“หลักการประหยัดและหลักสันโดษ ไม่ได้เป็นปฏิปักษ์กับวัตถุ แต่เป็นการเลือกบริโภควัตถุ เพื่อให้บรรลุจุดหมายปลายทางแห่งความจำเป็นในการดำรงชีวิตตามจริง”

9

“๑๕ ปีที่ฉันใช้ชีวิตอยู่ 'อุ้มผาง' เพียงพอสำหรับการทำให้จิตวิญญาณของฉันผูกพันอยู่กับธรรมชาติจนแยกไม่ออก อบอุ่นอยู่ในอ้อมกอดของขุนเขา สุขุมอยู่ใต้ร่มเงาของแมกไม้ เยือกเย็นอยู่กับสายน้ำ ทะเลหมอก และดอกเสี้ยว ฉันจึงไม่ต้องการสิ่งใดมากไปกว่าการมีชีวิตอยู่เพื่อ ให้อยู่อย่างสันโดษและสมถะ

สมพงศ์ หมื่นจิตต์ (ครูซัน)

 

 

 

 

V : หลักสันโดษ

 

              ลักการสันโดษในทางพระพุทธศาสนานั้น คนส่วนใหญ่ในสังคมยังมีความเข้าใจในความหมายที่คลาดเคลื่อนจากสภาวะความเป็นจริงเป็นไปในลักษณะที่ว่า เป็นการไม่ต้องดิ้นรนขวนขวาย ไม่มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ทำให้คนเกียจคร้าน ไม่มีความกระตือรือร้น เป็นต้น ในประเด็นของเรื่องการบริโภคนั้น คนส่วนใหญ่ ก็มักเข้าใจผิดคิดว่า “หลักการสันโดษ” สุดโต่งไปในทางที่ไม่ให้บริโภค แต่ในความเป็นจริงแล้ว

         

                    -  หลักการสันโดษ มุ่งเน้นบริโภคบนพื้นฐานของการพิจารณาความจำเป็นตามจริง อิงกับตรรกะของความสมเหตุสมผล ให้มีอิทธิพลอยู่เหนือบนความอยาก

 

                    หลักการบริโภคนิยม มุ่งเน้นบริโภคบนพื้นฐานของการพิจารณาเอาความอยาก (ที่ไม่มีสิ้นสุด) ของตนเอง โดยไม่เล็งเห็นตรรกะของความสมเหตุสมผล ปล่อยให้ความอยากครอบงำนำทางอยู่เหนือความจำเป็นตามจริง

 

           ลักการสันโดษ มีผู้ให้ความหมายเพื่อง่ายต่อการทำความเข้าใจไว้หลายท่าน ผู้เขียนขอหยิบยกมาสัก ๒ นัย จากหนังสือ “พุทธธรรม” โดยท่านเจ้าคุณพระพรหมคุณาภรณ์ และ จาก มังคลัตถทีปนีแปล โดย มหามงกุฎราชวิทยาลัย.

 

            พระพุทธองค์ทรงแนะนำชาวโลกให้หาความสุขโดยการถือสันโดษ คำว่าสันโดษ แปลว่าความยินดี คือความพอใจ ความยินดีด้วยของของตนซึ่งได้มาด้วยความเพียร ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และโดยชอบธรรม สันโดษเป็นคำมาจากภาษาสันกฤต  ส่วนคำบาลีจะว่าสันตุฎฐี ดังเช่น พระพุทธภาษิตว่า สนฺตุฎฐี ปรมํ ธนํ หรือ ความสันโดษเป็นทรัพย์อย่างยิ่ง (จากหนังสือ “พุทธธรรม” โดยพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)) 

             

