“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! ไม่มีความสุขใดเสมอด้วยความสงบชนิดนี้สามารถหาได้ในตัวเรานี้เอง ตราบใดที่มนุษย์ยังวิ่งวุ่นแสวงหาความสุขจากที่อื่น เขาจะไม่พบความสุขที่แท้จริงเลย มนุษย์ได้สรรค์สร้างสิ่งต่างๆ ขึ้นไว้ เพื่อให้ตัวเองวิ่งตาม แต่ก็ตามไม่เคยทัน การแสวงหาความสุขโดยปล่อยใจ ให้ไหลเลื่อนไปตามอารมณ์ที่ปรารถนานั้น เป็นการลงทุนที่มีผลไม่คุ้มเหนื่อย เหมือนบุคคลลงทุนวิดน้ำในบึงใหญ่เพื่อต้องการปลาเล็กๆ เพียงตัวเดียว มนุษย์ส่วนใหญ่มัววุ่นวายอยู่กับเรื่องกาม เรื่องกิน และเรื่องเกียรติ จนลืมนึกถึงสิ่งหนึ่ง ซึ่งสามารถให้ความสุขแก่ตนได้ทุกเวลา สิ่งนั้นคือ ดวงจิต ที่ผ่องแผ้ว เรื่องกามเป็นเรื่องที่ต้องดิ้นรน เรื่องกินเป็นเรื่องที่ต้องแสวงหา และ เรื่องเกียรติเป็นเรื่องที่ต้องแบกไว้ เมื่อมีเกียรติมากขึ้นภาระที่จะต้องแบกเกียรติเป็นเรื่องใหญ่ยิ่งของมนุษย์ผู้หลงตนว่าเจริญแล้ว ในหมู่ชนที่เพิ่งมองแต่ความเจริญทางด้าน วัตถุ นั้น จิตใจของเขาเร่าร้อนอยู่ตลอดเวลา ไม่เคยประสบความสงบเย็นเลย เขายินดีที่จะมอบตัวให้จมอยู่ในคาวของโลกอย่างหลับหูหลับตา เขาพากันบ่นว่าหนักและเหน็ดเหนื่อย พร้อมๆ กันนั้น เขาได้แบกก้อนหินวิ่งไปบนถนนแห่งชีวิตอย่างไม่รู้จักวาง”
สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า (Buddha : ๕๘๖ – ๕๐๖ ปี ก่อนคริสตกาล)
VI : พันธนาการด้าน “เกียรติ”
ความไม่ตั้งใจในความไม่ละเมียดและไม่เดียงสากับกระบวนการทางความคิด ทำให้คนส่วนใหญ่เข้าใจผิดคิดว่า “เกียรติ” กับ “ความมั่งคั่ง” เป็นดุจดั่งคู่แฝด ถูกผูกติดยึดโยงเข้าด้วยกัน นัยคือ ถ้าหากมีความมั่งคั่งทางด้านวัตถุมากขึ้น ก็จะมีเกียรติมากขึ้น และถ้าหากมีความมั่งคั่งทางด้านวัตถุลดลงก็จะส่งผลทำให้เกียรติลดลงมาด้วย เสมือนหนึ่งเป็นการตีตราประทับรับรองให้ความมั่งคั่งทางวัตถุทำหน้าที่เป็นมาตรวัดมูลค่าแห่งเกียรติแทน “ความดี”
“หากปล่อยให้ความคิดของเราถูกจับเหวี่ยงเข้าไปในมายาคติ
แห่งเกียรติดังกล่าว ก็ไม่ต่างกับว่าตัวของเราได้มอบ
ความซื่อสัตย์และความจงรักภักดีไปให้กับ มิจฉาทิฏฐิ”
ในปัจจุบันการสั่งสม “เกียรติ” มักตีคู่ผูกติดมากับความมั่งคั่ง อำนาจและบารมี หากมีคนตั้งคำถามว่า บุคคลในสังคมหรือในประเทศท่านใดถือได้ว่าเป็นบุคคลที่มีเกียรติ (ท่านลองหลับตาและนึกในใจก่อน) คนส่วนใหญ่ก็จะตอบออกมาในแนวทางที่เป็นไปในลักษณะของบุคคลที่สังคมรู้จักเป็นอย่างดี เป็นบุคคลที่มีหน้ามีตาในสังคม เป็นบุคคลที่ร่ำรวยมั่งคั่ง เป็นต้น น้อยคนนักที่จะนึกถึงบุคคลที่มีคุณสมบัติที่เป็นคนดี ก่อนในเบื้องแรก ดังพุทธพจน์ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่พระองค์ทรงตรัสกว่าสองพันปีที่ผ่านมา เป็นสัจธรรมมิเสื่อมคลายในสาระสำคัญที่ว่า “ในหมู่คนที่หลงตนเองว่าเจริญแล้วเรื่องเกียรติถือได้ว่าเป็นเรื่องใหญ่และมีดัชนีชี้วัดในเรื่องดังกล่าว ก็คือ ความมั่งคั่งทางด้านวัตถุ” ซึ่งสามารถแสดงความสัมพันธ์ดังกล่าวได้ดังสมการ
