การจัดการความรู้ในการวิจัยและพัฒนาการเกษตร
โดย นายเดชา ศิริภัทร โรงเรียนชาวนา มูลนิธิขวัญข้าว จ สุพรรณบุรี
นายเดชา ศิริภัทร กล่าวว่า ในอดีตชาวนามักใช้ปุ๋ยเคมีในการทำนาและเพิ่มขึ้นในทุกๆ ฤดูกาล ยิ่งใส่มากดินยิ่งแข็ง เพราะปุ๋ยเคมีจะเป็นตัวดึงธาตุอาหารขึ้นมาใช้แต่ตัวของมันเองไม่ได้มีสารอาหารใดๆ เมื่อดินถูกดึงธาตุอาหารมาใช้โดยไม่ได้สิ่งทดแทนใดๆ กลับคืนจึงทำให้ดินขาดสารอาหาร ยิ่งทำนามากก็ยิ่งได้ผลผลิตน้อยลงจึงต้องเพิ่มการให้ปุ๋ยมากขึ้นในทุกฤดูกาล
นอกเหนือจากความรู้เกี่ยวกับวิถีการทำนาแบบไม่พึ่งพาสารเคมีแล้ว โรงเรียนชาวนายังเป็นจุดเชื่อมร้อยความสัมพันธ์ของคนกับคน และคนกับวัฒนธรรมให้กลับคืนสู่ชุมชนอีกด้วย โดย นักเรียนชาวนาทุกคนยอมรับว่า การเข้ามาร่วมเรียนรู้กับเพื่อนชาวนา ทำให้ความสัมพันธ์ระดับ พื้นฐานกลับมา จากเดิมเพื่อนบ้านที่อยู่บ้านติดกัน ทำนาติดกัน ไม่เคยคุยกัน ก็ได้รู้จักกัน แลกเปลี่ยนความรู้กัน มีเรื่องดีๆ เคล็ดลับดีๆ ก็บอกก็สอนกัน จากที่เคยหมกมุ่นอยู่แต่กับการทำนา ฉีดยา พ่นยา ใส่ปุ๋ย ก็มีเวลาทำงานสังคมมากขึ้น มีความสุขมากขึ้น ต้นทุนการผลิตลดลง ชีวิตมีความสุขกว่าเดิม
ทั้งนี้ ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ผอ.สคส. กล่าวว่า โรงเรียนชาวนา คือ กระบวนการของ การจัดการความรู้ที่ดึงความรู้ที่มีอยู่แล้วในตัวคนออกมาแลกกันผ่านการเล่าเรื่อง และเป็นการเรียนรู้จากผู้มีความรู้หรือตำรา เพื่อนำความรู้เล่านั้นมาใช้จริงผ่านการปฏิบัติ เมื่อปฏิบัติจริงด้วยตนเอง ก็จะเกิดเป็นความรู้ใหม่ขึ้น จะเห็นได้ว่าแม้คนเหล่านี้ไม่จบจากสถาบันการศึกษาใดๆ แต่มีความรู้อยู่มาก ในการเข้ามาเรียนรู้ร่วมกัน จากการทำงานจะเป็นประโยชน์มหาศาลต่อการพัฒนาองค์ความรู้ในบริบทของชาวนาเอง สถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม (สคส.)
มูลนิธิข้าวขวัญเป็นองค์กรพัฒนาเอกชน ที่ดำเนินงานด้านการพัฒนาเทคโนโลยีเกษตรที่เหมาะสมกับท้องถิ่น พัฒนาพันธุกรรมข้าว และพืชพื้นบ้าน วิจัยและพัฒนาผลกระทบของสารเคมีทางการเกษตร ตลอดจนค้นหาทางเลือกร่วมกับเกษตรกรในการทำเกษตรที่ไม่ใช้สารเคมี
ปี พ.ศ. ๒๕๒๗ มูลนิธิข้าวขวัญ ได้เริ่มต้นจากโครงการเลี้ยงปลาในนาข้าว และการส่งเสริมเกษตรกรรมแบบผสมผสานในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งขณะนั้นอยู่กับสมาคมเทคโนโลยีที่เหมาะสม ( ATA )
ปี พ.ศ. ๒๕๓๒ ได้แยกตัวจากสมาคมเทคโนโลยีที่เหมาะสม ก่อตั้งองค์การใหม่ขึ้นมาในนาม ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อสังคม ( Technology for Rural and Ecological Enrichment : TREE )
ปี พ.ศ. ๒๕๔๑ ได้จดทะเบียนเป็นมูลนิธิข้าวขวัญ โดยมีสำนักงาน และพื้นที่ปฏิบัติงานภาคสนามในเขต จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นแหล่งสำคัญของการผลิตอาหารที่มีมาแต่อดีต พื้นที่เหล่านี้ตั้งอยู่ในเขตเกษตรก้าวหน้า ที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากการเกษตรแบบปฏิวัติเขียว (Green Revolution ) ซึ่งต้องพึ่งพาเทคโนโลยี และปัจจัยการผลิตจากภายนอก จนเป็นต้นเหตุของปัญหาเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และปัญหาสุขภาพของทั้งผู้ผลิต และผู้บริโภค ปัจจุบันมูลนิธิข้าวขวัญ ตั้งอยู่บนเนื้อที่ 7 ไร่ครึ่ง ในเขตเทศบาลท่าเสด็จ ต.สระแก้ว อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี โดยมีพื้นที่ปฏิบัติงานในเขตจังหวัด สุพรรณบุรี 4 อำเภอ ได้แก่ อ.เมือง อ.บางปลาม้า อ.อู่ทอง และ อ.ดอนเจดีย์ รวมทั้งเครือข่ายทั่วประเทศกว่า 36 เครือข่าย โดยมีกิจกรรม เป้าหมาย และวัตถุประสงค์ในการดำเนินงานสำคัญ ๆ ดังนี้
