ความเด่นดังของซีซาร์ก่อให้เกิดความอิจฉาริษยา และความหวาดกลัวขึ้นในใจของนักปกครองในสภา

จูเลียสซีซาร์ นักรบโบราณผู้ยิ่งใหญ่-3

โสภณ  เปียสนิท

.........................................

 

             ยังมีข้อคิดมุมมองที่สอนใจอีกด้านหนึ่งที่ควรมีการไตร่ตรองให้ลึกลึกซึ้ง ความเด่นดังของซีซาร์ก่อให้เกิดความอิจฉาริษยา และความหวาดกลัวขึ้นในใจของนักปกครองในสภา มีการอภิปรายอย่างกว้างขวาง กลัวว่าซีซาร์จะรวมอำนาจไว้ที่ตนเพียงคนเดียว อิจฉาว่าประชาชนจะเป็นที่รักของประชาชนจนกลุ่มของตนจะหมดอำนาจ

 

            หลวงวิจิตรวาทการเขียนบทกวีไว้สอนใจให้ระมัดระวัง “ความอิจฉา” ของคนรอบข้างไว้อย่างดีว่า “อันที่จริงคนเขาอยากให้เราดี แต่ถ้าเด่นขึ้นทุกทีเขาหมั่นไส้ จงทำดีแต่อย่าเด่นจะเป็นภัย ไม่มีใครเขาอยากเห็นเราเด่นเกิน” แม้ว่ายุคสมัยหรือกาลเวลาจะเปลี่ยนไปนานเท่าใด ใจของคนที่ประกอบด้วยความอิจฉาริษยาไม่เคยเปลี่ยนแปลงนับจากยุครุ่งเรืองของโรมถึงยุครุ่งเรื่องแห่งรัตนโกสินทร์ในปัจจุบัน

 

              เช้าวันที่ 25 ตุลาคม 2547 เราเดินทางจากโรงแรมสู่มหาวิหารเซ้นท์ปีเตอร์ โดยนำรถไปจอดไว้ในสถานที่จอดรถนักท่องเที่ยวภายใต้อุโมงค์ไม่ไกลนัก เพื่อจัดระเบียบการจอดรถ คณะของเราต่างเดินเท้าสู่มหาวิหารหรือโบสถ์คริสต์นิกายโรมันคาทอลิคที่ใหญ่เป็นลำดับที่หนึ่งของโลก

 

               เช้าวันนี้บรรยากาศหม่นมัว อากาศค่อนข้างเย็น คณะของเรามองมหาวิหารด้วยความตื่นตาตื่นใจ ด้านหน้ามหาวิหารแห่งนี้ เสาหินโอบีลิสค์หนักราว 900 ตัน หรือเก้าพันกิโลกรัม ถูกนำมาจากประเทศอิยิปต์ชี้ยอดเสียดฟ้าโดดเด่นเป็นสง่า ใจกลางลานโล่ง พื้นหินอ่อนปูเรียงอย่างประณีตมันเลื่อมสะอาดสะอ้าน มองเลยสู่หน้าโบสถ์ ระเบียงเสาหินขนาดใหญ่ราวสี่ถึงห้าคนโอบ ราว 160 ต้น เรียงรายเป็นรูปทรงโค้งครึ่งวงกลมขนาดมหึมา สมกับเป็นศูนย์รวมแห่งคริสต์ศาสนา ยืนตรงจุดใกล้เสาหินโอบีลิสค์หันหน้าเข้าโบสถ์จะมองภาพเสาหินระเบียงโค้งเห็นเหมือนหนึ่งว่าเสาซ้อนทั้งหมดนั้นอยู่ในแนวเดียวกัน

 

              ผมถ่ายภาพสามใบสุดท้ายที่มหาวิหารแห่งนี้ พร้อมกับรู้สึกเสียดายว่าฟิล์มสามม้วนกับการเดินทางสิบวันในสามประเทศถือว่าน้อยเกินไป ประทับใจฝรั่งนักท่องเที่ยวพาลูก ๆ ยืนตรงจุดดูเสาหินเรียงรายในแนวซ้อนกันมิดเหมือนเป็นเสาต้นเดียวด้วยความสนใจ ทั้งสองฝากด้านหน้ายังมีน้ำพุไว้ให้ทุกคนได้ชื่นชมและถ่ายภาพเป็นที่ระลึก