มายาคติเรื่องเกียรติ = f (ความมั่งคั่งทางด้านวัตถุ)
โดยที่ : มนุษย์ส่วนใหญ่เชื่อและเข้าใจว่า “เกียรติ” มีความสัมพันธ์กับความมั่งคั่งทางวัตถุอย่างมีนัยสำคัญ กล่าวคือ เชื่อว่าเมื่อมีความมั่งคั่งทางด้านวัตถุมากขึ้น ก็จะมีเกียรติมากขึ้น และถ้าหากมีความมั่งคั่งทางด้านวัตถุลดลงก็จะส่งผลทำให้เกียรติลดลงมาด้วย
มนุษย์ทุกคนเกิดมาก็ย่อมปรารถนาให้ตัวเองเป็นผู้มีเกียรติด้วยกันทั้งนั้น ซึ่งเรื่องเกียรตินี้ถือได้ว่าเป็นความต้องการในแรงจูงใจลำดับที่สี่ของทฤษฎีลำดับขั้นของแรงจูงใจ (Maslow’s hierarchical theory of motivation) ที่กล่าวไว้ว่า แรงจูงใจลำดับที่สี่ เป็นแรงจูงใจที่แสวงหาและรักษาไว้ซึ่งศักดิ์ศรีเกียรติยศทั้งโดยตนเองสำนึกและผู้อื่นกล่าวขวัญยกย่องเชิดชู เช่น ความต้องการมีเกียรติ มีหน้ามีตา ความต้องการมีชื่อเสียงเป็นที่ยกย่องยอมรับและนับถือ ความรู้สึกนับถือและเชิดชูตัวเอง เป็นต้น มาสโลว์ กล่าวว่า ศักดิ์ศรีที่สำคัญต่อความมีสุขภาพจิตที่ดีคือ ความรู้สึกนับถือและเคารพตนเอง กับการได้รับการนับถือและเคารพจากผู้อื่นที่ไม่ใช่ลักษณะฉาบฉวยหรือไม่จริงใจ
ดังที่กล่าวไว้มนุษย์ทุกคนเกิดมาก็ย่อมปรารถนาให้ตัวเองเป็นผู้มีเกียรติทั้งนั้น เมื่อความเข้าใจและความเชื่อในมายาคติแห่งเกียรติ (ที่อิงกับความมั่งคั่งทางวัตถุ) ครอบงำและบดบังปัญญาของมนุษย์ มนุษย์ส่วนใหญ่ก็แสวงหาเกียรติในรูปแบบของการกอบโกยและตักตวงเอาความมั่งคั่งทางวัตถุไปสู่ตนเองและพวกพ้องให้มากที่สุด โดยมองข้ามและก้าวข้ามพ้นผ่านเส้นแบ่งของเรื่อง “คุณธรรมและจริยธรรม” ไป โดยเฉพาะผู้ที่มีอำนาจอยู่ในมือมุ่งเน้นที่จะกอบโกยผลประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้องในการเป็นแนวทางไปสู่การสั่งสมเกียรติ อำนาจและบารมี โดยที่มายาคติเรื่องเกียรติดังกล่าว ถือเป็นกับดักและหนทางในการน้อมนำไปสู่วังวนแห่งทุกข์อย่างแสนสาหัส ซึ่งเป็นผลมาจากการมุ่งเน้นสะสมความมั่งคั่งทางวัตถุในการตักตวงมูลค่าส่วนเกินทางเศรษฐกิจ มากกว่า การมุ่งเน้นสะสมความดีทางด้านจิตใจ
เพิ่มเติม VI : ทฤษฎีลำดับขั้นของแรงจูงใจ (Maslow’s hierarchical theory of motivation)
ทฤษฎีลำดับขั้นของแรงจูงใจ เป็นทฤษฎีอันเอกอุของ อับราฮัม มาสโลว์ (Abraham Maslow : ค.ศ. ๑๙๐๘ – ๑๙๗๐) นักจิตวิทยาชื่อกระฉ่อน หนังสือที่มีชื่อเสียงของเขาคือ “Motivation and Personality” (แรงจูงใจและบุคลิกภาพ) ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี ค.ศ. ๑๙๗๐ โดยมาจากรากเหง้าที่มีหลักแนวคิดสำคัญที่ว่า การจะศึกษาเพื่อให้เข้าใจมนุษย์อย่างถ่องแท้ต้องศึกษาจาก