            มีความเข้าใจผิดคิดกันว่า สันโดษ คือความไม่กระตือรือร้น งอมืองอเท้า ไม่ดิ้นรนขวนขวายหาทรัพย์ เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา แต่ความหมายของสันโดษมิได้มีลักษณะเช่นนั้นสันโดษเป็นหลักธรรมที่ให้มนุษย์เกิดความยั้งคิดรู้จักพอ หยุดความอยากความต้องการไม่ให้มีมากเกินไปจนเกิดความเห็นแก่ได้ เห็นแก่ตัว และเอาเปรียบผู้อื่น สันโดษใช้ได้กับทุกกรณีตั้งแต่  การกิน การนุ่งห่ม การซื้อหา เครื่องอุปโภคบริโภค แม้แต่คู่ครอง หากทุกคนพอใจและถือสันโดษ ความต้องการในสิ่งต่าง ๆ ก็จะต้องการเพียงพอเหมาะสมกับฐานะ  สถานภาพของตน ปัญหามักมีอยู่ว่าขอบเขตของความเพียงพออยู่ที่ใด พระพุทธองค์จึงทรงสอนถึงเรื่องปัญญาให้พุทธศาสนิกชน รู้จักสร้างปัญญาให้รู้ เพื่อจะได้เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ฉะนั้นความรู้จักพอหรือรู้จักถือสันโดษอันเป็นความสุขอย่างยิ่งตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา จึงขึ้นอยู่กับปัญญาของแต่ละบุคคลว่าจะรู้จัก  ถือสันโดษ คือมีจุดของความพอดี ความพอเพียงอยู่ในระดับใด   

              สันโดษมี ๓ อย่าง คือ 

              ๑.ยถาลาภสันโดษ คือยินดีตามที่ได้ ยินดีตามที่พึงได้ คือตนได้สิ่งใดมาหรือเพียรหาสิ่งใดมาได้เมื่อเป็นสิ่งที่ตนพึงได้ ไม่ว่าจะหยาบหรือประณีตแค่ไหนก็ยินดีพอใจด้วยสิ่งนั้น ไม่ติดใจอยากได้สิ่งอื่น ไม่เดือดร้อนกระวนกระวายเพราะสิ่งที่ตนไม่ได้มา ไม่ปรารถนาสิ่งที่ตนไม่พึงได้ หรือเกินไปกว่าที่ตนพึงได้โดยถูกต้องชอบธรรม ไม่เพ่งเล็งปรารถนาของสิ่งที่คนอื่นได้ จนเกิดความริษยา  

 

             ๒.ยถาพลสันโดษ คือยินดีตามกำลัง ยินดีแต่พอแก่กำลังร่างกายสุขภาพและวิสัยแห่งการใช้สอยของตน ไม่ยินดีอยากได้เกินกำลังตนมี หรือหากได้สิ่งใดมาอันไม่ถูกกับกำลังร่างกาย หรือสุขภาพ ก็ไม่ควรหวงแหนเก็บรักษาไว้ให้เสียประโยชน์ ควรสละให้ผู้อื่นที่สามารถใช้ประโยชน์ได้ ก็นับเป็นการดีทำให้ความตระหนี่ที่มีในตนลดลง มีความสันโดษเพิ่มขึ้น การรู้จักเป็นผู้ให้ย่อมนำความสุขและอิ่มเอิบใจมาสู่ตน

 

            ๓.ยถาสารุปปสันโดษ คือยินดีตามสมควร ยินดีตามที่เหมาะสมกับตนอันสมควรแก่ภาวะ ฐานะ แนวทางชีวิต และจุดหมายแห่งการบำเพ็ญกิจของตน 

           

