สำหรับผู้ที่สนใจศึกษาหาข้อมูลทางด้านเศรษฐกิจนั้น คงเคยพอคุ้น ๆ กับคำว่า Inflation Targeting หรือ “เป้าหมายเงินเฟ้อ” กันมาบ้างแล้วพอสมควร แต่บางท่านหรือว่าชาวบ้านทั่ว ๆ ไป ก็อาจจะยังมีความสงสัยอยู่ในใจว่ามันคืออะไร มีความสำคัญอย่างไร แล้วทำไมต้องใช้เป้าหมายนี้ เป็นต้น
นโยบายการเงิน (Monetary Policy) ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในนโยบายทางเศรษฐกิจมหภาค (Macroeconomics) ที่สำคัญในการบริหารจัดการเศรษฐกิจของประเทศให้บรรลุเป้าหมายทางเศรษฐกิจที่วางเอาไว้ เช่น การสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (economic growth) การรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ (economic stabilization) และการกระจายความเป็นธรรม (distribution function) ซึ่ง
- เป้าหมายทางด้านความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจนั้น เป็นหน้าที่หลักอย่างหนึ่งของภาครัฐที่ต้องพยายามเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของสังคมในอันที่จะยกระดับรายได้ต่อหัวให้สูงขึ้น เพื่อรองรับกำลังแรงงานภายในประเทศที่เพิ่มมากขึ้น
- เป้าหมายทางด้านการรักษาเสถียรภาพทางด้านเศรษฐกิจนั้น ประกอบด้วยการรักษาเสถียรภาพภายใน ได้แก่ การรักษาระดับราคาภายในประเทศให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและมีเสถียรภาพ ส่วนการรักษาเสถียรภาพ ภายนอกนั้น ประกอบด้วย การรักษาดุลการค้าและบริการ ดุลบัญชีเดินสะพัด และดุลการชำระเงินให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและมีเสถียรภาพ
- เป้าหมายในการกระจายความเป็นธรรมนั้น เป็นการทำหน้าที่เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในด้านต่าง ๆ เช่น ในการกระจายรายได้ การกระจายผลผลิต ตลอดจนการได้รับบริการจากภาครัฐ เป็นต้น ซึ่งหน้าที่ในการกระจายความเป็นธรรมของรัฐบาลทำได้โดยใช้นโยบายภาษีอากรโดยยึดหลักความสามารถ (ability-to-pay) และนโยบายการใช้จ่ายโดยการผลิตสินค้าสาธารณะให้กระจายไปสู่ชนบท หรือกลุ่มชนที่มีรายได้ต่ำ นโยบายการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต แรงงาน และเกษตรกร ตลอดจนนโยบายการจ่ายเงินเพื่อการประกันสังคม
หน่วยงานที่กำกับดูแลการใช้นโยบายการเงินของประเทศไทยก็คือ ธนาคารแห่งประเทศไทย (Bank of Thailand :BOT) ซึ่ง ธปท. เองก็จะมีกรอบเป้าหมายในการดำเนินนโยบายรวมทั้งเครื่องมือที่ใช้ในการบริหารจัดการเพื่อให้เศรษฐกิจบรรลุตามเป้าหมายที่วางเอาไว้ ซึ่งการกำหนดเป้าหมายทางนโยบายการเงินก็อาจจะแตกต่างกันในแต่ละช่วงเวลาขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของภาวะในเศรษฐกิจนั้น ๆ ซึ่งประเทศไทยเองก็เคยใช้เป้าหมายทางนโยบายการเงินแตกต่างกันมา
การกำหนดเป้าหมายทางนโยบายการเงินในประเทศไทยจากอดีต – ปัจจุบัน
ตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ ได้มีการตราพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๔๘๕ ภายใต้พระราชบัญญัติดังกล่าว ธนาคารแห่งประเทศไทยมีหน้าที่ดำเนินธุรกิจของธนาคารกลาง และหน้าที่อื่นๆ ซึ่งจะกำหนดโดยการตราพระราชกฤษฎีกา ในกฎหมายนี้ถึงแม้มิได้ระบุเรื่องนโยบายการเงินอย่างชัดแจ้ง แต่ก็กำหนดให้คณะกรรมการธนาคารมีอำนาจในการกำหนดอัตรา ดอกเบี้ยมาตรฐาน ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยที่ ธปท. เรียกเก็บจากการเป็นแหล่งเงินกู้แหล่งสุดท้าย (Lender of the last resort) ของสถาบันการเงิน นอกจากนี้ยังให้อำนาจ ธปท. ในการซื้อขายตราสารหนี้และเงินตราต่างประเทศ ตลอดจนให้สินเชื่อแบบมีหลักทรัพย์ค้ำประกันแก่สถาบันการเงิน ซึ่งในเรื่องเหล่านี้ ธปท. มิได้กระทำเพื่อค้ากำไร ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า กฎหมายมีบทบัญญัติโดยอ้อมให้ ธปท. เป็นผู้ดำเนินนโยบายการเงินอย่างชัดเจน และในทางปฏิบัติ ธปท. จะดำเนินธุรกิจของธนาคารกลางโดยคำนึงถึง เสถียรภาพทางด้านการเงินและระบบการเงิน ถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญของการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะยาว ซึ่งในการกำหนดเป้าหมายทางนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน มีดังนี้
๑. การผูกค่าเงินบาทกับทองคำค่าเงินสกุลอื่นหรือกับตะกร้าเงิน (Pegged Exchange Rate) นโยบายนี้เริ่มใช้ตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา โดยช่วงแรกใช้วิธีผูกค่าเงินไว้กับทองคำ ก่อนที่จะเปลี่ยนไปผูกค่าเงินบาทกับเงินสกุลอื่น และเปลี่ยนไปใช้ระบบผูกค่าเงินบาท กับตะกร้าเงินในช่วงพฤศจิกายน ๒๕๒๗ - มิถุนายน ๒๕๔๐ ภายใต้ระบบตะกร้าเงินนี้ ทุนรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยน (Exchange Equalization Fund : EEF) จะเป็นผู้ประกาศและปกป้องค่าเงินบาทเทียบกับดอลลาร์ สรอ. ในแต่ละวัน ซึ่งในขณะนั้น การมีอัตราแลกเปลี่ยนที่คงที่ช่วยในการสนับสนุนการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจอย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืนในระยะยาว เริ่มใช้ตั้งแต่ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ถึง มิถุนายน ๒๕๔๐
๒. การกำหนดเป้าหมายทางการเงิน (Monetary Targeting) หลังจากที่ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงระบบอัตราแลกเปลี่ยน มาเป็นระบบอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัว เมื่อวันที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๔๐ นั้น ประเทศไทยขอรับความช่วยเหลือด้านการเงินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund : IMF) และได้มีการกำหนด Policy Anchor แบบใหม่ คือ Monetary Targeting ซึ่งกำหนดเป้าหมายทางการเงิน อิงกับกรอบการจัดทำโปรแกรมกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ เพื่อให้เกิดความสอดคล้องระหว่างนโยบายการเงิน นโยบายการคลัง และเม็ดเงินจากภาคต่างประเทศ และดุลการชำระเงิน และให้ได้ภาพการขยายตัวทางเศรษฐกิจและระดับราคาตามที่กำหนดไว้ (Ultimate Objectives) จากการประเมินภาพเศรษฐกิจดังกล่าว ธปท.สามารถกำหนดเป้าหมายฐานเงินรายไตรมาสและรายวัน เพื่อใช้เป็นหลักในการบริหารสภาพคล่องรายวัน ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อปรับสภาพคล่องและอัตราดอกเบี้ยในระบบการเงิน มิให้เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอย่างผันผวนจนเกินไป เริ่มใช้ตั้งแต่ กรกฎาคม ๒๕๔๐ ถึง พฤษภาคม ๒๕๔๓