- บุคคลที่มีสุขภาพจิตที่ดี มีอารมณ์ จิตใจและบุคลิกภาพที่มั่นคง ซึ่งการค้นคว้ากฎเกณฑ์ทางจิตวิทยาและบุคลิกภาพที่แล้ว ๆ มา เป็นการศึกษาจากข้อมูลในคนที่มีบุคลิกภาพบกพร่องในแง่ใดแง่หนึ่ง ซึ่งเท่ากับเป็นการศึกษาจิตวิทยาพิการ (crippled psychology) เขาแสดงทัศนะว่า ควรศึกษาจิตวิทยาจากบุคคลผู้ที่มีสุขภาพจิตดี บุคลิกภาพมั่นคง ประสบความสำเร็จและความสุขในชีวิต เพื่อค้นหาว่าคุณลักษณะของบุคลิกภาพที่ดีนั้นต้องมีองค์ประกอบอะไรบ้าง มีแนวทางพัฒนามาอย่างไร
- ต้องศึกษาคนทั้งคน มาสโลว์แสดงทัศนะว่า วงการจิตวิทยา สังคมจิตวิทยาและจิตแพทย์ มักโน้มเอียงศึกษาคนและวินิจฉัยปัญหาของคนโดยแยกเป็นชิ้นเป็นส่วนแล้วนำมาประติดประต่อวิเคราะห์สรุปเป็นกฎเกณฑ์หรือบำบัดรักษา วิธีการเช่นนั้นเสี่ยงต่อความผิดพลาดได้มาก เพราะคนเราประกอบด้วยกาย, อารมณ์, ความคิด ฯลฯ ผสมผสานกัน
ทฤษฎีลำดับขั้นของแรงจูงใจ อธิบายถึงแรงจูงใจของมนุษย์ที่มีลำดับขั้นตอน ตั้งแต่ขั้นต่ำจนถึงขั้นสูงมีทั้งหมด ๕ ขั้นตอน โดยแรงจูงใจในลำดับต้นต้องได้รับการตอบสนองก่อนในเบื้องแรก แรงจูงใจลำดับสูงจึงจะสามารถพัฒนาเป็นลำดับต่อมาในเบื้องถัดไป
แรงจูงใจลำดับที่หนึ่ง มาสโลว์อธิบายว่า มนุษย์ต้องได้รับการสนองตอบทางสรีรวิทยาเป็นปฐมฐานก่อน เช่น มีองค์ประกอบของปัจจัย ๔ คือ มีอาหารรับประทาน มีที่อยู่อาศัย มียารักษาโรค และมีเครื่องนุ่งห่ม เป็นต้น จึงจะพัฒนาความต้องการประเภทอื่น ๆ ตามมาได้ ถ้าหากความต้องการอันดับแรกยังไม่ได้รับการตอบสนองอย่างพอเพียง แรงจูงใจในประเภทอื่น ๆ ก็ยากที่จะเกิดขึ้นตามมาได้
แรงจูงใจลำดับที่สอง เป็นแรงจูงใจเพื่อความปลอดภัยแห่งตนเองและทรัพย์สิน เมื่อความต้องการอันดับแรกได้รับการตอบสนองแล้ว ต่อมาก็เกิดความต้องการที่จะรักษาชีวิตตนเอง ทรัพย์สินของตนเอง เป็นต้น ให้มั่นคงปลอดภัย ซึ่งถ้าหากไม่ได้รับการตอบสนองมนุษย์ก็จะเกิดอาการหวาดผวา เขาเชื่อว่า ความกลัวหลาย ๆ อย่างตั้งแต่ระดับสามัญจนถึงระดับผิดปกตินั้น เกิดจากการไม่ได้รับการตอบสนองต่อความรู้สึกที่มั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินเพียงพอ
แรงจูงใจลำดับที่สาม คือแรงจูงใจเพื่อเป็นเจ้าเข้าเจ้าของ เช่น ความรู้สึกว่าตนเองมีชาติตระกูล มีครอบครัว มีสถาบัน มีหน้าที่การงาน เป็นต้น กับความต้องการถูกรักและได้รักคนอื่น เช่น ต้องการให้มีผู้มาเป็นห่วงเป็นใยตน และตนก็ต้องการห่วงใยอาทรผู้อื่นด้วย
