I : พันธนาการด้าน “อวิชชา”

P. Rinchakorn
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ
“การผูกขาดความคิดที่เสพติดในอวิชชา นับได้ว่า เป็นการผูกขาดที่ขาดทุนที่สุดของมวลมนุษยชาติ”

1

“คนถูกฆ่าเนื่องจากความโง่เขลามากกว่าจากความชั่วร้าย”

  คาร์ล  ปอปเปอร์ ( Karl Popper : ค.ศ. ๑๙๐๒ – ๑๙๙๔)

นักปรัชญาและนักวิทยาศาสตร์ชาวออสเตรีย

 

 

I : พันธนาการด้าน “อวิชชา

 

          ารทำสงครามกับกิเลสเป็นสงครามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในพิภพโลกของมวลมนุษยชาติ มนุษย์ไม่สามารถเอาชนะกิเลสได้ด้วยการวิ่งไล่กวดกิเลส กิเลสมีความสัมพันธ์กับศีลธรรมและจริยธรรมในทิศทางตรงกันข้าม กล่าวคือ หากศีลธรรมและจริยธรรมตกต่ำ (เสื่อมถอย) ลง จะทำให้กิเลสก่อตัวได้เร็วขึ้น และ ถ้าหากศีลธรรมและจริยธรรมสูงขึ้น จะทำให้กิเลสก่อตัวได้ช้าลง  รากเหง้าของกิเลสเกิดขึ้นมาจากนาม การทำสงครามแบบถอนรากถอนโคนที่รากเหง้าต้องใช้อาวุธนาม (จิต) ในการต่อสู้ถึงจะชนะสงคราม หากใช้อาวุธรูป (วัตถุ) ในการต่อสู้ นอกจากจะพ่ายแพ้อย่างราบคาบแล้วยังเป็นการเติมพลังและเสริมพัฒนาการให้กับกิเลสอีกด้วย

 

  “กิเลสบริโภคอวิชชาเป็นอาหาร หากอวิชชาเบ่งบานยิ่งสร้างความสำราญรื่นเริงบันเทิงใจให้กับกิเลส”

 

           อวิชชา (ignorance, lack of knowledge) คือ ความไม่รู้ถูกต้องตามจริง ๔ ประการ ประกอบไปด้วย (๑) ความไม่รู้ในทุกข์ (๒) ความไม่รู้ในเหตุให้เกิดทุกข์ (๓) ความไม่รู้ในความดับทุกข์ และ (๔) ความไม่รู้ในแนวทางปฏิบัติให้ถึงซึ่งความดับทุกข์ ความไม่รู้ ไม่เห็นตามความเป็นจริง ไม่รู้เท่าทันตามสภาวะ หลงไปตามสมมติบัญญัติ ความไม่รู้ที่แฝงอยู่กับความเชื่อถือต่าง ๆ เป็นไปในลักษณะของภาวการณ์ขาดปัญญา ความไม่เข้าใจในเหตุและผลตามจริง การไม่ใช้ปัญญา เกิดสุญญากาศทางปัญญา หรือปัญญาไม่ทำงานในขณะนั้น

            การหลงเข้าไปยึดติดถือมั่นใน “อวิชชา” ล้วนนำพามาซึ่งกองทุกข์ เช่น

            หากว่าเรามีอายุ (แก่) มากขึ้น แล้วรู้สึกกังวลกับริ้วรอยบนใบหน้า เกิดความทุกข์ใจ ทั้ง ๆ ที่เป็นไปตามหลักอนิจจัง แต่เราก็ยังหลงไปยึดติดกับอวิชชาไม่ยอมรับความเป็นไปในความสวยงาม (ที่มีความเสื่อมสลายเป็นธรรมดา) จนนำมาสู่ความทุกข์ใจในริ้วรอยบนใบหน้า เมื่อเกิดความทุกข์ใจมากขึ้น จนความทุกข์ตกผลึก ก็ถลำลึกไปทำศัลยกรรมตกแต่ง เพื่อที่จะทำให้ใบหน้าเด็กลง ภายนอกอาจจะมองว่าความทุกข์ใจลดลง แต่แท้ที่จริงแล้วกับแบกรับความทุกข์ที่ปนเปื้อนหนักเข้าไปอีก

          ทุกข์หนึ่ง คือ หากแม้ว่าทำศัลยกรรมออกมาแล้วจะไม่มีผลข้างเคียง ได้ใบหน้าสวยงามตามที่ต้องการ แต่ก็ปนมาพร้อมกับความทุกข์ในการเก็บดูแลรักษาใบหน้า (ปลอม) นั้น ด้วยความที่ต้องระมัดระวังกลัวว่าจะเป็นโน่น เป็นนี่ตามมา ซึ่งก็จะนำพามาซึ่งความทุกข์อีกแบบหนึ่ง

         ทุกข์สอง คือ หากว่าทำออกมาแล้วมีผลข้างเคียงตามมา ทำให้ใบหน้าเกิดเสียโฉมตามที่เป็นข่าวบ่อย ๆ ก็จะยิ่งแบกรับความทุกข์ใจและทุกข์กาย (ใบหน้า) หนักขึ้นไปอีก และยังจะมีทุกข์ปนเปื้อนอื่น ๆ ตามมาอีกมากมาย

         หากว่าเราไปยึดติด ถือมั่นความเป็นตัวเป็นตน ว่าน่าเอา น่าเป็นอย่างนั้น อย่างนี้แล้ว ก็เหมือนกับเรากำลังวิ่งไล่กวดแข่งกับกิเลสตัณหา ซึ่งเราไม่มีทางที่จะเอาชนะมันได้ด้วยการสนองตอบทางด้านวัตถุ ที่มีความต้องการอย่างไม่สิ้นสุดเป็นหลักชัย สิ่งที่จะเอาชนะกิเลสได้คือ ความรู้จักรำงับแห่งจิตไม่หลงเข้าไปติดกับดักของความน่าเอา น่าเป็น เหล่านั้น

          คนส่วนใหญ่นิยมชมชอบในความงดงามโดยการไปทำศัลยกรรมตกแต่งทางด้านร่างกาย แต่ลืม ศัลยกรรมตกแต่งทางด้านจิตใจให้สะอาด โดยการ

             ๑. ศัลยกรรมความโลภ (โลภะ)   ด้วยการหมั่นให้ “ทาน”

             ๒. ศัลยกรรมความโกรธ (โทสะ)  ด้วยการมี “เมตตา”

             ๓. ศัลยกรรมความหลง (โมหะ)   ด้วยการประหารอวิชชา ที่มี “ปัญญาศาสตรา” เป็นอาวุธ

               

         อวิชชาที่ครอบงำนำทางความต้องการที่มีไม่สิ้นสุดของมนุษย์ปุถุชนในความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกับสังคมทางเศรษฐกิจในยุคโลกาภิวัฒน์ ก็คือ ความไม่รู้ซึ้งถึงการบริโภคเพื่ออะไร นัยคือ การที่ไม่รู้จักแยกแยะคุณค่าแท้กับคุณค่าเทียมของสินค้าและบริการ เช่น

 

               - ในการรับประทานอาหารบางคนรับประทานเพื่อบำบัดความต้องการทางด้านร่างกาย (คุณค่าแท้) แต่ในขณะที่บางคนรับประทานเพื่อการติดใจในรสชาติ ความมีรสนิยม ความโก้หรู (คุณค่าเทียม)   

              -  ในการมีที่อยู่อาศัยบางคนมีเพื่อใช้เป็นที่พักอาศัย (คุณค่าแท้) ในขณะที่บางคนมีเพื่อใช้อวดอำนาจบารมี ใช้อวดความร่ำรวยและมั่งคั่ง (คุณค่าเทียม)

             -   ในการมีเสื้อผ้าบางคนมีเพื่อใช้เป็นเครื่องปกปิดร่างกายไม่ให้อุจาด (คุณค่าแท้) แต่ในขณะที่บางคนมีไว้เพื่อแสดงถึงรสนิยมที่ทันสมัย เพื่อความโก้หรู ใช้ในการอวดทรวดทรงร่างกาย (คุณค่าเทียม)

เป็นต้น

       การบริโภคที่ถูกลากจูงด้วยหัวจักรแห่ง “อวิชชา” เป็นไปในลักษณะของการบริโภคที่มุ่งเน้นที่การบำบัดความต้องการ (ไม่มีที่สิ้นสุด) เป็นเบื้องแรก ใช้เป็นฐานในการปีนป่ายขึ้นไปสู่เป้าหมายของการบริโภคเชิงสัญลักษณ์ในเบื้องถัดไป หรือรวมความมาบรรจบลงตรงที่ เป็นการบริโภคที่ยึดติดถือมั่นในคุณค่าเทียม (สนองความต้องการ + สร้างคุณค่าให้กับสัญลักษณ์) ของสินค้าและบริการ ซึ่งหากพิจารณาลงลึกให้ถึงที่สุดแล้วก็จะพบว่า การสร้างคุณค่าเชิงสัญลักษณ์ให้กับสินค้าและบริการในการบริโภคแท้ที่จริงแล้วก็คือ กลไกในการปั่นความต้องการ (กิเลส) ให้ทำงานบรรลุสู่จุดหมายได้เร็วขึ้นนั่นเอง เช่น การใส่คุณค่าเทียมในเชิงสัญลักษณ์ให้กับสินค้าและบริการเพื่อให้แสดงถึงนัยต่าง ๆ อาทิ

                 - บัตรเครดิต      แสดงนัย       อำนาจ /  ฐานะทางสังคม  

                 - รถยนต์ยุโรป   แสดงนัย       ความสำเร็จและความมั่งคั่ง

                 - แม้กระทั่งสุราของมึนเมา ก็ยังถูกสื่อไปนัยทางความสุข ความรื่นเริงบันเทิงใจและ มิตรภาพ

                                                                ฯลฯ

         การสร้างคุณค่าเทียมในเชิงสัญลักษณ์อย่างนี้ ทำให้กระบวนการตัดสินใจในการบริโภคสินค้าและบริการเหล่านี้รวดเร็วและง่ายขึ้น ในปัจจุบันนั้นกระบวนการกระตุ้นต่อมความต้องการ (กิเลส) ของผู้บริโภคให้ทำงานตื่นตัวอยู่ตลอดเวลาถือได้ว่ามีอิทธิพลต่ออำนาจการตัดสินใจในการบริโภคเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการโฆษณาชวนเชื่อ การจัดโปรโมชั่นต่าง ๆ ของสินค้าและบริการ เป็นเสมือนเครื่องมือในการกระตุ้นต่อมความอยากของผู้บริโภคให้ตื่นตัวพร้อมทำงานอยู่ตลอดเวลา หากว่าผู้บริโภคที่หลงติดกับดักในอวิชชาที่บูชาคุณค่าเทียมของสินค้าและบริการ ก็จะยิ่งเสริมเพิ่มพลังเปรียบเสมือนเป็นการสั่งสมเพาะพันธุ์รวมทั้งเสริมสร้างพัฒนาการให้กับอวิชชา หรือที่เรียกกันว่า “ลัทธิบริโภคนิยม” นั่นเอง

            การบริโภคสินค้าและบริการด้วยความหลงเข้าไปในการยึดติดถือมั่นในอวิชชา (คุณค่าเทียม) เป็นเสมือนการเสริมสร้างรากฐานความแข็งแกร่งให้กับ “กิเลส” ในการวิ่งไล่กวดความต้องการอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

 

 

“การผูกขาดความคิดที่เสพติดในอวิชชา

นับได้ว่า  

เป็นการผูกขาดที่ขาดทุนที่สุดของมวลมนุษยชาติ

 

 

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน หลุมดำแห่งพันธนาการด้านความคิด



ความเห็น (0)