           จะเห็นว่าความสันโดษเป็นการสร้างสุขให้แก่ชีวิตการรับและการได้มาหากไม่มีสติก็อาจลุ่มหลงไปตามอำนาจของโลภะอย่างไม่มีขอบเขต “ความรู้จักพอก่อสุขทุกสถาน" จึงเป็นคำเตือนสติให้ตนรู้จักความสุขที่แท้จริง ดังคำพูดที่ว่า คนที่รวยที่สุดคือ คนรู้จักพอใจในสิ่งที่ตนมี และ คนที่จนที่สุดคือ คนที่ไม่รู้จักพอ แม้จะยกภูเขาที่เป็นทองทั้งลูกให้ เขายังปรารถนาภูเขาทองลูกอื่นต่อไปอีก เพราะไฟไม่อิ่มด้วยเชื้อ มหาสมุทรไม่อิ่มด้วยน้ำ คนโลภย่อมไม่อิ่มด้วยอามิสฉันใดคนไม่ถือสันโดษย่อมเป็นเช่นนั้น และคนจนย่อมจนเพราะไม่พอมากกว่าจนเพราะไม่มี ดังนั้นการมีชีวิตอยู่จึงควรอยู่อย่างมีความสุขโดยการใช้หลักธรรมในพระพุทธศาสนาคือการขยันหมั่นเพียรหาเลี้ยงชีพด้วยอาชีพที่สุจริตไม่เป็นภัยต่อตนเองหรือสังคม เมื่อหาทรัพย์มาได้แล้วต้องรู้จักเก็บออมระมัดระวังในการใช้จ่ายไม่ก่อให้เกิดหนี้สินจนล้นพ้นตัวและถือสันโดษพอใจตามมีตามได้ตามกำลังและความจำเป็นของตน

           

 

            ความสันโดษ (Contentment) ในพระไตรปิฎกบาลีใช้ในรูป สนฺตุฏฐิ (santutthi) มาจากรากคำว่า ตุสฺ (tus) ที่หมายถึง ยินดี หรือ พอใจ (Contented, satisfied, pleased) ประกอบเข้ากับ สํ อุปสรรค (Prefix) ได้รูป สนฺตุฏฐิ (santutthi) ตามรูปศัพท์ สนฺตุฏฐิ มีความหมายดังที่ปรากฏใน “มังคลัตถทีปนี” ๓ นัย (มังคลัตถทีปนีแปล โดย มหามงกุฎราชวิทยาลัย. ๒๕๑๕ น. ๒๒๔.) ได้แก่

         

                    ๑.สันโดษ แปลว่า ยินดีสิ่งที่เป็นของตน กล่าวคือ ความพอใจของซึ่งเป็นส่วนของตน ไม่แสดงอาการรังเกียจหรือดูถูกปัจจัยสิ่งของต่าง ๆ ที่ตนเองหามาได้จากการทำหน้าที่การงานต่าง ๆ โดยชอบธรรม ทั้งในเวลารับ ทั้งในเวลาใช้สอย ไม่ว่าสิ่งที่ตนได้มาเป็นของตนนั้น จะเป็นสิ่งที่ดี ประณีต สวยงามหรือไม่ก็ตาม ก็ยินดีด้วยสิ่งนั้น ด้วยความรู้สึกที่ว่า เราได้มันมาเป็นสมบัติของเราโดยถูกต้อง ไม่ผิดศีลธรรม กฎหมายบ้านเมืองและจารีตประเพณีต่าง ๆ  

 

                   ๒.สันโดษ แปลว่า ยินดีในสิ่งที่มีอยู่ กล่าวคือ มีความพอใจยินดีในปัจจัยสิ่งของทรัพย์สิน เงินทองที่เราได้มาแล้ว โดยปราศจากความรู้สึกมักมาก เสียใจ มีอยู่เท่าใด ก็พอใจเท่านั้น ไม่ทะยานอยากได้ในสิ่งที่มีไม่ได้และไม่ได้มี ไม่ปรารถนามากเกินกำลังความสามารถของตน และไม่มีความทะยานอยากได้ของผู้อื่นมาเป็นของตน ซึ่งหมายถึง รู้จักพอประมาณนั่นเอง 

 