กิจกรรมส่วนใหญ่ขององค์กร
มีเป้าหมายเพื่อให้เกษตรกรและชุมชน มีการเรียนรู้จากความรู้ภายนอก และการฟื้นฟูความรู้ดั้งเดิมมาจัดการอย่างบูรณาการเพื่อให้เกิดระบบการเกษตรที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม อนุรักษ์ และฟื้นฟูธรรมชาติ สามารถลดการพึ่งพาปัจจัยการผลิตจากภายนอก และสามารถพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น สานสร้างเครือข่ายของผู้ผลิต และผู้บริโภคที่เห็นคุณค่า และความสำคัญกับเรื่องของวิถีชีวิต สังคม สุขภาพ และสิ่งแวดล้อม อันเป็นการเชื่อมโยงกันระหว่าง การพัฒนาระบบเกษตรกรรม กับการพัฒนาวิถีชีวิตอย่างเป็นสุข รวมถึงการพัฒนาด้านอื่นอย่างรอบด้าน
และกิจกรรมสำคัญ ที่นำมาซึ่งความภาคภูมิใจของข้าวขวัญ ในการขยายองค์ความรู้เชิงลึกให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายเกษตรกรที่มีความพร้อมในการพัฒนาแนวคิดเพื่อการพึ่งพาตนเองเป็นสำคัญ นั่น ก็คือ โรงเรียนชาวนา ซึ่งการปฏิบัติงานครั้งนี้ มูลนิธิข้าวขวัญ ได้รับความร่วมมือจากพันธมิตรที่สำคัญ คือ สถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม ( สคส.) ในการสนับสนุนงบประมาณดำเนินการจัดการความรู้ ภายใต้หลักสูตรการเรียนรู้ 3 หลักสูตรสำคัญ ซึ่งมีกรอบแนวคิดในการจัดการความรู้ดังรูปต่อไปนี้
หลักสูตรที่ 1 การบริหารจัดการศัตรูพืชโดยชีววิธี
หลักสูตรนี้ โดยสาระสำคัญ เน้นไปที่การทำให้ชาวนาเลิกใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชโดยสิ้นเชิง ซึ่งความรู้ใหม่ที่ชาวนาต้องเข้าใจอย่างชัดเจน คือ การศึกษาถึงความสำคัญของระบบนิเวศน์ในแปลงนา สิ่งมีชีวิตต่างๆที่เกื้อกูลกันและกัน โดยเจาะไปที่ความสามารถในการทำให้ชาวนาสามารถรู้และเข้าใจถึงชนิดของแมลงต่างๆที่เข้ามาเกี่ยวข้องภายในระบบ ชาวนาสามารถแยกได้ว่า แมลงชนิดใด เป็นแมลงดี-ร้าย วงจรชีวิตของแมลงเป็นอย่างไร และภายใต้แมลงด้วยกัน มันมีการจัดการเพื่อรักษาความสมดุลของระบบได้อย่างไร โดยวิธีการเรียนรู้แบบสนุกสนาน ที่ชาวนาต้องลงไปโฉบแมลงในแปลงนา เพื่อนำมาคัดแยกให้ละเอียด ก่อนที่จะใช้วิธีการบันทึกเพื่อทบทวนความจำของตน ด้วยการวาดภาพและระบายสี และอีกหนึ่งความรู้ที่ชาวนาต้องศึกษาเพิ่ม คือ สมุนไพรที่สามารถนำมาใช้จัดการแมลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีอะไรบ้าง แต่ละชนิดมีสรรพคุณอย่างไร และวิธีการในการหมักและใช้สมุนไพรมีอะไร เป็นต้น
หลักสูตรที่ 2 การปรับปรุงบำรุงดินโดยชีววิธี
หลักสูตรนี้ สาระสำคัญ คือชาวนาเลิกใช้ปุ๋ยเคมีอย่างสิ้นเชิง จนถึงเป้าหมายสูงสุด คือเลิกใช้แม้กระทั่งปุ๋ยหมักชีวภาพ ปล่อยให้ธรรมชาติดูแลกันเอง แต่ในระยะแรกของการกระตุ้นใจคน จำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องให้เวลาแห่งการเรียนรู้คือ การทดลองจากของจริง ดังนั้นในหลักสูตรนี้ เบื้องต้น ชาวนาต้องเข้าใจถึงโครงสร่างดิน ที่ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของต้นข้าว รวมทั้งความสัมพันธ์ต่างๆ ของระบบที่ต่างก็เกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตของพืช ชาวนาต้องรู้ว่าดินในแปลงนาของตนในปัจจุบันมีสภาพอย่างไร ต้องรู้ว่าดินที่ดีเป็นอย่างไร และสามารถตรวจสอบสภาพดินโดยใช้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ หาค่าความเป็นกรด-ด่าง