แรงจูงใจลำดับที่สี่ เป็นแรงจูงใจที่แสวงหาและรักษาไว้ซึ่งเกียรติยศศักดิ์ศรีทั้งโดยตนเองสำนึกและผู้อื่นกล่าวขวัญยกย่องเชิดชู เช่น ความต้องการมีเกียรติ มีหน้ามีตา ความต้องการมีชื่อเสียงเป็นที่ยกย่องยอมรับนับถือ ความรู้สึกนับถือและเชิดชูตัวเอง เป็นต้น มาสโลว์กล่าวว่า ศักดิ์ศรีที่สำคัญต่อความมีสุขภาพจิตที่ดีคือ ความรู้สึกนับถือและเคารพตนเอง กับการได้รับการนับถือและเคารพจากผู้อื่นที่ไม่ใช่ลักษณะฉาบฉวยหรือไม่จริงใจ
แรงจูงใจลำดับที่ห้า เป็นแรงจูงใจเพื่อตระหนักรู้ความสามารถของตนเองกับการประพฤติปฏิบัติตนตามความสามารถ และสุดความสามารถ โดยการเพ่งเล็งประโยชน์ของบุคคลอื่นและของสังคมส่วนรวมเป็นสำคัญ มาสโลว์เชื่อว่า คนทุกคนมีความมุ่งหมายในชีวิต เพื่อจะบรรลุถึงความสมปรารถนาระดับนี้ด้วยกันทั้งนั้นเพื่อที่จะเป็นคนเต็มโดยสมบูรณ์ (Self-actualized person) ซึ่งคนทุกคนสามารถที่จะพัฒนาเป็นคนเต็มโดยสมบูรณ์ได้และบุคคลเหล่านี้ก็เป็นบุคคลสามัญเยี่ยงท่าน หาใช่เทพเจ้า แต่การที่คนเราจะบรรลุถึงความสมปรารถนาได้ในระดับนี้นั้น ก็จะต้องได้สมความมุ่งหมายของความต้องการในลำดับขั้นต่าง ๆ ทั้ง ๔ ลำดับขั้นในเบื้องแรกอย่างเพียงพอก่อน
ทฤษฎีลำดับขั้นของแรงจูงใจ ถึงแม้ว่าจะเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง แต่มาสโลว์เองก็ยอมรับว่า ทฤษฎีดังกล่าวของเขามีข้อยกเว้นอยู่บ้าง บุคคลที่มีบุคลิกภาพเข้มแข็ง มีคุณสมบัติสร้างสรรค์สูงและมีแรงจูงใจใฝ่เป็นคนโดยสมบูรณ์ บุคคลเหล่านี้ ถึงแม้ว่าจะได้รับการตอบสนองต่อความพึงพอใจในระดับเบื้องต้น ๆ ไม่เพียงพอ เช่น อาจต้องเผชิญกับการถูกเหยียดหยามดูถูก เหยียบย่ำศักดิ์ศรี หรือแม้กระทั่งไม่ได้รับความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน เป็นต้น แต่บุคคลเหล่านั้นก็สามารถที่จะมีพฤติกรรมประเภท Self-actualization ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ตัวอย่างเช่น ท่านมหาตมะคานธี ประธานาธิบดีลินคอล์น เป็นต้น
ทฤษฎีลำดับขั้นของแรงจูงใจในความจำเป็น ๕ ขั้น ของมาสโลว์นั้น เมื่อมองเป็นองค์รวมแล้วในทัศนะของผู้เขียนสามารถแบ่งได้เป็น ๓ ลักษณะ คือ แรงจูงใจมิติกายนิยม แรงจูงใจมิติจิตนิยม และแรงจูงใจมิติคุณธรรมนิยม หรืออาจเรียกได้อีกอย่างหนึ่งว่า “แรงจูงใจไตรนิยม” กล่าวคือ
แรงจูงใจมิติกายนิยมเป็นความจำเป็นพื้นฐาน (basic needs) หรือเป็นความจำเป็นที่เน้นทางวัตถุ (material needs) เพื่อสนองตอบต่อความต้องการในการดำเนินชีวิต อันได้แก่ องค์ประกอบของปัจจัย ๔ ความมั่นคงปลอดภัยทางกาย เป็นต้น ซึ่งความจำเป็นเหล่านี้จำต้องได้รับการตอบสนองจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับระดับความพึงพอใจหรือระดับมาตรฐานของความพอเพียงในแต่ละคน ซึ่งกายนิยมสะท้อนออกมาในทฤษฎีลำดับขั้นของแรงจูงใจของมาสโลว์ในลำดับที่หนึ่งและสอง
