โอบอ้อมอารี วจีไพเราะ สงเคราะห์ประชาชน ทำตนเสมอต้นเสมอปลาย

ขอนำความรู้ที่เคยเผยแพร่ไปในจดหมายข่าวสาระเพื่อการพัฒนาเด็ก เยาวชน และครอบครัว ของสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด้กและครอบครัว ม.มหิดล ฉบับเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน 2552 มานำเสนออีกครั้งครับ

รักกันด้วยธรรมะ

สวัสดีครับ คอลัมน์ “ธรรมะ for you” มาพบกับท่านอีกเช่นเคย ครั้งนี้มีธรรมะที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้ ในหัวข้อ “รักกันด้วยธรรมะ”

                ปัจจุบันคนมีความเครียดกันมาก จากภาระการทำงาน ความเจ็บป่วย ความไม่สบายใจ เป็นต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนไทยในเวลานี้มีความเครียดกันมาก จากเหตุการณ์บ้านเมือง ปัญหาเศรษฐกิจ ความยากจน ความสับสนวุ่นวาย และปัญหาสังคมอื่นๆ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ายาที่มีคนกินมากที่สุดปัจจุบันชนิดหนึ่งก็คือยาลดความเครียด แต่ละคนก็มีวิธีการผ่อนคลายความเครียดต่างๆ กันไป อาทิ การเข้าวัดทำบุญ ฟังธรรม ทำงานอดิเรก ท่องเที่ยว สะสมสิ่งของ เลี้ยงสัตว์ อย่างไรก็ตาม ในคำสอนของพระพุทธศาสนา ทำให้เราเข้าใจว่าความเครียดเกิดจากตัวเราที่มีใจเป็นตัวกำหนด มีคำกล่าวว่า “ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว” หากใจป่วยก็ทำให้ร่างกายป่วยไปด้วย และอีกประการหนึ่งจากคำสอนของพระพุทธศาสนาก็คือ ทุกสิ่งมีความเกี่ยวโยงซึ่งกันและกันโดยไม่แยกจากกันได้ เราเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งแวดล้อม การที่เราให้ความรักกับคน สัตว์ สิ่งของ ซึ่งเป็นสิ่งแวดล้อมรอบตัว เราก็จะได้รับความรักกลับคืนมามากกว่าเดิม ดังคำที่ว่า “ผู้ให้ย่อมได้รับ ยิ่งให้ก็ยิ่งได้”    

                “รักกันด้วยธรรมะ” จะทำให้เราเครียดน้อยลงหรืออาจจะไม่เครียดเลย ธรรมะ “สังคหวัตถุ” หรือ “วิธีที่ทำให้คนรัก” เป็นการปฏิบัติเพื่อยึดเหนี่ยวน้ำใจคนอื่นที่ยังไม่เคยรักนับถือ หรือที่รักนับถืออยู่แล้วให้สนิทแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น วิธีที่ทำให้คนรักมีทั้งหมด ๔ ข้อ

ข้อที่ ๑ โอบอ้อมอารี (ทาน) การให้ การเสียสละ การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ การแบ่งปันช่วยเหลือกันด้วยสิ่งของ การให้ทานเพื่อขจัดกิเลส เพื่อขจัดความโลภ ความตระหนี่ เป็นการชำระจิตใจให้บริสุทธิ์ผ่องใส ยกระดับจิตใจให้สูงขึ้น

 ข้อที่ ๒ วจีไพเราะ (ปิยวาจา) พูดสุภาพอ่อนหวาน ทำให้เกิดความสามัคคี หากเรามีสติ มีความเมตตาในใจ เราก็จะพูดไพเราะ คำพูดทุกคำที่พูดออกไปทำให้คนฟังรัก เช่น คำพูดที่อ่อนหวาน คำชมเชยด้วยความจริงใจ เป็นต้น

ข้อที่ ๓ สงเคราะห์ประชาชน (อัตถจริยา) การบำเพ็ญประโยชน์ช่วยเหลือกันและกัน ทำตนให้เป็นประโยชน์ ทำตนให้มีคุณค่าในสังคมที่ตนอาศัยอยู่ ทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ เช่น ตั้งใจทำงาน ศึกษาเล่าเรียน ฝึกฝนอบรมตนให้เป็นผู้ที่เจริญด้วยความรู้ ความสามารถ เป็นคนดีของสังคมส่วนรวม  

ข้อที่ ๔ ทำตนเสมอต้นเสมอปลาย (สมานัตตตา) การวางตนเสมอต้นเสมอปลาย วางตนเหมาะสมกับฐานะของตนในสังคม เช่น เป็นหัวหน้าครอบครัว เป็นบิดามารดา เป็นครูอาจารย์ เป็นเพื่อนบ้าน เป็นต้น ปฏิบัติตนอย่างสม่ำเสมอต่อคนทั้งหลาย ให้ความเสมอภาค ไม่เอารัดเอาเปรียบผู้อื่น ร่วมสุขร่วมทุกข์ ร่วมรับรู้ปัญหา และร่วมแก้ปัญหาเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม

สูตรสำเร็จ“โอบอ้อมอารี  วจีไพเราะห์  สงเคราะห์ประชาชน  ทำต้นเสมอต้นเสมอปลาย” จะทำให้คนรักกัน หากคนในสังคมปฏิบัติตามสูตรสำเร็จนี้กันมากๆ เชื่อว่าจะทำให้สังคมมีแต่ความสันติสุขและแผ่ขยายความสุขไปสู่วงกว้าง ทำให้คนมีความเครียดน้อยลง ขอให้ทุกคน “รักกันด้วยธรรมะ” ทุกๆ วันนะครับ