จากกลุ่มคนชายขอบที่ยังง่ายต่อการค้นพบความพอดีและพอเพียงของตนเอง

     หลายต่อหลายครั้งที่ใคร ๆ ก็มักจะถามว่า ทำไมต้อง “ชายขอบ” สมดั่งคำที่ ศ.นพ.ประเวศ วะสี เคยกล่าวไว้ว่า หากเราจะดำเนินการอะไร สิ่งแรกที่เราต้องทำให้ชัดเจนเสียก่อนคือให้ความหมายให้ชัด และกำหนดขอบเขตให้ชัดเจน ครั้งล่าสุดที่ มรภ.ยะลา (5 ก.ค.49) เมื่อผมเสร็จสิ้นภารกิจบนเวที และกำลังจะลงเพื่อพูดคุยกับทีมนำ KM ของ มรภ.ยะลา หญิงวัยไล่เลี่ยกับผมได้ตรงเข้ามาขอไฟล์ที่ใช้บรรยาย พร้อม ๆ กับสอบถามว่า “ทำไมถึงเป็นชายขอบ” อันนี้ต้องขอโทษที่ผมไม่ได้สอบถามชื่อกลับไป เพราะกำลังสาระวนกับการเอาไฟล์ให้ และตอบคำถามไปด้วย

     “ชายขอบ” ของโอกาสอันพึงมีพึงได้ ความที่เป็น “ชายขอบ” (marginality) มักขาดเวทีหรือพื้นที่ยืนบนสังคม เพราะถูกกระบวนการผลักให้เป็นชายขอบ (marginalisation) ที่เกิดขึ้น ด้วยเพราะถูกให้ค่าบนความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ไม่เท่าเทียม ไม่เท่าเทียมกันแม้แต่โอกาส ที่จะให้ได้พูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่ดังชัดด้วยตัวเอง คนชายขอบใช่จะอยู่เฉพาะแต่ในชนบท ในเมืองก็มีให้เห็นอย่างดาษดื่น หรือจะอยู่แต่บนดอย ชาวพื้นราบก็มีมากมายถมเถไป หรือใช่จะเป็นคนยากคนจน คนรวยก็เป็นคนชายขอบได้ แต่ยุคนี้อาจจะน้อยกว่า คนชายขอบมักจะเป็นกลุ่มคนที่อยู่นอกเส้นขีดที่เรียกว่า “เส้นระเบียบทางสังคม” หรือนอกเหนือจากสิ่งที่สังคมเรียกว่า “ปกติ” (Out of Formal Sector) ทั้ง ๆ ที่จริงแล้วเส้นที่ว่านี้ไม่น่าจะมีและขีดขึ้นมาเพื่ออะไร นอกเสียจากเพื่อกั้นพื้นที่และขับผลักคนอีกส่วนหนึ่งออก จนนำไปสู่ความไม่เท่าเทียมกันในที่สุด คนชายขอบในตัวตนของคนแต่ละคนจึงอาจจะมีลักษณะเดียว หรือหลายลักษณะ หรือมากเสียจนซ้ำซ้อน “ชายขอบ” จึงเป็นเพียงนามที่ย้ำตัวตนว่าพึงรักษาและแสวงหาพื้นที่แห่งโอกาส อันนำมาสู่ความเท่าเทียมกันให้ได้ แม้จะยากยิ่งสักเพียงใด

     พื้นที่แห่ง “โอกาส” (Opportunity) ใด ๆ ในแต่ละกรณี ควรจะเป็นไปในลักษณะการแบ่งปัน (Share) ไม่ใช่การฉกฉวย (Opporttunism) คนชายขอบมักจะยังไม่มีแม้โอกาสใด ๆ ที่ว่านั้น จึงไม่มีสิทธิเลือกใช้ หากเมื่อทุกคนมีโอกาสอย่างเท่าเทียมกัน การได้ตัดสินใจใช้ ค่อยใช้ หรือไม่ใช้ จึงเป็นไปในลักษณะการแบ่งปัน หากไม่เพียงพอกัน หรือขาดแคลน (Scarcity) จริง ๆ และการแบ่งปันอยู่ในเงื่อนไขแห่งความเท่าเทียมที่ไม่จำเป็นต้องเท่ากัน (ซึ่งเป็นไปไม่ได้จริง) คนชายขอบก็จะค่อยหายไปเป็นไม่มีในสังคม