แรงจูงใจมิติจิตนิยม เป็นความจำเป็นที่บุคคลต้องการได้รับการตอบสนองทางจิตใจ ไม่ว่าจะเป็นความมั่นคงปลอดภัยทางจิต (ไม่ถูกคุกคามและทำร้ายทางจิตใจ) การให้เกียรติ ความมีศักดิ์ศรี การได้รับยกย่องนับหน้าถือตา เป็นต้น ซึ่งความจำเป็นและความต้องการเหล่านี้จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความพอใจหรือระดับมาตรฐานของความเพียงพอในแต่ละคน จิตนิยมสะท้อนออกมาในทฤษฎีลำดับขั้นของแรงจูงใจของมาสโลว์ในลำดับที่สอง สาม และสี่
แรงจูงใจมิติคุณธรรมนิยม เป็นความจำเป็นที่ปัจเจกชนและสังคมพึงปรารถนาเพื่อสร้างความสงบและสันติสุขให้เกิดขึ้นกับสังคม ซึ่งเป็นความจำเป็นที่สำคัญของสังคมในปัจจุบัน แต่กลับมีการผลิตคุณธรรมเข้าสู่ระบบที่น้อยมาก คุณธรรมนิยมสะท้อนออกมาในทฤษฎีลำดับขั้นของแรงจูงใจของมาสโลว์ในลำดับที่ห้า การที่จะก้าวข้ามพ้นผ่านความจำเป็นมาถึงระดับนี้มาสโลว์เชื่อว่าทุกคนต้องได้รับการตอบสนองในลำดับขั้นที่หนึ่งถึงสี่ก่อน แต่ก็มีข้อยกเว้นในบางคนที่มีกายและจิตมั่นคงและเข้มแข็ง ซึ่งสามารถก้าวข้ามพ้นผ่านสู่ลำดับขั้นที่ห้าได้โดยไม่จำเป็นต้องได้รับการตอบสนองอย่างเพียงพอจากลำดับขั้นที่หนึ่งถึงสี่ก่อน เช่น ท่านมหาตมะคานธี ประธานาธิบดีลินคอล์น เป็นต้น
หากพิจารณาในสังคมปัจจุบันจะเห็นได้ว่าแรงจูงใจในมิติกายนิยมจะถูกผลิตเข้าสู่ระบบของสังคมเป็นอย่างมาก จนกลายเป็นสิ่งที่จำเป็นในการดำเนินชีวิตของระดับปัจเจกชนจนถึงสังคมโดยรวม จึงอุดมไปด้วยสังคมที่เน้นความเจริญและศิวิไลซ์ทางด้านวัตถุมากกว่าจิตใจและคุณธรรม กลายพันธุ์เป็นสังคมที่ถูกครอบงำโดยกิเลส (ความอยาก) ก่อกำเนิดเป็นลัทธิบริโภคนิยม นำไปสู่จุดเสื่อมถอยทางศีลธรรมและคุณธรรม ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นการสร้างความจำเป็นเทียมขึ้นมาในสังคม สร้างมายาคติในทัศนะที่สุ่มเสี่ยงต่อการทำลายจุดสมดุลของมนุษย์กับมนุษย์และมนุษย์กับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นจุดที่อันตรายและเป็นมูลเหตุทำให้เกิดความหายนะที่รุนแรงในสังคม ของมวลมนุษยชาติตามมา ดังนั้น เราจึงต้องเร่งผลิตคุณธรรมนิยมเข้าสู่ระบบสังคมให้มาก ๆ เพื่อเป็นแรงขับเคลื่อนและผลักดันแรงจูงใจทางด้านกายนิยมให้เหลืออย่างพอประมาณ สมเหตุสมผลและสมดุลในสังคม ถึงแม้ว่าองค์ประกอบและส่วนผสมที่จะผลิตคุณธรรมนั้นจะเป็นปัจจัยที่สร้างขึ้นยากและมีแรงเสียดทานทางสังคมเป็นอย่างมาก รวมทั้งต้องใช้องค์ความรู้อย่างมากก็ตามที ไม่เหมือนกับแรงจูงใจทางกายนิยมที่ถูกสร้างขึ้นด้วยองค์ประกอบและปัจจัยการผลิตที่หาได้ง่ายหลากหลายช่องทางในสังคมปัจจุบันเพื่อตอบสนองความอยาก (กิเลส) ของสังคมเป็นสรณะ