                  ๓.สันโดษ แปลว่า ยินดีด้วยใจที่เสมอ กล่าวคือ การละจากความรู้สึกยินดียินร้ายในสิ่งที่น่าชอบใจน่าปรารถนา และในสิ่งที่ไม่น่าชอบใจไม่น่าปรารถนาซึ่งในทางพระเรียกว่า อิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ ความสันโดษตามความหมายนัยนี้ มุ่งถึงการวางใจให้เป็นกลาง  ไม่เอนเอียง ไม่หวั่นไหวไปตามอารมณ์ต่าง ๆ ที่มากระทบ อันเป็นเรื่องของโลกธรรมทั้ง ๘ ประการ คือ ได้ลาภ เสื่อมลาภ ได้ยศ เสื่อมยศ สรรเสริญ นินทา สุข และทุกข์ ความไม่เอนเอียงในจิตใจนี้ เกิดจากการพิจารณาด้วยปัญญาเพื่อให้เข้าใจทุกสิ่งตามความเป็นจริง ตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ เช่นที่ว่า “ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดจากปัจจัยปรุงแต่งล้วนไม่แน่นอน (อนิจจัง) มีความเกิดขึ้น (อุปปาทะ) ในเบื้องต้น มีความตั้งอยู่ (ฐิติ) ในท่ามกลางและมีความดับสลายไป (ภังคะ) ในที่สุด ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดจากปัจจัยปรุงแต่ง ไม่มีสิ่งใดคงทนอยู่ในสภาพเดิมได้ (ทุกขัง) และทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง ไม่ใช่สัตว์บุคคล ไม่ใช่ตัวตนเรา - เขา เราไม่สามารถบังคับให้เป็นไปดังใจเราปรารถนาได้ทุกอย่าง (อนัตตา)”  ดังนี้ เมื่อเรามีความเข้าใจอย่างนี้ ก็จะทำให้มีจิตใจที่สม่ำเสมอในทุกอารมณ์ที่มีมากระทบจิต มีทัศนคติเห็นภาพรวมของสรรพสิ่งเสมอกันไม่เดือดร้อนใจกับสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา ไม่ลิงโลดใจไปกับสิ่งที่น่าปรารถนา ลักษณะนี้เรียกว่า ผู้สันโดษด้วยใจที่เสมอ

 

              จากความหมายของ “สันโดษ” ทั้ง ๓ นัยนี้ สรุปได้ว่า ความสันโดษ หมายถึง ความพอใจยินดีในสิ่งที่ตนมี ตนได้ ด้วยจิตใจมั่นคง ความสันโดษในทางพุทธศาสนาจึงเป็นเรื่องของการวางใจไม่ให้เป็นทุกข์ ยอมรับสภาพความเป็นจริงเกี่ยวกับการมีการได้นั่นเอง หากทำได้อย่างนี้ก็ถือว่า มีจิตใจที่ดีงามและถือว่ามีทรัพย์ภายในอันสำคัญทีเดียว ดังพระพุทธพจน์ที่ว่า “ทรัพย์มีความสันโดษเป็นอย่างยิ่ง”

                เรื่องความสันโดษหรือความยินดีในปัจจัยตามที่ได้กล่าวมานั้น ส่วนมากพระพุทธเจ้าตรัสสอนและแสดงแก่พระภิกษุ กล่าวคือ หลักธรรมข้อนี้ในสมัยพุทธกาลสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงตรัสสอนและเน้นย้ำแก่พระภิกษุท่านั้น เพราะทรงต้องการให้พระภิกษุมีความเป็นอยู่แบบเรียบง่าย ไม่ฟุ่มเฟือย เป็นไปในลักษณะของการไม่เบียดเบียนตนเองและไม่เบียดเบียนผู้อื่น นอกจากนี้ยังพบว่าพระองค์มักนำเอาหลักธรรมคำสอนข้อนี้ไปประยุกต์เข้ากับหลักธรรมข้ออื่นหรือหมวดอื่น โดยพบว่า แม้เมื่อพระองค์จะทรงสั่งสอนพระภิกษุและบัญญัติวินัย (ข้อปฏิบัติ) ก็ไม่ทรงละเลยที่จะตรัสถึงความสันโดษ เช่น เมื่อครั้งที่ตรัสสอนพระภิกษุฉัพพัคคีย์ (พระกลุ่มหนึ่งที่มีหกรูป) และบัญญัติสิกขาบทก็ตรัสสำทับความสันโดษนี้เข้าด้วย ในคัมภีร์วิภังค์ (วินัยปิฎก) เกือบทั้งหมดพบว่าพระพุทธองค์ทรงบัญญัติสิกขาบทพร้อมกับตรัสให้ภิกษุสาวกยินดีในปัจจัย ๔ เท่าทีพอจะหาได้โดยทรงคัดค้านการใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือยไม่เห็นคุณค่า ให้เน้นที่ความสันโดษ

              สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสสอนพระภิกษุโดยเน้นที่การใช้ปัจจัย ๔ อย่างเห็นคุณค่า ส่วนมากพบว่าพระองค์ทรงตรัสถึงการใช้สอยจีวร (เครื่องนุ่งห่ม) และบิณฑบาต (อาหาร) นอกจากนี้ยังพบว่าพระองค์ทรงสรรเสริญพระภิกษุบางรูปที่ปฏิบัติตัวอย่างเหมาะสมคือ ใช้สอยในปัจจัย ๔ แบบพอเหมาะพอควร (ยินดีใช้สอยในปัจจัย ๔ อย่างเหมาะสม) อีกทั้งยังพบว่าพระองค์ไม่เพียงทรงสั่งสอนเรื่องสันโดษเท่านั้น ยังพบว่าทรงทำพระองค์ให้เป็นแบบอย่างในการใช้สอยสิ่งที่ได้มาอย่างเห็นคุณค่า เมื่อเป็นดังนี้หลักธรรมข้อนี้น่าจะมีพระภิกษุสาวกเข้าใจและปฏิบัติกันอย่างแพร่หลาย ซึ่งเห็นได้ว่าพระอานนท์เองก็แสดงสันโดษธรรมแก่วัสสการพราหมณ์ว่า พระภิกษุที่ยินดีในปัจจัย ๔ เท่าที่หาได้เป็นสาเหตุให้มีผู้เกิดความเลื่อมใส ในสันตุฏฐสูตรปรากฏเนื้อความที่พระพุทธเจ้าตรัสสรรเสริญพระภิกษุ (พระกัสสปะเถระ) ที่ตั้งอยู่ในความสันโดษและทรงแนะนำให้พระภิกษุประพฤติตาม

       

              พูดถึงเรื่องสันโดษหรือเป็นไปในลักษณะของการประหยัดใช้สิ่งของให้คุ้มค่า พระอานนท์ก็เป็นผู้ประหยัดและฉลาดในเรื่องนี้มาก ดังครั้งหนึ่งหลังพุทธปรินิพพาน ท่านเดินทางโดยทางเรือไปสู่นครโกสัมพี เพื่อประกาศลงพรหมทัณฑ์แก่พระฉันนะ พระหัวดื้อตามรับสั่งของพระผู้มีพระภาค ขึ้นจากเรือแล้วท่านเข้าอาศัยพัก ณ อุทยานของพระเจ้าอุเทนราชาแห่งนครนั้น ขณะนั้นพระเจ้าอุเทนและพระมเหสีประทับอยู่ ณ พระราชอุทยาน พระมเหสีทรงทราบว่าพระอานนท์มาก็ทรงโสมนัส ทูลลาพระสวามีไปเยี่ยมพระอานนท์ สนทนาพอเป็นสัมโมทนียกถาแล้ว พระอานนท์แสดงธรรมเป็นที่เลื่อมใสจับจิตยิ่งนัก พระนางได้ถวายจีวรจำนวน ๕๐๐ ผืน แด่พระอานนท์ในเวลาต่อมา พระเจ้าอุเทนทรงทราบเรื่องนี้แทนที่จะทรงพิโรธพระมเหสีกลับทรงตำหนิพระอานนท์ว่ารับจีวรไปทำไมมากมายหลายร้อยผืน จะไปตั้งร้านขายจีวรหรืออย่างไร เมื่อมีโอกาสได้พบพระอานนท์ พระองค์จึงเรียนถามว่า