หรือเช็คธาตุอาหารที่มีอยู่ได้ กระบวนการเรียนรู้นี้ จะทำให้ชาวบ้านเข้าใจและวิเคราะห์สภาพดินของตนเองได้ว่า เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร เมื่อรู้ว่าขาดธาตุอาหารใด ก็ต้องรู้ต่อไปด้วยว่า ถ้าไม่ใช้เคมีเราจะมีอินทรียวัตถุตัวใดมาทดแทน หัวใจสำคัญของหลักสูตรนี้ คือ การเน้นไปที่การปรับปรุงบำรุงดินด้วยตนเอง โดยให้ข้อมูลเกี่ยวกับประโยชน์ของจุลินทรีย์ที่มีผลต่อเกษตร ชาวนาสามารถเข้าใจและทดลองเลี้ยงและขยายพันธุ์ได้ด้วยตนเอง จนถึงขั้นสามารถนำไปใช้ในพื้นที่ของตนเองได้อย่างครบวงจร ส่วนองค์ความรู้อื่นๆที่เข้ามาแทรกเสริมในหลักสูตรนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นเทคนิคในการทำปุ๋ยหมักชีวภาพ ทำน้ำหมักชีวภาพ เป็นต้น
หลักสูตรที่ 3 การพัฒนาพันธุ์ข้าว
ในหลักสูตรนี้ ค่อนข้างยากมาก เพราะเป็นเรื่องที่ชาวนาไม่เคยรู้มาก่อน จึงเป็นหลักสูตรสุดท้ายที่ชาวนาต้องตั้งใจเป็นพิเศษ เพราะเรื่องของการพัฒนาพันธุ์ข้าว สาระสำคัญ คือ การที่ชาวนาสามารถจัดการเก็บและขยายพันธุ์ข้าวไว้ใช้ได้เอง จนกระทั่งสามารถปรับปรุงและพัฒนาพันธุ์ข้าวให้ได้อย่างที่ต้องการด้วย ดังนั้น เทคนิคที่ต้องรู้ คือ การสามารถคัดเลือกพันธุ์ข้าวจากข้าวกล้อง เพื่อให้ได้สวยและสมบูรณ์แบบที่สุด จนกระทั่งปลูกเป็นต้นกล้าข้าวกล้องได้ และนำไปขยายโดยปลูกแบบดำนาต้นเดียว ซึ่งจะทำให้ง่ายในการคัดเลือกพันธุ์ข้าวที่สมบูรณ์แบบที่สุด และเทคนิคที่สูงขึ้นไปคือความสามารถที่ชาวนาจะรู้จักวิธีการตอนและผสมพันธุ์ข้าวที่ต้องการได้ด้วยตนเอง
ซึ่งเราได้รับความร่วมมือร่วมใจในการใฝ่พัฒนาองค์ความรู้จากเกษตรกรกลุ่มเป้าหมาย 200 ครอบครัว จากทั้ง 4 อำเภอ ด้วยดี ไม่ว่าจะเป็นการให้ความสำคัญกับการที่ต้องมีนัดเพื่อการเรียนรู้ สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ครั้งละ 3 ชั่วโมง ตามสถานที่นัดหมายในแต่ละพื้นที่ หรือแม้แต่กระทั่ง การได้นำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ในระบบเกษตรกรรมของตน เช่น การไม่เผาฟาง การทำปุ๋ยหมักชีวภาพ การทำสมุนไพรขับไล่แมลง รวมทั้งการรู้จักแมลงดี-แมลงร้าย การเก็บและขยายจุลินทรีย์ การทำฮอร์โมนเพื่อการบำรุงต้นข้าว เป็นต้น เหล่านี้ ล้วนแต่เป็นเทคนิคใหม่ที่ชาวนาได้นำไปประยุกต์ใช้ โดยคำนึงถึงวัตถุดิบภายในท้องถิ่นของตนเป็นสำคัญ ซึ่งแนวคิดสำคัญที่ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่เข้าใจที่ตรงกันก็คือว่า การที่ชาวนาพยายามที่จะหาสิ่งทดแทนสารเคมีทั้งหลายทั้งปวงนั้น เป็นเพียงการเริ่มต้นของการปรับเปลี่ยนวิถีผลิต ที่ในท้ายที่สุด กระบวนการและเทคนิคต่างๆเหล่านั้น ก็ไม่จำเป็นจะต้องนำมาใช้ในพื้นที่เกษตรอีกต่อไป กล่าวคือ “ใช้เพื่อที่จะไม่ต้องใช้อีก” เพราะในที่สุด ระบบนิเวศน์และสมดุลของธรรมชาติก็จะกลับคืนมา ชาวนาก็จะหลุดพ้นจากวังวนของการพึ่งพาปัจจัยภายนอกในทุกขั้นตอน
แต่อย่างไรก็ตาม ในส่วนของบทบาทหน้าที่นั้น มูลนิธิข้าวขวัญ ก็เป็นเพียงฟันเฟืองหนึ่งที่อาสาเข้ามาช่วยขับเคลื่อนให้กระบวนการทำเกษตรแบบยั่งยืนเกิดขึ้นได้จริงอย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้การจัดการความรู้ แต่จะมีศักยภาพและยั่งยืนได้มากขึ้น ถ้าแนวคิดของการพัฒนาระบบเกษตรแบบพึ่งตนเองนี้ เป็นที่ยอมรับของทุกภาคส่วนได้มากพอ และฟันเฟืองในการขับเคลื่อนมีใช่แค่เพียงมูลนิธิข้าวขวัญเท่านั้น เชื่อได้ว่าหนทางก้าวไปสู่พื้นที่เกษตรยั่งยืนอย่างแท้จริงจะเป็นจริงได้อย่างแน่นอน
สรรพกำลังของข้าวขวัญ
