109.เคว้งคว้างบนเส้นทางสู่บ้านผีตองเหลือง..น่าน


*-*

ตั้งใจจะไปเยือนเมืองน่าน เพื่อชื่นชมความงามเล็กๆ ของเมืองน่าน

แต่ไม่เป็นไปตามหวัง...เพราะเขาอยากให้เห็นชุมชนตองเหลือง

ซึ่งต้องเดินทางออกนอกเมืองไปค่อนข้างไกล

จึงได้ภาพและความรู้สึกอีกแบบหนึ่งมาฝาก...เมื่อไปน่านครานี้

(ช่วงวันเข้าพรรษา ปีนี้ค่ะ)

 

ระหว่างทาง...มีนาข้าวแบบนาดำ ให้ชื่นชม ประกอบกับวิวภูเขายาวเป็นแนว

และหมู่เมฆลอยต่ำ ตัดสีท้องฟ้าสดใส

 

การทำนาบนพื้นราบในย่านนี้ มีให้เห็นทั้งนาดำ และนาหว่าน

ปีนี้น้ำเยอะ การทำนาพื้นราบจึงไปได้สวย หากไม่มีน้ำท่วมตามมา

ซื่งถึงเวลานี้แล้ว นาหลายแปลงข้าวก็คงเริ่มตั้งรวง

และมีน้ำฝนลงมาหนามาก อาจกำลังจมน้ำอยู่ (ตอนนี้...ตามข่าว)

 

 

วิ่งรถไปเรื่อยๆ จนเข้าสู่เส้นทางที่เป็นวิวภูเขามากขึ้น

ท้องนาที่เห็นอยู่หนาตาเมื่อครู่... ก็บางตาลง

แต่ภาพภูเขาที่เข้ามาเป็นวิวแทนที่...กลับทำให้น่าตกใจอยู่ไม่น้อย

 

 

 

เพราะวิวภูเขาที่เห็น กลับเป็นเขาที่ไร้ต้นไม้ใหญ่ หรือที่เรียกว่า เขาหัวโล้น

หากมีสีเขียวปกคลุม ก็เป็นไม้เล็กๆ และพืชไร่ที่ชาวบ้านปลูก

เห็นการเตรียมที่บนเขาหลายๆ ลูก...เพื่อพร้อมปลูกพืชไร่

 

 

ภูเขาถูกเปิดให้เห็นหน้าดิน สีน้ำตาล แทนสีเขียวของต้นไม้

ที่ควรจะได้ทำหน้าที่ปกคลุมเขาให้เขียวครึ้ม

ภาพเหล่านี้มียาวไกลมาก...เกือบตลอดเส้นทางสู่เป้าหมาย

 

 

แล้วเราก็ถึงจุดที่ต้องเปลี่ยนรถ จากรถบัส มาเป็นรถสองแถวเล็ก

ที่เป็นเจ้าถิ่น รู้เส้นทาง และดูสะบักสะบอม เพราะการใช้งานอย่างหนัก

ในการขึ้นเขา และลงเขาด้วยเกียร์ต่ำ...แต่ถนนดีใช้ได้นะ

 

 

ภาพข้างบน เป็นวิวระหว่างทางขึ้นไปยังชุมชนผีตองเหลือง

ต้นเขียวๆ เล็กๆ ที่เริ่มปลูกไปบนเขาหัวโล้น คือ ข้าวโพด

 

 

แล้วก็ถึง ชุมชนเผ่าตองเหลือง ที่ได้รับการตั้งชื่อใหม่ว่า ชุมชนมลาบรี

คนเผ่าตองเหลือง หรือที่คนพื้นราบชอบเรียกว่า คนผีตองเหลือง นั้น

ถือว่าเป็นชาวไทยภูเขากลุ่มหนึ่ง ที่มีวิถีชีวิตชอบการเร่ร่อนไปเรื่อยๆ

จะอาศัยอยู่ในป่า และหากินตามธรรมชาติ...ไม่ชอบอยู่กับที่

แต่ต่อมา รัฐ ได้เข้าไป "จัดระเบียบ" และตั้งบ้านเรือนให้อย่างที่เห็น

 

 