๓. การกำหนดเป้าหมายเงินเฟ้อ (Inflation Targeting) ธนาคารแห่งประเทศไทยได้พิจารณาปัจจัยต่างๆในระบบการเงิน ทั้งปัจจุบันและในอนาคตแล้วเห็นว่า การใช้ปริมาณเงินเป็น เป้าหมายจะมีประสิทธิผลน้อยกว่าการใช้เงินเฟ้อเป็นเป้าหมาย เนื่องจาก ความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณเงินและการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ตั้งแต่ช่วงวิกฤตเศรษฐกิจเป็นต้นมาไม่มีเสถียรภาพ ดังนั้นเมื่อประเทศไทยออกจากโปรแกรมกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ธปท. จำเป็นต้องมีการกำหนด policy anchor ใหม่ ที่เหมาะสมสำหรับประเทศ และเห็นว่ากรอบ Inflation Targeting น่าจะเหมาะสมในการสร้างความน่าเชื่อถือของธนาคารกลางและนโยบายการเงินอีกครั้ง เริ่มใช้ตั้งแต่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๔๓ ถึง ปัจจุบัน
เมื่อธนาคารแห่งประเทศ (ธปท.) ได้นำเป้าหมายเงินเฟ้อ (Inflation Targeting) มาใช้เป็นเป้าหมายหลักในการดำเนินนโยบายทางการเงิน ตั้งแต่วันที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๔๓ เป็นต้นมา สำหรับผู้ที่เริ่มต้นสนใจศึกษาหาความรู้ในข้อมูลทางเศรษฐกิจนั้น บางท่านอาจจะยังมีความสงสัยและไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นทำความเข้าใจใน “Inflation Targeting” ไปในทิศทางใด เพื่อให้ได้ความเข้าใจในประเด็นดังกล่าวชัดเจนเพิ่มขึ้น สามารถที่จะทำความเข้าใจไล่เรียงในประเด็นต่าง ๆ ตั้งแต่
- เงินเฟ้อคืออะไร
- เป้าหมายและเครื่องมือในการดำเนินนโยบายการเงิน
- กลไกการส่งผ่านของนโยบายการเงิน
- เป้าหมายเงินเฟ้อเมนูนโยบายไล่เรียงจากผลไปหาเหตุ
ซึ่งการทำความเข้าใจไล่เรียงไปในประเด็นต่าง ๆ ดังกล่าวนั้นก็จะสามารถทำให้มองเห็นภาพรวมของ “Inflation Targeting” ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
เงินเฟ้อ (inflation)คือ ภาวการณ์ที่ระดับราคาสินค้าและบริการโดยทั่วไปเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการเกิดภาวะเงินเฟ้อมีสาเหตุมาจาก ๒ ปัจจัยหลัก คือ
ปัจจัยแรก คือ แรงดึงทางด้านอุปสงค์ (demand pull inflation) เกิดขึ้นจากระบบเศรษฐกิจมีความต้องการปริมาณสินค้าและบริการมากกว่าที่มีอยู่ในขณะนั้น ๆ จึงดึงให้ราคาสินค้าเพิ่มสูงขึ้น ทั้งนี้ การเพิ่มขึ้นของความต้องการสินค้าและบริการอาจมาจากหลายสาเหตุ ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงของปริมาณเงิน การดำเนินนโยบายการคลังของภาครัฐบาล การเพิ่มขึ้นของอุปสงค์ในต่างประเทศ และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคของประชาชน เช่น
- รัฐบาลใช้นโยบายงบประมาณขาดดุล (รายจ่ายมากกว่ารายรับ) มากเกินไปอย่างต่อเนื่อง
- มีการขยายสินเชื่อให้กับผู้บริโภคและผู้ลงทุนในปริมาณที่มากเกินไปอย่างต่อเนื่องจนนำไปสู่การเก็งกำไร
- ผู้บริโภคและผู้ลงทุนมีรายได้เพิ่มขึ้น จึงมีความต้องการสินค้าและบริการมากขึ้น
ปัจจัยที่สอง เกิดจากด้านต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น (cost push inflation) ทำให้ผู้ผลิตต้องปรับราคาสินค้าขึ้น สาเหตุที่ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น อาทิ การเพิ่มขึ้นของค่าจ้างแรงงาน การเกิด วิกฤตการณ์ทางธรรมชาติ การเพิ่มกำไรของผู้ประกอบการ การเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้านำเข้า ซึ่งอาจเพิ่มไปตามภาวะตลาดโลก หรือผลของอัตราแลกเปลี่ยน เช่น
- ผู้ผลิตขึ้นราคาสินค้าและบริการโดยที่รัฐบาลไม่สามารถที่จะควบคุมได้ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการขึ้นราคาของผู้ผลิตจากต่างประเทศ ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คือ การขึ้นราคาน้ำมันของกลุ่มโอเปก