คุณเดชา ศิริภัทร ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ
คุณจันทนา หงษา ผู้จัดการมูลนิธิข้าวขวัญ
คุณสุขสรรค์ กันตร ผู้เชี่ยวชาญเทคนิคการปรับปรุงและพัฒนาพันธุ์ข้าว
คุณวนิดา บุณยวิสาข ผู้เชี่ยวชาญเทคนิคการพัฒนาพันธุ์พืชพื้นบ้าน
คุณธนรัช ใกล้กลาง ผู้ประสานงานโครงการกองทุนพัฒนาพันธุ์ข้าว
คุณสุนทรี วงศ์ทิพยรัตน์ เลขานุการ/การเงิน
คุณเหรียญ ใกล้กลาง เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการสนาม อ.เมือง
คุณณรงค์ อ่วมรัมย เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการสนาม อ.บางปลาม้า
คุณชลสรวง พลแสน เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการสนาม อ.ดอนเจดีย์
คุณพรชัย ชูเลิศ เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการสนาม อ.อู่ทอง
คุณประภาส ชาวลุ่มบัว ผู้ช่วยเจ้าหน้าที่
คุณมานับ ชาวลุ่มบัว ผู้ช่วยเจ้าหน้าที่
คุณฉันทนา ชูพรม ผู้ช่วยเจ้าหน้าที่
มูลนิธิข้าวขวัญ
13/1 หมู่ 3 ถ.เทศบาลท่าเสด็จ 1 ซ. 6 ต.สระแก้ว อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี 72230
อีเมลล์ [email protected]
KM= knowledge Management
ตัวอย่างเกษตรกรทำนา
ที่ดิน 103 ไร่ 2 ครั้ง/ปี
ปี 51 กำไร 2,100,000 บาท
ปี 52 กำไร 1,200,000 บาท
ปี 53 กำไร 500,000 + 400,000 บาท
ตค-มค ไม่ทำนาได้รับเงินเดือน 60000บาท/เดือน
ผลของการทำนาแบบเกษตรอินทรีย์
• กำไรมาขึ้น
• ต้นทุนต่ำลง
• สุขภาพดีกว่า
แต่ขยายต่อไม่ได้เนื่องจาก
• ไม่มีแรงบันดาลใจ
• แรงจูงใจของปุ๋ยเคมีมีมากกว่าโดยใช้เงินเป็นตัวล่อ
• กระบวนทัศน์ไปทางด้านเคมีและไม่มีกระบวนทัศน์ทางด้านอินทรีย์
ศึกษาผลกระทบทั้งระบบ
• เสียข้าวบางส่วนโดยปล่อยให้แมลงตัวไม่ดีกินบางส่วนแมลงตัวดีก็จะมากินแมลงตัวไม่ดี
• ไม่ต้องใช้ยาฆ่าแมลง
• ไม่บาปกรรม
ขบวนการเรียนรู้(Learning Process)
• ทำ
• สังเกตุ
• บันทึก
• ยพำหะ
• ถกเถียงกัน
• หาข้อสรุป
การทำงานเป็นกลุ่มจะเกิดขบวนการเรียนรู้และจะสามารถเปลี่ยนกระบวนทัศน์
FAO = Farmer School โรงเรียนเกษตรกร
เน้นเรื่องแมลงโดยเอาแมลงดีมาควบคลุมแมลงตัวไม่ดีแต่สามารถใช้เคมียาฆ่าแมลงได้แต่ที่ขวัญข้าวไม่ใช่แต่ใช้สะเดาแทน
พันธุ๋ข้าวของCPและเอกชนรายอื่นๆจะเป็นพันุ์ข้าวที่เหมาะกับปุ๋ยเคมี( 7-8 ตัน/ไร่)ไม่เหมาะกับปุ๋ยอินทรีย์( 8-10 ตัน/ไร่)
KM=Knowledge Management
• Innovation
• เปลี่ยนกระบวนทัศน์ได้
กระบวนทัศน์ (Paradigm) ซึ่งมาจากภาษากรีก โดย para แปลว่า beside ส่วน digm แปลว่า ทฤษฎี คือ ชุดแนวความคิด หรือ มโนทัศน์ (Concepts) ค่านิยม (Values) ความเข้าใจรับรู้ (Perceptions) และการปฏิบัติ (Practice) ที่มีร่วมกันของคนกลุ่มหนึ่ง ชุมชนหนึ่งและได้ก่อตัวเป็นแบบแผน ของทัศนะอย่างเฉพาะแบบหนึ่ง เกี่ยวกับความจริง (Reality) ซึ่งเป็นฐานของวิถี เพื่อการจัดการตนเอง ของชุมชนนั้น ทีทำหน้าที่สองประการ ประการแรกทำหน้าที่ วางหรือกำหนดกรอบ ประการที่สอง ทำหน้าที่บอกเราว่าควรจะประพฤติปฏิบัติอย่างไร ภายในกรอบเพื่อให้เกิดความสำเร็จ รวมไปถึง เราวัดความสำเร็จนั้นอย่างไร
Paradigm เป็นวิธีการหรือมุมมองต่อปรากฏการณ ์ที่แสดงความสัมพันธ์ ซึ่งนำไปสู่การวิจัยและการปฏิบัติ ช่วยให้เราเข้าใจปรากฏการณ์ ประเด็นปัญหา แนวทางแก้ไข และเกณฑ์ ในการพิสูจน์ข้อสันนิษฐาน paradigm ประกอบด้วยทฤษฎีและวิธีการ