 

                      “พระคุณเจ้า! ทราบว่า พระมเหสีถวายจีวรพระคุณเจ้า

                        ๕๐๐ ผืน พระคุณเจ้ารับไว้ทั้งหมดหรือ?”

                      “ขอถวายพระพร อาตมาภาพรับไว้ทั้งหมด” พระอานนท์ทูล

                      “พระคุณเจ้ารับไว้ทำไมมากมายนัก?”

                     “เพื่อแบ่งถวายภิกษุทั้งหลายผู้มีจีวรเก่าคร่ำคร่า”

                      “จะเอาจีวรเก่าคร่ำคร่าไปทำอะไร?”

                     “เอาไปทำเพดาน”

                     “จะเอาผ้าเพดานเก่าไปทำอะไร?”

                     “เอาไปทำผ้าปูที่นอน”

                    “จะเอาผ้าปูที่นอนเก่าไปทำอะไร?”

                    “เอาไปทำผ้าปูพื้น”

                    “จะเอาผ้าปูพื้นเก่าไปทำอะไร?”

                    “เอาไปทำผ้าเช็ดเท้า”

                    “จะเอาผ้าเช็ดเท้าเก่าไปทำอะไร?”

                    “เอาไปทำผ้าเช็ดธุลี”

                   “จะเอาผ้าเช็ดธุลีเก่าไปทำอะไร?”

                  “ เอาไปโขลกขยำกับโคลนแล้วฉาบทาฝา?”

         พระเจ้าอุเทนทรงเลื่อมใสว่า สมณศากยบุตรเป็นผู้ประหยัด ใช้ของไม่ให้เสียเปล่า จึงถวายจีวรแด่พระอานนท์อีก ๕๐๐ ผืน 

 

                จากคุณลักษณะดังกล่าวของ “ความสันโดษ” จะพึงเห็นได้ว่า ไม่มีความหมายใดเลยที่สื่อให้เห็นถึงนัย ของความเกียจคร้าน การไม่ดิ้นรนขวนขวาย การงอมืองอเท้าเฝ้ารอโชคชะตาฟ้าดินประทาน แต่ในขณะเดียวกัน ความสันโดษตามความหมายนั้นสื่อนัยให้เห็นถึง การบริโภคสิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ โดยการใช้ปัญญามาเป็นเครื่องนำทางไปสู่การบรรลุซึ่งการรู้จักประมาณตน มีความสมเหตุสมผล สร้างความสมดุลและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับชีวิต

            จากนัยดังกล่าวนั้น “ความสันโดษ” มิได้เป็นปฏิปักษ์กับวัตถุ (สินค้าและบริการ) ที่เสพ แต่เป็นไปในลักษณะของการมุ่งเสพวัตถุตามความจำเป็นตามจริง มิได้มุ่งหวังการเสพวัตถุ (สินค้าและบริการ) ไปเพื่อบำรุงบำเรอความต้องการ (ที่มีไม่สิ้นสุด) ของตนเอง หรือพูดให้เข้าใจในความหมายง่าย ๆ ก็คือ เป็นไปในลักษณะของการประหยัดอย่างสมเหตุสมผลตามจริง นั่นเอง

 

 

หลักการประหยัดและหลักสันโดษ ไม่ได้เป็นปฏิปักษ์กับวัตถุ แต่เป็นการเลือกบริโภควัตถุ เพื่อให้บรรลุจุดหมายปลายทางแห่งความจำเป็นในการดำรงชีวิตตามจริง