การที่ฝ่ายหนึ่งบันดาลโทสะใส่เรา อาจต้องขอบคุณเขา เพราะเขาเปิดโอกาสให้เราได้ต่อสู้กับตัวเอง เพื่อเอาชนะ (โทสะ) ตัวเองให้ได้
ก่อนจะเขียนเรื่องเชียงใหม่ต่อ ผมขอคั่นสักเรื่องก่อน เพราะกลัวลืมอารมณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้
บ่ายวันนี้ผมต้องเดินทางไปโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง เพื่อดูข้อมูลการให้บริการของโรงพยาบาลแห่งนั้น เนื่องจากเกิดปัญหาเรื่องข้อมูลไม่ตรงกันบางส่วน ผมพยายามที่จะหาคำตอบที่ละประเด็น ซึ่งก็พอสรุปได้ว่า สาเหตุเกิดจาก
๑) ความผิดพลาดจากเจ้าหน้าที่ของผมเอง
๒) ความผิดพลาดของเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลเอง
ผมพยายามชี้แจงทั้งสองประเด็นให้เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลฟัง ที่สำคัญผมยอมรับผิดในส่วนความผิดพลาดที่เกิดขึ้นจากฝั่งผม โชคดีที่ความผิดพลาดนั้นไม่กระทบกับเรื่องการเบิกค่าใช้จ่ายของโรงพยาบาลนั้น แต่ในส่วนข้อ ๒ นั้นมีผลกระทบกับการเบิกจ่ายของโรงพยาบาล เมื่อผมสามารถแยกสาเหตุได้ทำให้เจ้าหน้าที่ผู้นั้นไม่ค่อยพอใจ พยายามเอาทั้งสองเรื่องมาปนกัน และผมรู้สึกได้ถึงความมีโทสะของเขา วูบแรกผมก็เกือบมีอารมณ์คล้อยตาม แต่ก็ต้องขอบคุณการได้ออกไปช่วยทำ KM หลายครั้ง ผมลองใช้ทักษะการฟังอย่างมีสติ (Deep Listening) ที่ผมพร่ำพูดกับคนอื่นเวลาไปทำ KM มาใช้ ทำให้ผม ๑) ระงับโทสะได้ ๒) จับประเด็นที่เจ้าหน้าที่ท่านั้นพูดได้เกือบหมด หลังจากนั้นผมตั้งสติและค่อยๆ ตอบทีละประเด็น พร้อมแสดงหลักฐานให้เห็น (หากผมมีโทสะตามคงนึกอะไรไม่ออก) ผมพูดด้วยน้ำเสียงที่เป็นปกติ และยิ้มให้เป็นระยะๆ ไม่นานเจ้าหน้าที่ท่านนั้นก็สงบลง หลังจากนั้นผมก็ชวนคุยเรื่องอื่นบ้างเพื่อสร้างความสัมพันธ์ พร้อมกับแก้ไขข้อมูลในส่วนที่ผิดพลาดที่เกิดจากฝั่งผมให้ เมื่อเสร็จงานเราต่างก็ยิ้มแย้มแจ่มใสกันไป บทเรียนจากครั้งนี้สอนอะไรผมบ้าง
๑) การยอมรับความผิดพลาดของตัวเองเป็นเรื่องที่น่าทำอย่างยิ่ง เพราะหากแก้ตัวไปคนฟังก็อาจยอมรับไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อเขามีส่วนผิดร่วมด้วยมันอาจจะกลายเป็นยกความผิดให้เขาทั้งหมด
๒) เมื่อฝ่ายหนึ่งบันดาลโทสะ อีกฝ่ายควรมีสติและตอบโต้ด้วยความเมตตา
๓) การที่ฝ่ายหนึ่งบันดาลโทสะใส่เรา อาจต้องขอบคุณเขา เพราะเขาเปิดโอกาสให้เราได้ต่อสู้กับตัวเอง เพื่อเอาชนะ (โทสะ) ตัวเองให้ได้
ขอบคุณเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลท่านนั้นครับที่ทำให้ผมได้เอาชนะตัวเองได้ในวันนี้ ขอบคุณกระบวนการ KM
"จงแน่แน่วเท่านั้นผู้ชนะ"