Paradigm หรือ กระบวนทัศน์ โดยมุมมองทางด้านวิทยาศาสตร์ได้นิยามไว้ว่า คือตัวอย่างต่างๆ ที่เป็นที่ยอมรับของ การทำงานด้าน วิทยาศาสตร์อย่างแท้จริง ตัวอย่างที่รวมไปถึงกฎ ทฤษฎี การนำไปใช้และเครื่องมือรวมกัน ซึ่งทั้งหมดนี้ได้ก่อให้ เกิดรูปแบบที่ซึ่งนำไปสู่ แนวปฏิบัติที่เชื่อมโยงกันอย่างเฉพาะพิเศษ ในงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์และอธิบายต่อว่า " คนที่มีงานวิจัยอยู่ในกระบวนทัศน์เดียวกัน จะมีกฎและมาตรฐานการปฏิบัติทางวิทยาศาสตร์เหมือนกัน และได้ผลออกมาเหมือนกัน"
กระบวนทัศน์ ก็คือ กระบวนคิดวิเคราะห์ วิธีคิด วิธีปฏิบัติ แนวการดำเนินชีวิต มาทบทวนใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับยุค และสถานการณ์ ที่กำลังเกิดขึ้น และที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ความเชื่อพื้นฐานที่มีในจิตใจของมนุษย์ทุกคน แตกต่างกันตามเพศ ตามวัย ตามสิ่งแวดล้อม ตามการศึกษาอบรม และตามการตัดสินใจเลือกของแต่ละบุคคล ความเชื่อพื้นฐานนี้แหละเป็นตัวกำหนด ให้แต่ละคนชอบอะไร และไม่ชอบอะไร พอใจแค่ไหนและอย่างไร เป็นตัวนำร่องการตัดสินใจ ด้วยความเข้าใจ และเหตุผลในตัวบุคคลคนเดียวกัน อาจจะเปลี่ยนแปลงได้ หากรู้สึกว่ามีเหตุผล เพียงพอที่จะเปลี่ยน แต่จะไม่เปลี่ยนด้วยอารมณ์ ก่อนเปลี่ยนจะต้องมีความเข้าใจ กระบวนทัศน์เก่าที่มีอยู่และ กระบวนทัศน์ที่จะรับเข้ามาแทน มีการชั่งใจจนเป็นที่พอใจ มิฉะนั้นจะไม่ยอมเปลี่ยน เพราะอย่างไรเสีย ตราบใดที่มีสภาพเป็น คนเต็มเปี่ยมจะต้อง มีกระบวนทัศน์ใด กระบวนทัศน์หนึ่งเป็น ตัวตัดสินใจเลือกว่า จะเอาหรือจะปฏิเสธ ไม่มีไม่ได้ ถ้าไม่มีจะไม่รู้จักเลือก และตัดสินใจไม่เป็น
กระบวนทัศน์ไม่ใช่สมรรถนะตัดสินใจ สมรรถนะตัดสินใจ(faculty of decision) คือ เจตจำนง (The will) กระบวนทัศน์เป็นสมรรถนะเข้าใจ (understanding) และเชิญชวนให้เจตจำนงตัดสินใจ
กระบวนทัศน์แม้จะมีมากมาย กล่าวได้ว่าไม่มีคน 2 คนที่มีกระบวนทัศน์เหมือนกันราวกับแกะ
กระบวนทัศน์การวิจัย (Research Paradigm) เป็นกระบวนการทางความคิดและปฏิบัติการเกี่ยวกับการวิจัย ที่มีการเชื่อมโยง ระหว่างโลกทัศน์ (worldview) และมโนทัศน์ (concept) ต่อความเป็นจริง หรือปรากฏการณ์ในโลกอันเป็นพื้นฐาน ในการสร้างและทำความเข้าใจรับรู้ (perception) ต่อความเป็นจริง หรือปรากฏการณ์นั้นๆ เพื่อพัฒนาไปสู่การสร้างแนวปฏิบัติ (practice) รวมทั้งหาวิธีการจัดการ (management) ร่วมกัน โดยมีเป้าหมาย ในการสร้างแบบแผน (pattern) แบบจำลอง (model) รวมทั้ง ค่านิยม (value) ที่เป็นพื้นฐาน การจัดการตนเอง ของชุมชนหนึ่งๆ
ในเรื่องของกระบวนทัศน์นี้มีข้อที่น่าสังเกตคือ การเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ นั้น เกิดขึ้นเพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้นในสังคมมนุษย์ ครั้งที่หนึ่ง จากที่มนุษย์เร่ร่อนหากิน โดยการล่าสัตว์และเก็บพืชผลตามธรรมชาติมาทำเกษตรกรรมแบบตั้งรกราก และครั้งที่สอง เมื่อสมัยเรเนซอง และการปฏิวัติอุตสาหกรรมตามมา โดยอาจมองเดคาร์ต-นิวตัน ว่าเป็นนักคิด นักวิทยาศาสตร์ที่ให้ความชัดเจน แก่กระบวนทัศน์ในยุคนั้น ซึ่งได้แบ่งกายออกจากจิตอย่างเด็ดขาด และนิวตันก็มองสรรพสิ่งว่าเป็นก้อน ดังเช่นลูกบิลเลียดที่เคลื่อนไหว กระทบกระทั่งกัน หรือสัมพันธ์กันแต่ภายนอก ซึ่งจะตรงข้ามกับทัศนะในการ มองธรรมชาติแบบกระบวนทัศน์ใหม่ ซึ่งเกิดขึ้นในการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ ครั้งที่สาม ที่มนุษยชาติกำลังจะก้าวเข้าสู่ ยุคควอนตัมฟิสิกส์ที่ความสัมพันธ์แบบ เครือข่ายอันเป็น พลวัตจากภายในกายกับจิต คือหนึ่งเดียวไม่อาจแบ่งแยกกันได้ เคลื่อนไหวแปรเปลี่ยนแทรกซึมอยู่ในทุกสรรพสิ่ง
