อย่างไม่เป็นทางการหรือแบบไม่มีโครงสร้าง (Informal or Unstructure Interview) เป็นการสัมภาษณ์ที่มีลักษณะเหมือนการพูดคุยในชีวิตประจำวัน ผู้สัมภาษณ์และผู้ถูกสัมภาษณ์จะต้องมีการสร้างความสัมพันธ์กันจนสนิทคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีแล้วจึงสัมภาษณ์
4.3 การสนทนากลุ่ม (Focus group discussion)
เป็นการอาศัยความคิดเห็นของสมาชิกในกลุ่มที่มีต่อคำถามของผู้วิจัยเป็นข้อมูลตอบคำถามและวัตถุประสงค์การวิจัย
โดยสมาชิกที่เข้าร่วมพูดคุยนั้นนักวิจัยได้คัดเลือกอย่างเจาะจงจากกการพิจารณาพื้นภูมิหลังหรือคุณลักษณะต่างๆ
ที่คล้ายคลึงกัน
นักวิจัยกับสมาชิกไม่จำเป็นต้องมีความคุ้นเคยกันมาก่อน
และใช้เวลาสั้นๆ ในการเก็บข้อมูล เอาเฉพาะประเด็นที่ต้องการ
ขั้นตอนของการสนทานากลุ่ม
1. กำหนดเรื่อง และวัตถุประสงค์ที่จะศึกษา
2.
กำหนดกรอบและประเด็นที่จะนำมาให้สมาชิกผู้ร่วมสนทนาได้แสดงความคิดเห็น
3. กำหนดและคัดเลือกสมาชิกกลุ่มผู้ร่วมสนทนา
4. จัดกลุ่มและดำเนินการสนทนา
5. สรุปและปิดประเด็นการสนทนา
เอกสารอ้างอิง
รัตนะ บัวสนธ์. (2551) ปรัชญาวิจัย
(Philosophy of Research). กรุงเทพฯ.
สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
อรุณี อ่อนสวัสดิ์. (2553).
เอกสารประกอบการบรรยาย วิชา
ระเบียบวิธีวิจัยขั้นสูง
(390611). พิษณุโลก. มหาวิทยาลัยนเรศวร.
ในห้องเรียนระเบียบวิธีวิจัยขั้นสูง โดย รศ.ดร.อรุณี
อ่อนสวัสดิ์
ความคิดเห็นของเพื่อนในห้องเรียนที่ช่วยกันอภิปราย
ภาพอ้างอิงมาจาก
http://www.pck1.go.th/krusuriya/ebook3/Image/Picture/1_2_2.jpg
เพิ่งรู้ว่าประเภทของข้อมูลก็แบ่งได้อีก...
ขออนุญาตินำข้อมูลไปใช้นะ...
ได้ความรู้มากเลยครับ..
ยินดีครับที่นำข้อมูลไปใช้...
Thank you