เมื่อรู้ว่าผมจะไปเที่ยวออสเตรเลีย และกำลังเตรียมตัวอย่างคึกคัก อ. หมอปรีดา มาลาสิทธิ์ เตือนว่าใน HDD เก็บหนังสารคดีของผม มีหนังสารคดีเกี่ยวกับออสเตรเลียหลายเรื่อง เรื่องหนึ่งคือ Around the World in 80 Treasures   ในวันช่วงหยุดยาว ผมค้นใน HDD ก็พบหนัง BBC series นี้ ซึ่งมีหลายตอน   ตอนที่ ๓ เริ่มจากออสเตรเลีย แล้วจึงต่อไปที่เกาะนิวกินี   ในออสเตรเลียเขาพาไปดู ๔ ที่   คือที่นครซิดนีย์ ๓ ที่ ได้แก่ Opera House, Harbour Bridge, และ St. James Church   โบสถ์นี้สร้างตั้งแต่ซิดนีย์ยังเป็นเมืองของนักโทษเมื่อเกือบ ๒๐๐ ปีมาแล้ว   สถาปนิกผู้ออกแบบเป็นนักโทษจากอังกฤษชื่อ Francis Greenway ที่เวลานี้ได้รับยกย่องขนาดเอารูปลงในธนบัตรราคา ๑๐ เหรียญ   แห่งที่ ๔ เขาพาไปชมที่เมือง Darwin ซึ่งเป็นเมืองใหญ่อยู่ทางเหนือของเกาะ ไปดูภาพวาดโบราณของคนพื้นเมือง คล้ายๆ ที่ผาแต้ม แต่ใหญ่โตกว่ามาก   หนังชุดนี้เน้นศิลปะและวัฒนธรรม

          เมื่อค้นใน HDD ต่อก็พบเรื่อง Sydney ใน series Greatest Cities of the World with Griff Rhys Jones  เป็นรายการใน ITV ของอังกฤษ เน้นชีวิตผู้คนในปัจจุบัน   ผมได้ข้อมูลที่ทำให้ใจเสียนิดๆ ว่า นครซิดนีย์ค่าครองชีพแพงเป็นอันดับ ๑๕ ของโลก   ผมชอบตอนที่เขานั่งเรือบินน้ำไปเที่ยวป่า และ  Aboriginal site   รวมทั้งมีตอนที่แสดงว่า พนักงานกู้ภัยมีงานแปลกๆ เช่นจับนกเค้าแมว   ผมชอบมากที่ได้เห็นว่าสัตว์ป่าสามารถมีชีวิตอยู่ร่วมกับคนได้ในนครใหญ่แห่งนี้

          ผมได้โอกาสเอาแผ่น ดีวีดี หนังเรื่อง Australia ที่ซื้อมาตั้งแต่ต้นปีแต่ยังไม่ได้ดู เอามาดู   ประทับใจในรูปร่างหน้าตาอันงามสง่าของ Nicole Kidman   และทัวทัศน์ที่สวยงามของออสเตรเลียส่วนที่อยู่ลึกเข้าไปภายในเกาะ   หนังเป็นเรื่องราวของออสเตรเลียสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒   มีเด็กลูกครึ่งคนขาวและคนพื้นเมืองร่วมเป็นดารานำ    สะท้อนสังคมเหยียดผิวได้อย่างแนบเนียนมาก