- สหภาพแรงงานมีอำนาจในการต่อรองสูงและสามารถเรียกร้องค่าจ้างที่สูงขึ้น ก็จะทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นตามมา
- เมื่อระบบเศรษฐกิจมีการจ้างงานอย่างเต็มที่ ทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจร้อนแรงเกินไป (overheating) ก็จะส่งผลทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นตามไปด้วย
หรือหากอธิบายเป็นภาษชาวบ้านให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ
เงินเฟ้อ เป็นไปในลักษณะของมูลค่าในตัวเงิน (อำนาจซื้อ) ลดลง เมื่อเทียบโดยสัมพัทธ์ เช่น
เมื่อวันก่อนเงิน ๑๐ บาท ซื้อไข่ไก่ได้ ๑๐ ฟอง แต่
วันนี้เงิน ๑๐ บาท ซื้อไข่ไก่ได้ ๕ ฟอง ดังนั้น ถ้าหากจะซื้อไข่ไก่ให้ได้ ๑๐ ฟองเท่าเดิม ต้องใช้เงิน ๒๐ บาท
เป็นต้น
ส่วนใหญ่เงินเฟ้อมักจะมีแนวโน้มเกิดขึ้นในช่วงภาวะเศรษฐกิจที่กำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเงินในระบบเศรษฐกิจมีสภาพคล่องค่อนข้างสูง ถึงแม้ข้าวของเครื่องใช้จะราคาแพงขึ้นแต่เงินก็หาได้คล่องตัวขึ้น
เพิ่มเติม :ในส่วนของธนาคารแห่งประเทศไทยได้แบ่งเงินออกเป็น ๒ ประเภท คืออัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core inflation) และอัตราเงินเฟ้อทั่วไป (Headline Inflation) เป็นไปในลักษณะของการแบ่งตามการคำนวณน้ำหนักราคาสินค้า กล่าวคือ
อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core inflation) หมายถึง อัตราการเปลี่ยนแปลงเมื่อเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อนของดัชนีราคาผู้บริโภค (Consumer Price Index: CPI) ที่หักราคาสินค้าในหมวดอาหารสดและพลังงานออก โดยมีเหตุผลมาจากการที่ราคาสินค้าในกลุ่มที่หักออกดังกล่าว อาทิ ข้าว ผลิตภัณฑ์จากแป้ง เนื้อสัตว์ ผัก ผลไม้ ค่าไฟฟ้า ก๊าซหุงต้มและน้ำมันเชื้อเพลิง มีความผันผวนมากในระยะสั้นอันเกิดจากปัจจัยภายนอกที่อยู่นอกเหนือความสามารถในการควบคุมของนโยบายการเงิน ดังนั้น หากยังคงรวมอยู่ในเป้าหมายอาจจะทำให้ต้องปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินบ่อยครั้งและอาจจะเป็นการซ้ำเติมเศรษฐกิจให้เลวลงไปอีกได้ เช่น กรณีที่ราคาสินค้าหมวดอาหารสดและพลังงานสูงขึ้น ซึ่งส่งผลบั่นทอนกำลังซื้อของประชาชนอยู่แล้ว หากมีการดำเนินนโยบายการเงินอย่างเข้มงวด โดยการขึ้นอัตราดอกเบี้ย เพื่อทำให้อัตราเงินเฟ้อลดลง จะมีผลทำให้การอุปโภคบริโภคยิ่งลดลง และกลายเป็นการซ้ำเติมการขยายตัวของเศรษฐกิจให้เลวลงมากขึ้น
หรือพูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ ในการคำนวณหาอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานนั้น (Core inflation) จะได้จากการคำนวณดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปที่หักรายการสินค้ากลุ่มอาหารสดและสินค้ากลุ่มพลังงานออก เช่น สมมติว่า
- มีรายการสินค้าที่นำมาคำนวณทั่วไปทั้งสิ้น ๓๗๗ รายการ การคำนวณในรายการดังกล่าวเรียกว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไป (Headline Inflation)
- จากรายการสินค้าทั่วไป ๓๗๗ รายการ ดังกล่าว หากหักรายการ สินค้าในหมวด อาหารสดและพลังงานออก สมมติว่าเหลือ ๒๖๗ รายการ จำนวนสินค้าที่เหลือ ๒๖๗ รายการดังกล่าวที่นำมาคำนวณดัชนีราคานั้นก็คือ อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core inflation) นั่นเอง
อนึ่ง ในจำนวนของรายการสินค้าที่นำมาเป็นพื้นฐานของการคำนวณเงินเฟ้อนั้นสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสมตามภาวะของราคาสินค้าในแต่ละประเภทและตามภาวการณ์ทางเศรษฐกิจโดยรวม
