ตั้งแต่ผู้เขียนเด็กๆก็มักจะได้ยินผู้ใหญ่รวมถึงแม่ของผู้เขียนเองพูดหยอกเย้าคนที่อาบน้ำแล้วผ้าไม่เปียกว่า อาบน้ำแบบญี่ปุ่น เราเองก็สงสัยว่าเป็นชาวบ้านไม่เคยไปประเทศญี่ปุ่น และก็ไม่เห็นว่าอ่านหนังสือกันจะรู้เรื่องการอาบน้ำแบบญี่ปุ่นได้อย่างไร เมื่อสงสัยก็ถาม แม่เล่าให้ฟังว่า ตอนสงครามมหาเอเชียบูรพา ไทยร่วมมือกับญี่ปุ่นในการให้กองทัพญี่ปุ่นผ่านไทยไปยังพม่า ในสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม ญี่ปุ่นจึงมีให้เห็นเต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด แม่เล่าให้ฟังว่า ญี่ปุ่นมีรูปร่างเล็ก นุ่งผ้าสีแดงหยักรั้ง ชอบถ่อรถบนรางรถไฟ แม่มีกะเฌอเทินอยู่บนศีรษะมีข้าวหลามอยู่ในเดินริมรางรถไฟ ญี่ปุ่นยังหยิบข้าวหลามไปกิน แล้วยักคิ้วหลิ่วตาล้อเล่น เวลาอาบน้ำก็แก้ผ้าอาบน้ำในคลอง ผ้าไม่เปียก
คนไทยไม่เคยแก้ผ้าอาบน้ำ(ยกเว้นเด็กที่แก้ผ้าอาบน้ำในคลอง) ผู้หญิงจะมีผ้าถุง ผู้ชายมีกางเกงขาสั้นหรือผ้าขะม้า สำหรับนุ่งอาบน้ำ อาบน้ำข้างบ่อหรือในคลอง ต่อมามีความเจริญมากขึ้น แต่ละบ้านก็ทำห้องน้ำสำหรับอาบน้ำ แต่ก็ยังอาบน้ำผ้าเปียกเหมือนเดิม ยังใช้ผ้าถุง ผ้าขะม้า อาบน้ำกันอยู่เปลี่ยนแปลงเฉพาะอาบน้ำข้างตุ่ม บ่อน้ำ คลอง เป็นห้องน้ำแทน เมื่อเวลาเปลี่ยนแปลงไปคนเริ่มเปลี่ยนแปลงเข้าห้องน้ำ อาบน้ำเสร็จแล้วนุ่งผ้าถุงผืนเดิมออกมา ไม่มีผ้าเปียกไปตาก จึงมักล้อกันว่า นั่นแน่อาบน้ำแบบญี่ปุ่นผ้าถึงไม่เปียก แก้ผ้าอาบน้ำนั่นเอง
เมื่อศึกษาดูพบว่าคนญี่ปุ่นก็อาบน้ำแก้ผ้าจริงๆ เวลาคนไทยไปเที่ยวญี่ปุ่นก็ไปแช่/ อาบน้ำแร่อย่างที่ญี่ปุ่นนิยม แล้วต่างก็แก้ผ้าอาบน้ำกันทุกคน ถือว่าเป็นวัฒนธรรมนั่นเอง และวัฒนธรรมมีการเผยแพร่มาได้ด้วยหลายวิธี ช่วงสงครามไทยก็ได้อะไรหลายอย่างจากญี่ปุ่น แม้กระทั่งเรื่องอาบน้ำด้วยนะจะบอกให้

มาชม
เป็นมุมด้านวัฒนธรรมของชาวเจแปนนะครับนี่...
สวัสดีค่ะอาจารย์ขจิต
.ใช่ค่ะดิฉันก้อาบน้ำในคลองแล้วตีโป่ง อย่างไทย สนุกมาก
.และดีใจจังและเป็นพี่น้องร่วมสถาบัน แต่ดูแล้วอาจารย์ขจิตน่าจะเป็นรุ่นน้องนะคะ ดิฉันจบปีการศึกษา 2525 ปี พ.ศ.2526 ค่ะ
.ดิฉันก็ยุ่งๆกับงาน แต่สบายดี ขอให้อาจารย์สบายดีเช่นกัน สุขภาพแข็งแรงนะคะ
สวัสดีค่ะ อาจารย์ยูมิ
.วัฒนธรรมก็ย่อมสวยงามเสมอค่ะ
.พี่ที่รู้จักกัน ไปเที่ยวญี่ปุ่น ก้ไปอาบน้ำแร่แบบญี่ปุ่นมาแล้วด้วยค่ะ นึกไม่ออกว่าตัวเองจะกล้าหรือเปล่าน่ะซิ