ฉะนั้น เมื่อโลกกำลังเปลี่ยนแปลงมนุษย์จึงจำเป็นจะต้องมีวิธีคิดแบบใหม่ ซึ่งผู้เขียนเองในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของสังคม จึงพยายามชี้ให้เห็นว่ากำลังมี การชนปะทะกัน ระหว่างวิทยาศาสตร์กายภาพ (mathematics philosophy) กับ universe ซึ่งเป็น machine กับโลกธรรมชาติ และอาจจะถึงจุดแตกหัก หากมนุษย์ยังคงดำเนินวิถีเช่นเดิมต่อไป แม้ว่าโลกยังคงอยู่ได้ แต่อาจมีมนุษยชาติ หลายเผ่าพันธุ์ไม่น้อย ที่จะต้องได้รับผลของความวิบัติที่เกิดขึ้น
ในเรื่องวิธีคิดแบบใหม่นี้ จำเป็นต้องทำความเข้าใจเรื่อง รากฐานของการเรียนรู้ เพราะกระบวนการเรียนรู้ของมนุษย์ ทั้งหมดตั้งอยู่บนฐาน ขององค์ความรู้ที่เราเชื่อมั่นว่าเป็นความจริง องค์ความรู้ที่ให้คำอธิบาย หรือตอบความจริงที่ว่านั้น ให้กับมนุษย์เราที่สำคัญที่สุดคือ วิทยาศาสตร์ที่มีรากเหง้าจากฟิสิกส์ กระบวนการเรียนการสอนทั้งหมดตั้งอยู่บนรากฐานนั้น วิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นวิทยาศาสตร์เก่าจากฟิสิกส์เก่า และในปัจจุบันนี้ก็ยังมีวิทยาศาสตร์ใหม่ที่ตั้งบนฟิสิกส์ใหม่เพิ่มเติมขึ้นมาอีก และบางส่วนได้พิสูจน์อย่างไร้ข้อสงสัยแล้วว่า วิทยาศาสตร์เก่า แม้ว่าจะนำมาใช้ได้จริงแต่ก็ยังหยาบมาก ซึ่งเมื่อลงไปในรายละเอียดแล้ว วิทยาศาสตร์เก่านั้นมีทั้งไม่จริงหรือไม่ก็ไม่สมบูรณ์เลย
วิทยาศาสตร์ใหม่และเป็นความรู้ใหม่จริงๆ นั้นมาจากวิทยาศาสตร์แห่งยุคใหม่ นำมาใช้ตามคำเรียกหาของนักวิชาการตะวันตก ในความหมายที่เข้าใจกันโดยทั่วไป ด้านหนึ่งหมายถึง ควอนตัมฟิสิกส์และทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์ ส่วนอีกด้านหนึ่งคือ วิทยาศาสตร์ทางจิต สำหรับควอนตัมฟิสิกส์นั้น แม้ว่ายังมีการจัดไว้ให้เป็นวิทยาศาสตร์กายภาพ แต่ที่แน่นอนคือ ควอนตัมฟิสิกส์ ไม่ใช่ฟิสิกส์คลาสสิกของนิวตัน หรือกาลิเลโอดังเช่นที่เราคุ้นเคยกันอยู่ในขณะนี้ แม้ว่าจะมีบางอย่างที่ไม่จริง แต่ก็ยังนำมาใช้ได้ เป็นเพราะวิทยาศาสตร์เก่าตั้งบน หลักการเครื่องจักรเครื่องยนต์ประกอบขึ้น มาจากชิ้นส่วนของวัตถุที่แปลกต่างกัน เครื่องจักรเครื่องยนต์ที่จะทำงานได้ก็ต้องอาศัย พลังงานจากภายนอก ทำให้เราสามารถกำหนดหรือทำนายผลของการทำงานนั้นๆ ได้
ศาสนาพุทธ
สัมมาทิฐิ : กระบวนทัศน์ เชื่อว่ากรรมมีจริง
มิจฉาทิฐิ :
• ฟัง อ่าน ดู ปัญญา ขั้นต้น
• คิด เรียบเรียง จิตปัญญา ขั้นกลาง
• ญาณ สมาธิ ภาวนาปัญญา ขั้นสูงสุด
กรรม:
• กายกรรม
• วจีกรรม
• มโนกรรม
อริยสัจ 4
มีความจริงอยู่ 4 ประการคือ การมีอยู่ของทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ ความดับทุกข์ และ หนทางไปสู่ความดับทุกข์ ความจริงเหล่านี้เรียกว่า อริยสัจ 4
1. ทุกข์
คือ การมีอยู่ของทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ และตายล้วนเป็นทุกข์ ความเศร้าโศก ความโกรธ ความอิจฉาริษยา ความวิตกกังวล ความกลัวและความผิดหวังล้วนเป็น ทุกข์ การพลัดพรากจากของที่รักก็เป็นทุกข์ ความเกลียดก็เป็นทุกข์ ความอยาก ความยึดมั่นถือมั่น ความยึดติดในขันธ์ทั้ง 5 ล้วนเป็นทุกข์
2. สมุทัย
คือ เหตุแห่งทุกข์ เพราะอวิชา ผู้คนจึงไม่สามารถเห็นความจริงของชีวิต พวกเขาตกอยู่ในเปลวเพลิงแห่งตัณหา ความโกรธ ความอิจฉาริษยา ความเศร้าโศก ความวิตกกังวล ความกลัว และความผิดหวัง
3. นิโรธ
คือ ความดับทุกข์ การเข้าใจความจริงของชีวิตนำไปสู่การดับความเศร้า โศกทั้งมวล อันยังให้เกิดความสงบและความเบิกบาน
