ไปที่ที่ยากลำบาก ไปที่ที่พรรคเรียกร้องต้องการ และไปอย่างไม่มีเงื่อนไข”
เมื่อพูดถึงโรงเรียนอนุชน ฉันก็เลยจะขอถือโอกาสตัดตอนจากโรงเรียนการเมืองการทหาร๖ ตุลา มาสู่เรื่องราวของโรงเรียนอนุชนที่ฉันมีส่วนเกี่ยวข้องโดยก่อน พอดีฉันเขียนเก็บเอาไว้ ประมาณ ๕ - ๖ ตอน เอาเป็นว่าจะทยอย นำเสนอเป็นตอน ๆ ไปก็แล้วกันนะคะ
โรงเรียนอนุชนบนดอยยาว
1. ก่อนจะเป็นโรงเรียน
เมื่อเรียนจบจากโรงเรียนการเมืองการทหาร 6 ตุลาแล้ว ทุกคนจะต้องแยกย้ายกันไปปฏิบัติภาระหน้าที่ต่าง ๆ ตามที่จัดตั้งตัวแทนพรรคมอบหมาย ช่วงนี้คำขวัญ “สามไป” ถูกชูให้สูงเด่นขึ้น นั่นคือ “ไปที่ที่ยากลำบาก ไปที่ที่พรรคเรียกร้องต้องการ และไปอย่างไม่มีเงื่อนไข” ขณะเดียวกันทุกคนต่างก็ประกาศคำตัดสินใจขานรับคำขวัญกันอย่างคึกคัก เข้มแข็ง และพร้อมเพรียง ฉันเองจำได้ว่าประกาศมอบชีวิตที่ถือว่าเป็นเหมือนชีวิตใหม่ทั้งชีวิตนี้ให้แก่พรรค และประชาชน ขานรับคำขวัญ “สามไป” อย่างแข็งขัน แต่ถึงกระนั้นก็ยังใจหายกับการที่จะต้องแยกย้ายจากกันไป ถึงกระนั้นก็ยังกังวลหวั่นไหวกับการที่จะต้องออกไปเผชิญกับสิ่งใหม่ ๆ ข้างหน้า ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร ใกล้วันจบหลักสูตรการเมืองการทหาร จัดตั้งจะเรียกคุยส่วนตัวกับพวกเรานักเรียนการเมืองการทหาร ทีละคนสองคน ใครที่จัดตั้งยังไม่เรียกคุย ก็หมายความว่ายังไม่รู้ว่าตัวเองจะต้องไปทำอะไร ที่ไหน ก็ต้องรอ ต้องลุ้น กันไป ใครที่คุยแล้วรู้แล้วว่าจะต้องไปทำอะไร ก็เตรียมตัว เตรียมใจ เตรียมความคิดกันไป
งานที่ฉันได้รับมอบหมายให้ทำก็คืองานโรงเรียนอนุชน เหตุผลเพราะเดิมฉันมีอาชีพครู และที่สำคัญฉันเข้ากันได้ดีกับเด็ก ๆ สิ่งที่ฉันต้องไปทำก็คือ ตั้งโรงเรียนอนุชนขึ้นมา แล้วสอนหนังสือเด็ก ๆ ปัญหาของฉันก็คือนี่ยังเป็นโครงการที่ยังไม่มีอะไรเลย ไม่มีโรงเรียน ไม่มีนักเรียน หลักสูตร ตำรา หนังสือหนังหาไม่มีทั้งนั้น มีแต่คำถามมากมายที่ฉันต้องหาคำตอบ ฉันพยายามถามจัดตั้งว่าฉันจะต้องทำอะไร อย่างไรบ้าง คำตอบก็คือ “สหายต้องลงไปศึกษาสภาพเอาเอง...” ฉันก็ได้แต่อึ้ง อึ้งไปหนึ่งวันเต็ม ๆ วันรุ่งขึ้นหลังจากที่คิดวนไปวนมาหาทางออกไม่ได้ จึงขอคุยกับจัดตั้งอีกรอบ บอกว่าฉันไม่ค่อยจะรู้ภาษาม้งสักเท่าไหร่ ได้แค่ทักทาย ถามทาง และขอข้าวกินก็เท่านั้น แล้วจะไปสอนเด็กม้งได้อย่างไร จะสื่อสารกันอย่างไร แล้วยังไหนจะหลักสูตร ตำรา หนังสือหนังหาไม่มีเลยจะทำอย่างไร คราวนี้ฉันรู้สึกดีขึ้น เพราะอย่างแรกได้รู้ว่าจะมีสหายไผ่อีกคนหนึ่งที่จะมาทำงานด้วยกัน และอีกอย่างคือมีคำตอบสำหรับคำถามเรื่องภาษาม้ง หลักสูตร และตำราว่า ในระหว่างเตรียมการตั้งโรงเรียน ( ประมาณไม่เกิน 6 เดือน ) ฉันกับสหายไผ่ต้องไปอยู่ที่กองทหาร 85สอนหนังสือให้สหายม้งในกองทหาร พร้อม ๆ กับเรียนรู้ภาษาม้งไปด้วย จนกระทั่งหลังฤดูเก็บเกี่ยว เมื่อประชาชนมีข้าวไว้กินแล้ว และความต้องการใช้แรงงานเด็กเพื่อช่วยงานในไร่ลดลงแล้ว จึงค่อยไปประสานกับทางหมู่บ้านเพื่อสร้างโรงเรียน และเคลื่อนไหวให้ประชาชนส่งลูกหลานเข้ามาเรียนหนังสือ
