ก่อนหน้านี้เราก็หาทางสรุปงานของเราไม่ค่อยออก เพราะยึดติดกับรูปแบบ KPI หรือเกณฑ์อะไรต่างๆ มากไป พอมาคิดแบบ AAR กลับง่ายดี
เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (๑๓ ก.ย. ๕๓) ผมถูกชวนให้ไปทำ KM ที่สำนักงานเขต เชียงใหม่ ด้วยเวลาที่เตรียมตัวไม่มากนัก ไปถึงเชียงใหม่ค่ำวันจันทร์ ฝนตกหนักพอสมควร ขนาดเครื่องบินลำใหญ่ของการบินไทยยังสั่นไปสั่นมา แต่ก็มาถึงด้วยความปลอดภัย ผู้จัดพาไปรับประทานอาหารที่ร้านคุณสุนทรี เวชานนท์ อาหารอร่อยดีครับ ดนตรีก็ไพเราะ เสียดายอยู่ ๒ เรื่อง คือ ผมไม่ค่อนทานเย็นเท่าไหร่ เลยทานไม่ได้เยอะ และไม่ได้อยู่ฟังคุณสุนทรี เพราะอยากรีบกลับไปเตรียมการวันพรุ่งนี้ ครั้งนี้ผมค่อนข้างลำบากอีกแล้ว เพราะมีผู้บริหารระดับสูงร่วมด้วย และโจทย์ค่อนข้างยากเพราะผมมีเวลาแค่ ๑ วัน ต้องทำ Human KM และต้องตอบโจทย์ผู้บริหารระดับสูงในเรื่องผลการทำงานของเขตด้วย ผมนั่งคิดกิจกรรมและกระบวนการกับน้องอ้อย เจ้าหน้าที่ HR ที่มาด้วยกันและผู้จัด จนห้าทุ่ม กว่าจะลงตัว เราเลือกใช้ AAR (After Action Review) ประยุกต์เข้ากับ EE เพราะผมคิดว่า AAR อาจยังไปไม่สุดทาง ส่วนกิจกรรมที่เริ่มก่อน AAR ผมเลือกกิจกรรมสร้างความสัมพันธ์ ที่ประยุกต์เอาเกมเชือกจับคู่กับให้บอกสิ่งที่ชอบเหมือนกันเมื่อจับคู่ได้ น้องอ้อยเสนอกิจกรรมให้ฟังเพลงแล้วเขียนเรื่องราวเพื่อฝึกฟังและเขียนไปในตัว
สำหรับ AAR ที่ผมคิดและทดลองใช้ซึ่งไม่แน่หรือไม่ คือผมตั้งโจทย์ว่า
ในปีงบประมาณที่ผ่านมา
๑) งานหรือกิจกรรมใดเป็นไปตามที่คาดหวัง เพราะอะไร
๒) งานหรือกิจกรรมใดให้ผลน้อยกว่าที่คาดหวัง เพราะอะไร
๓) งานหรือกิจกรรมใดให้ผลมากกว่าที่คาดหวัง เพราะอะไร
เพื่อเพิ่มความมั่นใจผมและน้องอ้อยจึงลองทำ AAR งานที่เราทำ ตามโจทย์ที่ตั้งไว้ แล้วลองพูดดู ก็สามารถพอที่จะทำได้ (จริงๆ ทำได้ดีเลยทีเดียว) ทำให้ผมเกิดปิ๊งไอเดียนี้ขึ้นมาเลย ว่าก่อนหน้านี้เราก็หาทางสรุปงานของเราไม่ค่อยออก เพราะยึดติดกับรูปแบบ KPI หรือเกณฑ์อะไรต่างๆ มากไป พอมาคิดแบบ AAR กลับง่ายดี เลยคิดว่าจะนำไปใช้ในการไป KM สัปดาห์หน้าของสำนักผมเอง
จริงๆ นี้เป็นครั้งแรกที่ผมถูกชวนให้มาทำ KM ให้กับสำนักในภูมิภาค ทำให้หลายคนสงสัยผมมาก โดยเฉพาะคนที่รู้จักกัน บางคนถามผมว่าไปผมเป็นผู้เชียวชาญ KM ตั้งแต่เมื่อไหร่ ซึ่งผมรีบปฏิเสธทันที ผมก็เป็นคนหนึ่งที่มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่อง KM กับทุกๆ คนเช่นเดียวกัน และผมก็ไม่ค่อยชอบให้ใครเรียกผมว่า "FA" เท่าไหร่ มีคนเคยถามผมว่าทำไมเอาจริงเอาจังกับเรื่อง KM ผมบอกว่าผมไม่ได้เอาจริงเอาจังกับเรื่อง KM หรอก เพราะนิสัยผมเป็นคนไม่ชอบอะไรที่เป็นกรอบแนวคิดมากนัก แต่ผมแค่ชอบ KM เพราะผมคิดว่ามันสอนให้คนเป็น "คนดี" ให้รู้จักแบ่งปัน ให้รู้จักฟังคนอื่น ให้คิดเชิงบวก ให้พูดอย่างสร้างสรรค์...
สำหรับผลการทำ KM ที่เชียงใหม่เป็นยังไง ติดตามกันต่อนะครับ
รออ่านอยู่นะคร้าบพี่คิดคมมม ^_^