4. มรรค
คือ หนทางนำไปสู่ความดับทุกข์ อันได้แก่ อริยมรรค 8 ซึ่งได้รับการหล่อ เลี้ยงด้วยการดำรงชีวิตอย่างมีสติความมีสตินำไปสู่สมาธิและปัญญาซึ่งจะปลดปล่อย ให้พ้นจากความทุกข์และความโศกเศร้าทั้งมวลอันจะนำไปสู่ความศานติและ ความเบิกบาน พระพุทธองค์ได้ทรงเมตตานำทางพวกเราไปตามหนทางแห่งความรู้แจ้งนี้
ปีพศ 2535 เคมีเกษตรและปุ๋ยไม่ต้องเสียภาษีโดยรัฐมนตรี อาจ เตาลานนท์
เกษตรอินทรีย์
• สิ่งแวดล้อม
• เงิน
• ความรู้ ความคิด
• คุณธรรม
• กสิกรรมสำนึก
การฟังเพลงMozartทำให้สติปัญญาดีก่อนนอน
ข้าวพันธุ์ปทุมเทพไม่ต้องใช้ปุ๋ยเคมีสมเด็จพระเทพคัดสายพันธุ์ไว้ให้ที่ขวัญข้าว
เกษตรกรสามารถปลูกจากเดิมเคยได้ 40 ถัง/ไร่ ปัจจุบันเป็น 160 ถัง/ไร่
การใช้สมุนไพรไล่แมลง
สะเดา เพิ่มความแรงโดยผสมกับ ข่า ตะไคร้ หอม
• การใช้จุลินทรีย์จะต้องเก็บจากในป่าบริเวณโดยเก็บบริเวณที่มีซากต้นไม้ใหญ่ที่กำลังเน่าเปื่อย
• แหนแดงจับกับN2 ได้ดีมาก
• การทำนาโยน 3 ไร่/วัน
• ข้าวดีด คือข้าวป่าหรือข้าววัชพืช
• ข้าวพันธุ์ปทุมธานี 1โดยข้าวหอมมะลิและมีการบนเปื่อนของข้าวป่ามาด้วยโดยเริ่มปลูกที่ศรีประจันต์โดยรัฐมนตรีประภัตร โพธสุธน
• การใช้ปุ๋ยปลาดีกว่าปุ๋ยชนิดอื่นๆ
• ปาบปุญเอามาสู้กับปุ๋ยเคมี
นาปี ข้าวหอมมะลิ 105 ปลูก 1 ครั้ง/ปี
นาปี-นาปรัง
คนส่วนใหญ่มักจะรู้จักชื่อข้าวว่าเป็นข้าวหอมมะลิ ข้าวเสาไห้ ข้าวขาวตาแห้ง เป็นต้น แต่สำหรับชาวนาผู้เป็นกระดูกสันหลังของชาติ นอกจากจะต้องทราบชื่อพันธุ์ข้าวที่จะปลูกแล้ว ยังต้องทราบด้วยว่าข้าวแต่ละพันธุ์เป็นข้าวชนิดใด เป็นข้าวนาปีหรือนาปรัง ชอบน้ำมากหรือ น้อย ซึ่งจะมีผลต่อการตั้งท้องและออกรวงของข้าวแต่ละพันธุ์ สารานุกรมไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถานเล่ม ๑๕ อธิบายไว้ว่า
นาปี คือนาข้าวที่ทำในระหว่างเดือนเมษายนจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นฤดูการทำนาปรกติ พันธุ์ข้าวนาปีจะออกดอกตามวันและเดือนที่ค่อนข้างตายตัว ไม่ว่าจะตกกล้าในเดือนเมษายน พฤษภาคม มิถุนายน กรกฎาคม หรือสิงหาคม เมื่อถึงวันที่จะออกดอกก็ออกพร้อมกันหมด เนื่องจากช่วงของแสงต่อวันบังคับ ตามปรกติจะแบ่งวันหนึ่งออกเป็น กลางวัน ๑๒ ชั่วโมง กลางคืน ๑๒ ชั่วโมง แต่เนื่องจากการหมุนรอบตัวเองของโลก จึงทำให้แต่ละส่วนของ โลกได้รับแสงอาทิตย์ในแต่ละวันไม่เท่ากัน ทำให้เมื่อช่วงของวันยาวขึ้นข้าวก็จะเจริญเติบโตทางลำต้น ไม่ออกรวง หรือถ้าออกรวงได้ก็ไม่พร้อมกันในต้นเดียว บางรวงก็แก่โน้มลง บางรวงก็เพิ่งตั้งท้อง จนเมื่อช่วงของวันเริ่มสั้นลง ข้าวพวกนี้จะเจริญทางพันธุ์ (ออกรวง) ดังนั้น การทำนาล่า เช่น ปักดำในเดือนตุลาคม ต้นข้าวจะเตี้ย แตกกอน้อย รวงเล็ก เพราะยังไม่ทันเจริญทางลำต้นก็ต้องมาเจริญทางพันธุ์ นั่นคือ วันสั้นยาวมีผลต่อการออกรวงของข้าว ข้าวประเภทนี้จึงเรียกว่า “ข้าวนาปี” หรือ “ข้าวไวแสง” ซึ่งเป็นข้าวที่ออกตามฤดูกาล
นาปรัง คือนาข้าวที่ต้องทำนอกฤดูทำนาเพราะในฤดูทำนา น้ำมักจะมากเกินไป ซึ่งข้าวที่ใช้ทำนาปรังจะเป็นข้าวที่แสงไม่มีอิทธิพลต่อการออกดอก ซึ่งเรียกว่า “ข้าวนาปรัง” หรือ “ข้าวไม่ไวแสง” ซึ่งเป็นข้าวที่ออกตามอายุ ไม่ว่าจะปลูกเมื่อใด พอครบอายุก็จะเก็บเกี่ยวได้
กว่าข้าวจะเติบโตจนตั้งท้องและออก รวงจนกลายมาเป็นข้าวให้เรารับประทานได้นั้น ต้องใช้ระยะเวลาและความอุตสาหะอย่างมากของชาวนา ดังนั้น เวลารับประทานข้าวทุกครั้ง ไม่ควรให้เหลือติดจานไว้
ฤดูการเพาะปลูก
* ข้าวนาปี หรือข้าวนาน้ำฝน (rained rice)
* ข้าวนาปรัง (off-season rice)
การปลูกข้าวของไทยแบ่งฤดูการปลูกข้าวออกเป็น 2 ฤดู คือ ฤดูนาปรัง ฤดูนาปี โดยพันธุ์ ข้าวที่เกษตรกรนิยมปลูก มีทั้งข้าวพันธุ์ไวแสงและไม่ไวแสง พันธุ์ที่ปลูกได้ทั้งฤดูนาปี และฤดูนาปรัง
ในเขตที่สามารถควบคุมน้ำได้ทุกภาค เช่น กข 7 กข 21 กข 23 คลองหลวง 1 และสุพรรณบุรี 1 ส่วน
พันธุ์ข้าวที่เกษตรกรนิยมปลูกในฤดูนาปรังจำนวน 2 กลุ่ม คือข้าวพันธุ์พื้นเมือง และพันธุ์ราชการ เช่น กข 10 สุพรรณบุรี 60 สุพรรณบุรี 90 ชัยนาท 1 พันธุ์ที่เกษตรกรนิยมปลูกมากที่สุด คือ ชัยนาท 1 เพราะให้ผลผลิตต่อพืชไร่สูง พันธุ์ที่ปลูกในฤดูนาปี แบ่งพันธุ์ข้าวที่เกษตรกรใช้ปลูกออกเป็น 2 กลุ่ม
เช่นเดียวกับนาปรัง คือ พันธุ์พื้นเมืองและพันธุ์ข้าราชการ เช่น พันธุ์ กข 6 กข 15 กข 27 ข้าวดอกมะลิ105 และสุพรรณบุรี 90 เก้ารอง 86 ขาวตาแห้ง ขาวปากหม้อ ปทุมธานี 60 เหลืองใหญ่ พัทลุง 60 นางนวลเอส-4 เหลืองประทิว 123 เหนียวสันป่าตอง พวงไร่ 2 นางพญา 132 ขาวตาแห้ง 17 และเมือกน้ำ พันธุ์ที่เกษตรกรนิยมปลูกมากที่สุดคือพันธุ์ กข 6 มีเนื้อที่ปลูกประมาณ 15.987 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 27.91 ของเนื้อที่ปลูกข้าวทั้งหมด จะปลูกมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สิ่งที่จำเป็นในการปลูกและการเพิ่มผลผลิตข้าวต้องอาศัยการปฏิบัติที่ถูกต้องตั้งแต่เมล็ดพันธุ์ข้าว การบำรุงรักษาดิน การเตรียมดินหรือการเตรียมแปลง การกำหนดเวลาปลูก ข้าวให้ เหมาะสมการป้องกันและกำจัดวัชพืชเวลาและปริมาณปุ๋ยที่ควรใส่ การดูแลรักษา รวมทั้งการ เก็บเกี่ยวซึ่งมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการปลูกและการเพิ่มผลผลิตของข้าว
ชนิดของข้าว
การแบ่งชนิดของข้าวทำได้หลายแบบ ขึ้นอยู่กับมาตรการที่ใช้ในการแบ่ง เช่น
แบ่งตามประเภทของเนื้อแข็งในเมล็ดข้าวสาร
แบ่งได้เป็นข้าวเจ้าและข้าวเหนียว ซึ่งมีต้นและลักษณะอย่างอื่นเหมือนกันทุกอย่าง แตกต่างกันที่ประเภทของเนื้อแข็งในเมล็ด เมล็ดข้าวเจ้าประกอบด้วยแป้งอมิโลส (Amylose) ประมาณร้อยละ 15-30 ส่วนเมล็ดข้าวเหนียวประกอบด้วยแป้งอมิโลเพคติน (Amylopectin) เป็นส่วนใหญ่และมีแป้งอมิโลสเพียงเล็กน้อยประมาณร้อยละ 5-7 เท่านั้น
แบ่งตามสภาพพื้นที่เพาะปลูก
ข้าวไร่ (Upland rice) เป็นข้าวที่ปลูกได้ทั้งบนที่ราบและที่ลาดชันไม่ต้องทำคันนาเก็บกักน้ำ นิยมปลูกกันมากใบบริเวณที่ราบสูงตามไหล่เขาทางภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ คิดเป็นเนื้อที่เพาะปลูกประมาณร้อยละ 10 ของเนื้อที่เพาะปลูกทั่วประเทศ
ข้าวไร่ ปลูกแบบนาขั้นบันได
ข้าวนาสวนหรือนาดำ (Lowland rice) เป็นข้าวที่ปลูกในที่ลุ่มทั่ว ๆ ไปในสภาพที่มีน้ำหล่อเลี้ยงต้นข้าวตั้งแต่ปลูกจนกระทั่งก่อนเก็บเกี่ยว โดยที่สามารถรักษษระดับน้ำได้และระดับน้ำต้องไม่สูงเกิน 1 เมตร ข้าวนาสวนนิยมปลูกกันมากแทบทุกภาคของประเทศคิดเป็นเนื้อที่เพาะปลูก ประมาณร้อยละ 80 ของเนื้อที่เพาะปลูกทั่วประเทศ
ข้าวขึ้นน้ำหรือข้าวนาเมือง (Floating rice) เป็นข้าวที่ปลูกในแหล่งที่ไม่สามารถรักษาระดับน้ำได้ บางครั้งระดับน้ำในบริเวณที่ปลูกอาจสูงกว่า 1 เมตร ต้องใช้ข้าวพันธุ์พิเศษที่เรียกว่า ข้าวลอย หรือ ข้าวฟ่างลอย ส่วนมากปลูกแถบจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี ลพบุรี พิจิตร อ่างทอง ชัยนาทและสิงห์บุรี คิดเป็นเนื้อที่เพาะปลูกประมาณร้อยละ 10 ของเนื้อที่เพาะปลูกทั่วประเทศ
ข้าวนาดำ
ข้าวขึ้นน้ำ