ที่กองทหาร เราไปอยู่ร่วมกับหมู่สหายหญิง ( หมวด 3 ) ซึ่งเขามีภาระหน้าที่หลัก คือทำการผลิต แต่เมื่อทุกคนเข้าใจว่าเรามีงานเฉพาะที่ต้องทำ ทางหมู่จึงไม่ยอมกำหนดงานของหมู่ให้เราทำ งานหลักของเรายังอยู่ที่คิดเรื่องหลักสูตร ตำราเรียน และสอนหนังสือสหายม้ง ทุกวันในช่วงเช้า หลังออกกำลังกาย ไปจนถึงเวลาอาหารมื้อเช้า เป็นเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง สหายม้งที่ประจำอยู่ในกองทหาร ใครที่ไม่ได้ติดภารกิจใดก็จะมารวมตัวกัน หัดอ่าน หัดเขียนกัน ตั้งแต่พยัญชนะ สระ การประสมอักษรเป็นคำง่าย ๆ หัดพูด ถ่ายทอดคำ และความหมาย ระหว่างภาษาไทยกับภาษาม้ง อันนี้ขึ้นอยู่กับพื้นฐาน ประสบการณ์ทางภาษา และความสนใจของแต่ละคน แรก ๆ ก็สอนทีละคน แบบตัวต่อตัว ต่อ ๆ มา พอเริ่มกุมพื้นฐานของแต่ละคนได้ ก็จัดกลุ่มที่มีพื้นฐานอยู่ในระดับเดียวกัน เรียนรู้ไปพร้อม ๆ กัน เป็นกลุ่ม ๆ แต่คนที่พิเศษ เช่น เรียนรู้ช้ากว่าคนอื่น หรือเร็วกว่าคนอื่นมาก ๆ ที่ต้องเรียนแบบตัวต่อตัวก็ยังคงมีอยู่ในระหว่างนี้เราก็ได้เรียนรู้ภาษาม้งจากสหายม้งไปด้วย ความสามารถในการสื่อสารด้วยภาษาม้งของเราจึงดีขึ้นมาก
สวัสดีครับ เป็นสาระแห่งความหลังที่ดีมาก ๆ ครับ ขอบคุณที่แบ่งปันครับ
สวัสดีค่ะคุณธนา
ขอบคุณมานะคะที่เข้ามาอ่าน ยังไงก็แนะนำได้นะคะ
เอาภาษาม้ง มาเผยแพร่หน่อยครับ วันละคำก็ยังดี อยากรู้ว่าพูดอย่างไร
ยอหย่ง(สวัสดี)ค่ะ คุณโสภณ
ขอบคุณที่เข้ามาอ่านค่ะ เวลาผ่านมาเกือบ ๓๐ ปีแล้วที่ไม่ได้ใช้ภาษาม้งเลย แต่ยังพอจำได้บ้างค่ะ ว่าแต่จะมาตามอ่านทุกวันเชียวเหรอคะ
สวัสดีค่ะพี่หลิว
ให้ไปสอนหนังสือโดยที่ไม่มีอะไรเลย เป็นดาว ดาวก็มืดแปดด้านเหมือนกันค่ะ ^v^
แต่อ่านแล้วดีจังนะคะ...เราสอนเค้า เค้าก็สอนเรา เหมือนเป็นการเรียนรู้ไปด้วยกัน
สวัสดีค่ะน้องดาว
ไม่น่าเชื่อเหมือนกันว่า "ต้องลงไปศึกษาสภาพ" เมื่อ ๓๐ ปีก่อน จะถูกนำมาใช้ในปัจจุบัน ที่ให้จัดการเรียน การสอน และการประเมินผล ตามสภาพจริง คือทุกอย่างต้องเริ่มจากสภาพปัญหาและความเป็นจริงดำรงอยู่ของแต่ละสถานศึกษา
คนที่เคยผ่านความยากลำบากจะได้เปรียบคนที่ไม่เคยลำบากค่ะ
ก็น่าจะมีส่วนที่ทำให้เราได้ฝึกความอดทนนะคะน้องจรรยา
และก็ได้เรียนรู้ว่าเมื่อผ่านความยากลำบากไปได้เราจะค่อย ๆเติบโตขึ้นค่ะ
สวัสดีค่ะคุณสามสัก
ขอบคุณที่แวะมาอ่านนะคะ ไม่น่าจะเกินคืนวันเสาร์(๒๕ กย.) เชิญเข้ามาอ่านตอนต่อได้เลยค่ะ