          ในที่สุดคณะของเรามี ๔ คนครับ   โดย “เลขา” ออกความเห็นว่าป้าอี๊ดไปด้วยได้สบาย เพราะเราไปแบบไม่สมบุกสมบันมากนัก   แล้วผมก็ช่วยชักชวน
         ปรากฎว่าเพื่อนๆ ของผมหลายคนเคยไปเที่ยวออสเตรเลียแบบไปเช่ารถที่สนามบินขับออกเที่ยว   เขาบอกว่าประหยัดและสะดวกดีมาก   มีอิสระกว่าไปกับบริษัททัวร์อย่างมากมาย   บางคนถึงกับเอาเต๊นท์ไปกางนอนที่อุทยาน   เขาแนะนำว่าให้ไปซื้อ picnic set ที่ super market เอาไปปิ้งกินตาม picnic area ที่เขามีเตาย่างให้หยอดเหรียญ
          เช้าวันอาทิตย์ที่ ๑๕ ส.ค. ผมอ่านหนังสือ Lonely Planet : Australia ใน iPad   แล้วได้ความคิดว่าน่าจะลองค้นด้วยคำว่า Blackheath Bluemountain Australia เพื่อให้มั่นใจว่าตัดสินใจไปพักที่เมืองเล็กๆ แห่งนี้จะไม่ผิดหวัง   ก็ยิ่งมั่นใจ เพราะจะมีดอกไม้สวยๆ ให้สาวน้อยและพี่สาวได้ชื่นชม   โดยเฉพาะ The Campbell Rhododendron Gardens   ซึ่งเมื่ออ่านรายละเอียดก็ยิ่งชื่นใจที่ได้ความรู้ว่าสถานที่แห่งนี้เป็นองค์กรสาธารณะ หรือ non-profit   ซึ่งภาษาสมัยใหม่เรียกว่า social venture   คือเป็นบริการที่เลี้ยงตัวเอง ไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐ หรือจากการบริจาคใดๆ   เขาขอให้ผู้เข้าไปเที่ยวหยอดเหรียญบริจาคอย่างน้อยคนละ ๑ เหรียญ   ผมมีความใฝ่ฝันที่จะสร้างกระบวนทัศน์ช่วยกันทำประโยชน์ให้แก่สังคมแบบนี้ ให้แพร่หลายในประเทศไทย 
          ข้อมูลที่ละเอียดและให้ความรู้มากมาจาก Wikipedia ซึ่งผมได้จากการค้นเริ่มต้นที่ Google แล้วเข้าไปตาม ลิ้งค์ที่ค้นได้   กระโดดจากลิ้งค์หนึ่งไปอีกลิ้งค์หนึ่ง จนพบลิ้งค์นี้ เข้าสู่ Wikipedia ที่ให้ความรู้ว่า ชาร์ลส ดาร์วิน เคยมาพักที่เมืองนี้ในปี คศ. 1836   และมีลิ้งค์ไปสู่ Google Map ทำให้ผมได้เห็นสภาพพื้นที่จริงเมื่อมองจากนอกโลกก่อนที่ผมจะไปตั้งหนึ่งเดือนล่วงหน้า    ผมได้ความรู้ว่าดู Google Satellite Map ด้วย iPad สะดวกกว่าดูด้วย Notebook PC มาก   ผมได้ใช้แผนที่นี้สำรวจเส้นทางจากซิดนีย์ไปยังเมือง Katoomba เลยไปยังเมือง Blackheath   เข้าถนน Evans] Lookout ไปจ่อประตูโรงแรม Rinjah ที่หมายตาไว้   ทำให้ตระหนักแน่ว่าการไปนอนโรงแรมนี้เป็นการไปนอนในป่านั่นเอง   ผมเตรียมไปซึมซับบรรยากาศป่าของ Blue Mountains ว่าจะแตกต่างจากเขาใหญ่อย่างไร

          ตกเย็นผมก็ได้กำหนดการคร่าวๆ  สถานที่เที่ยว  โรงแรมที่พัก  ครบทั้ง ๕ วัน   โดย ๒ คืนแรกพักที่ Blackheath ในบริเวณ Blue Mountains   คืนที่ ๓ พักที่ Mooney Mooney Creek ในบริเวณที่เรียกว่า Hawkesbury River Region   สามวันนี้เป็นการเที่ยวป่า    วันที่ ๔ – ๕ พักในใจกลางเมืองซิดนีย์   และเที่ยวในเมือง   แผนนี้ได้รับการอนุมัติจากสาวน้อยผู้เป็น ผบ. ทบ. เรียบร้อยแล้ว
 
 
 
วิจารณ์ พานิช
๑๕ ส.ค. ๕๓