ภาพบ้านเรือนที่ชาวตองเหลืองอาศัยอยู่ในปัจจุบัน

สร้างด้วยฝาไม้แตะแบบง่ายๆ แล้วมุงหลังคาด้วยสังกะสีและหญ้า

แต่ดูจะกันฝนไม่ค่อยได้นัก

 

 

ภาพของบ้านหลายๆ หลัง คล้ายกัน

ในบ้านจะเป็นห้องเดียวโล่งๆ ทำกิจกรรมทุกอย่าง

ทั้งหุงหาอาหาร เก็บข้าวของ และเป็นที่หลับนอน ด้วย

 

 

เด็กๆ ชาวตองเหลือง เมื่อเห็นคนแปลกหน้ามา ก็จะวิ่งออกมาเมียงๆ มองๆ

และยิ้มๆ แบบเขินอาย...แต่ก็อยากรู้ว่าพวกนี้เขามาทำไม

(เราเองก็ไม่รู้ว่าทำไมจ๊ะ)

 

 

 

ถ้าใครเคยอ่านเรื่องราวของชาวตองเหลือง จะรู้ว่าแต่ก่อนเขาจะไม่ค่อย

ใส่เสื้อผ้าอย่างที่เราใส่กัน แต่เขาจะใส่น้อยชิ้น และเป็นไปตามความจำเป็น

แต่เมื่อถูกจัดระเบียบเป็นชุมชนแล้ว

ก็ถูกจัดการให้ใส่เสื้อผ้าแบบคนทั่วไป...ที่เขาอาจไม่คุ้นเคย

และ ททท. ก็จัดให้เป็นจุดท่องเที่ยวแห่งหนึ่งของพื้นที่ย่านนี้

 

 

ที่นี่มีศูนย์การเรียนรู้ที่รัฐเข้ามาตั้งให้ ภายใต้โครงการแม่ฟ้าหลวง

เด็กๆ จะเรียนหนังสือตามระบบการศึกษานอกโรงเรียน (กศน.)

ส่วนผู้ใหญ่เมื่อถูกให้อยู่กับที่กับทาง ก็ไม่สามารถดำรงชีพด้วยการเร่ร่อน

เข้าป่าหาอาหารเพื่อดำรงชีวิตและเผ่าพันธุ์ได้เช่นในอดีต

จึงต้องหันมาทำงานหาเงิน หรือแลกของ แลกอาหาร ด้วยการรับจ้าง

ทำงานไร่ ปลูกพืชตามภูเขาที่อยู่ใกล้ๆ ชุมชน

 

 

ในด้านสุขภาพ และสุขลักษณะของชุมชน และชาวบ้าน ยังไม่ค่อยดีนัก

(ตามสายตาคนนอก)

เพราะยังขาดแคลนเรื่องน้ำ การทำความสะอาดร่างกาย เสื้อผ้า และที่อยู่

อีกทั้งยังขาดการดูแลเรื่องสุขภาพตามสภาวะสมัยใหม่ เช่น

เด็กผู้หญิงบางคนอายุเพียง 19 ปี แต่มีลูกแล้วถึง 4 คน

แม่และเด็ก อยู่ในสภาพตัวเล็ก แกร็น อยู่มาก

 

ภาพข้างบนนี่ เป็นวิวภูเขาที่อยู่ตรงหน้า...ตอนยืนอยู่ที่ชุมชนตองเหลือง

และนั่นก็เป็นที่ทำมาหากิน รับจ้าง ทำไร่ของชาวตองเหลือง

 

 

การไปชุมชนตองเหลืองครั้งนี้...ถูกตั้งคำถามว่า "ไปทำไม???"

เพราะไม่มีใครได้เตรียมตัวเลยว่าจะพบกับอะไร หรืออย่างไร

ใจก็คิดเพียงว่าจะไปดูวิถีชีวิตของชุมชนชาวเขาอีกกลุ่มหนึ่ง

แล้วอาจจะได้อุดหนุนสินค้าประเภทของประดิษฐ์ติดมือกลับมา

แต่การณ์กลับไม่ใช่เลย

เนื่องจาก ชุมชนตองเหลือง ยังไม่พร้อมที่จะถูกจัดให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว

ตามที่ ททท. วางไว้ในโปรแกรมการท่องเที่ยว(แต่ไม่ได้ทำอะไรต่อ)

ชาวตองเหลืองเองก็ไม่รู้ว่า "เราไปทำไม???"