     “ความไม่รู้ไม่เข้าใจอย่างแท้จริงว่ามีโอกาสอันพึงมีพึงได้” จึงเป็นประเด็นหลักที่ทำให้เกิดคนชายขอบ และ “การแบ่งปันที่ไม่ใช่การฉกฉวยโอกาส” จึงเป็นความเท่าเทียมกันอันจะนำไปสู่การหมดไปของคนชายขอบ “พื้นที่แห่งโอกาส” เป็นสิ่งที่คนชายขอบต้องเข้ามายึดกุมให้ได้บ้าง หนทางเดียวที่จะบังเกิดได้ก็ต้องเกิดจากคนชายขอบที่เล็ดลอดเข้ามาได้บ้างแล้วช่วยกันเปิดประตูโอกาสให้เพื่อน ๆ คนชายขอบด้วยกัน และแบ่งปันจากคนที่ครอบครองโอกาสนั้น ๆ อยู่อย่างเกินความจำเป็น ซึ่งบางทีก็อาจจะต้องลงมือปฏิวัติแต่ด้วยปัญญาหาใช่พละกำลังไม่

     โครงสร้างทางสังคมที่เป็นไปตามกลไกอำนาจและเงินตรา โดยเฉพาะในระบบทุนนิยมเสรีที่ไร้คุณธรรมและจริยธรรม เป็นตัวเร่งสำคัญในการผลักขับให้เกิดการเพิ่มจำนวนของสมาชิกชุมชน “คนชายขอบ” อย่างทวี หากแต่มัวมัวเมาจนเกิน กลายเป็นความต้องการ (Wants) ที่เกินจากความจำเป็น (Needs) ตามความพอดีอย่างพอเพียง ย่อมก่อให้เกิดกระแสความไม่สงบที่ค่อย ๆ กระเพื่อม ๆ ขึ้น และนำไปสู่การใช้ความรุนแรง เพราะเกิดการแย่งชิงทรัพยากรที่มีอย่างจำกัด (Limited) และด้วยโครงสร้างทางสังคมที่เป็นไปตามกลไกอำนาจและเงินตรานี้ จะทำให้คนที่แย่งชิงได้ก่อนและมาก นำไปสะสมแล้วใช้ต่อทุนในการแย่งชิงโอกาสสะสมไว้อีก และสะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ และเมื่อทุกคนตกอยู่ในกระแสหลักนี้ ทุกคนก็จะมองเห็นไปที่ “อำนาจและเงินตรา” ว่าจะบันดาลทุกอย่างได้ แม้แต่ความสุข ความสงบจะเกิดขึ้นได้อย่างไร เพราะคนชายขอบก็เริ่มมองเห็นและตกอยู่ในวังวนนั้นเช่นกัน แต่นั่นก็เป็นความสุขเทียม ความสุขที่แท้จริงต้องเกิดจากความพอดีอย่างพอเพียง

     “ความสุขที่แท้จริง และศานติ” ในเชิงการจัดการเพื่อไปให้ถึงให้ได้ น่าจะเริ่มจากกลุ่มคนชายขอบที่ยังง่ายต่อการค้นพบความพอดีและพอเพียงของตนเอง ในขณะเดียวกันก็แสวงหาพื้นที่แห่งโอกาสอันพึงมีพึงได้ มีความเข้าใจอย่างถ่องแท้ เพื่อการได้เลือกและแบ่งปันกันอย่างเท่าเทียม ช่วยกันสกัดกั้นการสะสมโอกาสของคนบางกลุ่มคนที่ไร้คุณธรรมจริยธรรม ค่อย ๆ นำสังคมไปสู่สมดุลอย่างพอดีและพอเพียง เปลี่ยนโครงสร้างทางสังคมอำนาจและเงินตรา มาเป็นโครงสร้างทางสังคมอุดมปัญญา แม้จะเป็นเพียงภาพคิด แต่ก็มุ่งปฏิบัติและชักชวนให้เป็นภาพฝันร่วม และหมายมั่นว่าจะกลายเป็นภาพจริง แม้จะค่อยเป็นค่อยไป ก็ไม่เป็นไร สิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องจัดการและกำลังจัดการตามความคิดความเชื่อตนเองก็คือ การสร้างการยอมรับว่าคนชายขอบก็มีปัญญา ต้องเคารพกันอย่างมีศักดิ์ศรี ให้เกียรติกันและกันในปัญญา เพราะปัญญาเป็นสิ่งเดียวที่ถือเป็นทรัพยากรอันทรงคุณค่า มีไม่สิ้นสุด และมีอยู่แล้วในตัวคน