หมายเหตุ : ธนาคารแห่งประเทศไทยได้เลือกใช้ อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core inflation) มาเป็นเป้าหมายในการดำเนินนโยบายการเงิน โดยมีกรอบในช่วงร้อยละ ๐.๕ ถึง ร้อยละ ๓.๐
ในการดำเนินนโยบายการเงินจะมีองค์ประกอบที่สำคัญก็คือ เครื่องมือทางการเงินเพื่อใช้บริหารจัดการเมนูนโยบายทางการเงินให้บรรลุเป้าหมายขั้นกลางและส่งผ่านไปสู่เป้าหมายปลายทางในขั้นสุดท้าย
นโยบายการเงิน (monetary policy) เป็น แนวทางในการใช้เครื่องมือทางการเงินในการกำหนดมาตรการส่งผ่านช่องทางของการเงินเพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางเศรษฐกิจ ซึ่งการใช้นโยบายการเงินเพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางเศรษฐกิจ มีกระบวนการทำงานสองขั้น คือ
- ขั้นตอนแรก เป็นการใช้มาตรการทางการเงินหรือเครื่องมือทางการเงินเพื่อ ควบคุมตัวแปรทางการเงินที่เป็นเป้าหมายขั้นกลาง โดยเจ้าหน้าที่ทางการเงินจะใช้มาตรการทางการเงิน เพื่อเปลี่ยนแปลงตัวแปรทางการเงินที่ควบคุมได้โดยตรงก่อน เช่น การซื้อ (ขาย) หลักทรัพย์ในตลาด การ เพิ่ม (ลด) อัตราเงินสดสำรองตามกฎหมาย หรือ การเพิ่ม (ลด) อัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งการเปลี่ยนแปลงในตัวแปรเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อตัวแปรทางการเงินที่เป็นเป้าหมายขั้นกลาง นั่นคือ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในปริมาณเงิน ปริมาณสินเชื่อ อัตราดอกเบี้ยในตลาด หรือฐานเงิน ไปในทิศทางและขนาดที่ต้องการ
- ขั้นตอนที่สอง เป็นผลต่อเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงในตัวแปรทางการเงิน ที่เป็นเป้าหมายขั้นกลาง ส่งผลให้บรรลุเป้าหมายเศรษฐกิจที่ต้องการ ซึ่งเป็นเป้าหมายขั้นสุดท้าย ได้แก่ ความมีเสถียรภาพทางด้านราคา การเจริญเติบโตในระยะยาว โดยสามารถสรุปความสัมพันธ์ ได้ดังนี้
เครื่องมือทางการเงิน เป้าหมายขั้นกลาง เป้าหมายขั้นสุดท้าย
(monetary instrument) (intermediate) (ultimate)
-การซื้อขายหลักทรัพย์ -ปริมาณเงิน -เสถียรภาพด้านราคา
-เงินสดสำรองตามกฎหมาย -ปริมาณสินเชื่อ (price stability)
-อัตราดอกเบี้ยในตลาดซื้อคืน -ฐานเงิน -การเติบโตระยะยาว
ฯลฯ -อัตราดอกเบี้ย (long-term-growth)
ในกระบวนการของการบริหารจัดการเมนูนโยบายทางการเงินเพื่อให้บรรลุเป้าหมายปลายทางในขั้นสุดท้ายนั้น จะพึงสังเกตได้ว่า เครื่องมือทางการเงินที่นำมาใช้นั้นถือได้ว่าเป็นปฐมฐานของการควบคุมตัวแปรทางการเงินที่สำคัญ ซึ่ง ภายใต้กรอบการดำเนินนโยบายการเงินแบบการกำหนดเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อ (Inflation Targeting) ธนาคารแห่งประเทศไทยได้กำหนดให้อัตราดอกเบี้ยธุรกรรมซื้อคืนพันธบัตรระยะ ๑ วัน เป็นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Policy Rate) ซึ่งคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะส่งสัญญาณการเปลี่ยนแปลงในนโยบายการเงินผ่านอัตราดอกเบี้ยดังกล่าว โดยในการดูแลรักษาระดับอัตราดอกเบี้ยนโยบายให้เป็นไปตามที่ กนง. กำหนด ธปท. จะดำเนินการผ่านเครื่องมือในการดำเนินนโยบายการเงิน (Monetary Policy Instruments) ต่าง ๆ ซึ่งเครื่องมือในการดำเนินนโยบายการเงินของ ธปท. แบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก คือ