เขาก็คงออกมามองเราด้วยความรู้สึกเช่นเดียวกันว่า

เราไปดูเขาทำไม???  หรือ  เราไปให้เขาดูทำไม???

 

คนในกลุ่มบางคน...ไม่รู้จะทำอย่างไรกับภาพตรงหน้า

ก็เลยควักเงินออกมาแจกเด็กๆ .... ซึ่งมันก็แปลกๆ อยู่ดี

หลายๆ คน ก็คิดว่า ถ้าได้เตรียมตัวก็จะนำสิ่งของมาบริจาค เช่น เสื้อผ้า อาหาร ขนม

ใช่คำตอบหรือ???

 

ทุกคนกลับลงมาจากชุมชนตองเหลือง แบบมีคำถามคาใจ???

และต้องถามว่า "รัฐต้องการให้ ชุมชนตองเหลือง เป็นแหล่งท่องเที่ยวจริงหรือ??"

 

ขากลับเห็นภาพท้องฟ้าสวยๆ ตัดกับความเคว้งคว้างของจิตใจ

มาฝาก

 

 

 

ปิดด้วยภาพที่ชอบมาก สำหรับทริปนี้

ดูสวย เศร้า สำหรับ อีกมุมหนึ่งของเมืองน่าน ที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง

 

 

แล้วจะกลับไปเยือนน่าน อีกครั้ง.

 

pis.ratana บันทึกย้อน

กรกฎาคม 2553.

 

 

 

 

 

 

 

หมายเลขบันทึก: 394935เขียนเมื่อ 16 กันยายน 2010 20:51 น. ()แก้ไขเมื่อ 6 กันยายน 2013 23:32 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน


ความเห็น (5)

เวิ้งว้าง กว้างไกล ปลายฟ้า

ทุ่งนา ฟ้ากอด ยอดเขา

ฝนโปรย ปรายมา บางเบา

ลำเนา อุดม ร่มเย็น

เห็นความสวยงามตามธรรมชาติอดใจไม่ไหวขอแจมด้วยบทกวีครับ

  • เคยผ่านไปเส้นทางนี้ครับ
  • แต่ไปไม่ถึงหมู่บ้านผีตองเหลือง
  • ขอบคุณสำหรับเรื่องราวดี ๆ ครับ


 ฝันดี ราตรีสวัสดิ์ครับ

เส้นทางสายน่าน น่าพิสมัย มากๆ ค่ะ ภาพสวยงาม ... คนอยู่กับป่า ได้อย่างยั่งยืน ค่ะ

ให้เค้าอยู่แบบนั้นก็มีความสุขที่สุดแล้วค่ะ หากความเจริญหรือผู้คนมากมายเข้าไป อาจจะ ... ;)

  • สวัสดีค่ะคุณpis.ratana
  • เห็นสภาพภูเขาโล้นๆโล่งๆแล้ว บอกไม่ถูกเลยว่ารู้สึกอย่างไร...
  • ความเป็นอยู่ที่สังคมเมืองยังเข้าไปไม่ถึง ก็เป็นวิถีชีวิตที่เรียบและสงบดีนะคะ
  • ขอบคุณมากค่ะ

สวัสดีค่ะ..ตอนที่เขาเปลี่ยนชื่อ ดอกลั่นทม เคยตั้งคำถามอยู่ว่าชื่อเดิมก็เหมาะแล้วมิใช่หรือ กระนั้นก็เข้าใจในเรื่องของความเชื่อ หลายอย่างที่คนพยายามจะจัดสรรปั้นแต่งขึ้นเพื่อสนองความเชื่อ..จะเป็นเพื่ออะไรแล้วนั้น ก็แล้วแต่จะตีความ ดอกลั่นทมยังหอมกรุ่นอยู่ในดวงใจ แม้จะถูกทำให้เชื่ออย่างไร ก็ยังหอมค่ะ

ขอบคุณค่ะ

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี