สถิติ

การทดสอบสมมุติฐาน

1. H0 :

2. H1 :

3. a = ...

4. CR   : ไคสแควร์ (Chi-Square Test: χ2- test) หรือ Fc = ..................

5.   ไคสแควร์ (Chi-Square Test: χ2- test) หรือ Fc < หรือ >

6. สรุปผล

ตกนอก CR ยอมรับ H0

ตกใน  CR ยอมรับ H1

.....................................................

การประมาณค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานของประชากร

ในความเป็นจริง การคำนวณหาค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานของประชากรทั่วทั้งหมดนั้น อาจไม่สามารถทำให้เกิดขึ้นจริงได้ เว้นแต่ในกรณีเฉพาะเช่นการทดสอบมาตรฐาน (standardized test) ซึ่งทุกสมาชิกของประชากรจะถือว่าเป็นกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด แต่ในกรณีส่วนใหญ่ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานจะถูกคาดคะเนจากจากส่วนเบี่ยงเบนของตัวอย่างกลุ่มหนึ่งที่มาจากประชากร การวัดที่มักถูกใช้เป็นปกติทั่วไปคือ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานของตัวอย่าง (sample standard deviation) ซึ่งนิยามโดย

 s2 = 1/N-1 ( Ex2 - E(x)2/n

เมื่อ {x1,x2,...,xN} คือตัวอย่างและ  คือค่าเฉลี่ยของตัวอย่าง ตัวส่วน N − 1 คือองศาเสรี (degrees of freedom) ของเวกเตอร์  

................................................................................

ขั้นตอนในการหามัธยฐานมีดังนี้
  (1)   สร้างตารางความถี่สะสม
  (2)หาตำแหน่งของมัธยฐาน คือ        เมื่อ Nเป็นจำนวนของข้อมูลทั้งหมด
  (3)  ถ้า  เท่ากับความถี่สะสมของอันตรภาคชั้นใด อันตรภาคชั้นนั้นเป็นชั้น      มัธยฐาน และมีมัธยฐานเท่ากับขอบบน       ของอันตรภาคชั้นนั้น    ถ้า ไม่เท่าความถี่สะสมของอันตรภาคชั้นใดเลย อันตรภาคชั้นแรกที่มีความถี่สะสมมากกว่า         เป็นชั้นของมัธยฐาน และหามัธยฐานได้จากการเทียบบัญญัติไตรยางค์ หรือใช้สูตรดังนี้
       จากข้อมูลทั้งหมด N จำนวน  ตำแหน่งของมัธยฐานอยู่ที่         

        Med
    =

         เมื่อ L     คือ ขอบล่างของอันตรภาคชั้นที่มีมัธยฐานอยู่

     
   คือ ผลรวมของความถี่ของทุกอันตรภาคชั้นที่มีมัธยฐานอยู่ 
     
             fM      
คือ ความถี่ของชั้นที่มีมัธยฐานอยู่  
       
                I       
คือ ความกว้างของอันตรภาคชั้นที่มีมัธยฐานอยู่

            
N       คือ จำนวนข้อมูลทั้งหมด        
      
ตารางที่มีชั้นแบบเปิด  จะหา    ไม่ได้  แต่หามัธยฐานและฐานนิยมได้   ถ้าตำแหน่งเท่ากับความถี่สะสม (หรือเป็นตัวสุดท้ายของชั้น)  ให้ตอบขอบบนของชั้นนั้น

.............................................................................................................

ตารางการวิเคราะห์ความแปรปรวน

 

แหล่งความแปรผัน 

df

SS

MS

F

between subject

12-1 = 11

7,264.0

7264/11 = 693.09

 

 

= 56.67

within subject

12(3-1) = 24

2,264.0

2264/24 = 94.33

between condition

3-1 = 2

1,896.0

1896/2 = 948.00

error

(3-1)(12-1) = 22

368.0

368/22 = 16.73

total

3(12)-1 = 35

9,888.0

 

 

 

1. สมมติฐาน

H0 : m1 = m2 = m3    (ทั้ง 3 Conditions มีค่าเฉลี่ย heart rates ไม่แตกต่างกัน)

H1 : มีอย่างน้อย 2 Conditions ที่มีค่าเฉลี่ย heart rates แตกต่างกัน

 

 

2. สถิติที่ใช้ทดสอบ

                ข้อมูลถูกแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม โดย subject เดิมถูกวัดซ้ำมากกว่า 1 ครั้ง ใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียวเมื่อมีการวัดซ้ำ

 

3. อาณาเขตวิกฤตและการสรุปผล

                กำหนด a = .01  ค่า F ที่อาณาเขตวิกฤต เป็น F.01,2,22 = 5.72

 

4. คำนวณค่าสถิติ

                ค่า F จากตารางการวิเคราะห์ความแปรปรวน

                 =  = 56.67    ; df = 2,22

 

5. การสรุปผล

                ค่า F = 56.67 ที่ได้จากการคำนวณ มีค่ามากกว่า F.01,2,22 = 5.72 ที่เปิดตาราง ตกในอาณาเขตวิกฤต ปฏิเสธ H0 

สรุปว่า   ที่ระดับนัยสำคัญ .01 มีอย่างน้อย 2 Conditions ที่มีค่าเฉลี่ย heart rates แตกต่างกัน

สมมติฐาน

H0 : m1 = m2 = … = mk    (กรรมวิธี k กรรมวิธี มีค่าเฉลี่ยเท่ากัน)

H1 : อย่างน้อย 2 กรรมวิธี มีค่าเฉลี่ยไม่เท่ากัน

 


เมื่อ          k คือจำนวนกลุ่ม / กรรมวิธี

                N คือจำนวนข้อมูลทั้งหมด

สถิติที่ใช้ทดสอบ

                       ; df = k-1,N-k-1

 

อาณาเขตวิกฤตและการสรุปผล

 

 

 

 

 

                                                                                                           Fa,k-1,N-k-1

จะปฎิเสธสมมติฐาน H0 เมื่อค่า F ที่คำนวณได้มีค่ามากกว่าหรือเท่ากับค่า Fa,k-1,N-k-1 จากตาราง 

สมมติฐาน

H0 : m1 = m2 = … = mk    (กรรมวิธี k กรรมวิธี มีค่าเฉลี่ยเท่ากัน)

H1 : อย่างน้อย 2 กรรมวิธี มีค่าเฉลี่ยไม่เท่ากัน

 


เมื่อ          k คือจำนวนกลุ่ม / กรรมวิธี

                N คือจำนวนข้อมูลทั้งหมด

สถิติที่ใช้ทดสอบ

                       ; df = k-1,N-k-1

 

อาณาเขตวิกฤตและการสรุปผล

 

 

 

 

 

                                                                                                           Fa,k-1,N-k-1

จะปฎิเสธสมมติฐาน H0 เมื่อค่า F ที่คำนวณได้มีค่ามากกว่าหรือเท่ากับค่า Fa,k-1,N-k-1 จากตาราง