ท่านจุฬาราชมนตรี

          ค่ำวันที่ 9 กันยายน ตรงกับวันที่ 29 เดือนรอมะฎอน ทางสำนักจุฬาราชมตรีกำหนดให้มุสลิมในประเทศไทยดูจันทร์เสี้ยว เพื่อกำหนดวันที่ 1 เดือนเซาวาล คณะของสำนักจุฬาราชมนตรี ร่วมกับคณะกรรมการอิสลามกรุงเทพมหานครและชมรมดาราศาสตร์มุสลิมประเทศไทย ได้ไปดูกันที่เขาพระตำหนัก พัทยา รายงานอย่างไม่เป็นทางการว่าปรากฎเห็น “ฮิลาล”(จันทร์เสี้ยว)ในเวลา 18.40 น.และได้รายงานให้ทางสำนักจุฬาราชมนตรีทราบ ซึ่งได้ประกาศอย่างเป็นทางการในเวลาต่อมา นั้นหมายความว่า  เดือนรอมะฎอนอันประเสร็ฐได้จากลาพี่น้องมุสลิมไปแล้ว และก็หมายความว่าวันตรุษอีดิลฟิตริเวียนมาบรรจบอีกวาระหนึ่งแล้วเช่นกัน

           วันตรุษในศาสนาอิสลามมีสองตรุษคือตรุษอีดิลฟิตริกับตรุษอีดิลอัฎฮา ตรุษอีดิลฟิตริคือวันที่มวลมุสลิมได้เสร็จสิ้นภาระกิจการถือศิลอดครบหนึ่งเดือน (เดือนในอิสลามมี 29 และ 30 วัน) วันนี้มุสลิมจะมีสองความรู้สึก ความรู้สึกแรกคือเสียใจ เสียดาย ที่เดือนรอมะฎอนอันประเสร็ฐได้จากไป ความรู้สึกที่สองคือความดีใจที่ได้ผ่านบททดสอบที่สำคัญ มุสลิมที่ถือศิลอดได้ครบจะรู้สึกภูมิใจ ดีใจ ที่เขาได้ผ่านค่ายที่ยิ่งใหญ่สำเร็จ เขาผ่านทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ผ่านทั้งการอดอาหาร และอดอารมณ์ จนได้รับชัยชนะเหนือตัวเอง ชัยชนะนี้จะทำให้เขาสามารถเผชิญกับอะไรก็ได้ที่จะตามมา ไม่ว่าภัยจากมนุษย์หรือภัยจากธรรมชาติ เขาไม่กลัวอีกแล้วแม้แต่การอด...

           ย้อนกลับไปเมื่อสมัยเด็กๆค่ำคืนที่ดูจันทร์เสี้ยวจะตื่นเต้นมาก คนผู้ใหญ่ก็จะขึ้นไปบนที่สูงๆเพื่อที่จะพยามดูจันทร์เสี้ยว หากไม่เห็นก็จะคอยติดตามการประกาศจากทางสำนักจุฬาราชมนตรี กว่าจะทราบได้ ก็ทำเอาเด็กๆอย่างพวกเราทนแทบทนไม่ไหว บางคนก็หลับไปแล้ว สมัยนั้นการสื่อสารไม่ทันสมัย กว่าจะทราบได้ต้องใช้เวลานาน ต้องคอยตามทางวิทยุ ซึ่งก็ไม่มากสถานีนัก... พอทราบว่าเห็นจันทร์เสี้ยว ที่มัสยิดประกาศให้ทราบ เท่านั้นแหละครับ ไอ้ที่ง่วงก็หายเป็นปลิดทิ้ง ที่หลับก็ตื่นอย่างง่ายดาย เสียงเด็กต่างตะโกนกันลั่นหมู่บ้าน “ออกบวชแล้วๆ”(คือวันตรุษอีดิลฟิตริแล้วนั้นเอง) คนผู้ใหญ่ก็เตรียมเรื่องอาหารที่จะเลี้ยงวันรุ่งขึ้น ว่าจะทำอะไรกันดี หากเตรียมวัวไว้ ก็จะเริ่มเชือดวัว เด็กๆอย่างพวกเรายิ่งตื่นเต้นกันหนักเข้าไปอีก วัยรุ่นก็จะออกเก็บข้าวสาร มะพร้าว เพื่อนำมาทำอาหารเลี้ยง

 

           ก่อนออกบวชเล็กน้อย ทุกบ้านก็เตรียมใบตอง กล้วย ฯลฯทำ “ข้าวต้มมัด” แน่นอนทุกบ้านจะมีข้าวต้มมัดเป็นขนมหลัก ทั้งๆที่กินกันมาจากบ้าน แต่ช่วงคืนออกบวชเรายังเดินไปเก็บข้าวต้มมากินที่มัสยิดกันอีก พวกเรากว่าจะได้นอนก็ดึกเป็นพิเศษ ส่วนคนผู้ใหญ่คงไม่ต้องพูดถึง

           เช้าวันตรุษอีดิลฟิตริ เป็นวันที่สุดยอดตื่นเต้นเลยครับ เพราะท่านศาสดาสั่งให้มุสลิมทุกต้องอาบน้ำเนื่องในวันตรุษ แต่งกายด้วยชุดที่สวยและดีที่สุดเท่าที่มีอยู่ แน่นอนพวกเราเด็กๆก็ได้เสื้อผ้าใหม่ มานั่งนึกในปัจจุบันก็ขำ เด็กๆทุกคนจะนุ่งผ้าแข็งโป๊ก เพราะซื้อมาใหม่ๆยังไม่ได้ซัก ถ้าใครซักถือว่าความใหม่จะลดลงทันที ตื่นเต้นครับ และแล้ว ถนนทุกสายก็มุ่งสู่มัสยิด มันเหมือนกับงานเดินแฟชั่นก็ไม่ปาน...

 

            ภาระกิจที่จำเป็นอีกประการหนึ่งคือการจ่าย “ซะกาตฟิตเราะฮ์” ซะกาตฟิตเราะฮ์คือทานภาคบังคับที่มุสลิมทุกคนที่มีชีวิตจนถึงค่ำของวันตรุษต้องจ่าย จะต้องเป็นอาหารหลักของถิ่นนั้นๆ เช่นข้าว..ให้กับบุคคล 8 จำพวกตามที่พระคัมภีร์ระบุไว้ เช่น คนยากจน คนขัดสน เป็นต้น ฉะนั้นก่อนที่จะไปมัสยิดพวกเราเด็กก็มีหน้าที่จะต้องนำข้าวสารฟิตเราะฮ์ไปให้คนยากจนในหมู่บ้าน ขากลับเราก็จะได้ข้าวต้มมัดติดไม้ติดมือกลับมา และพวกเราก็มีหน้าที่ต้องนำขนมข้าวต้ม ไปให้บ้านใกล้ไกลตามแต่ความเหมาะสม โดยเฉพาะบ้านไหนที่มีผู้อาวุโส เราต้องนำไปให้เป็นอันดับแรกๆ พวกเราเด็กๆก็ชอบด้วยเพราะจะได้สตางค์เป็นของแถม

            เสียง “ตักบีร” “อัลลอฮุอักบัร” (แปลว่าพระผู้เป็นเจ้าผู้ยิ่งใหญ่เกรียงไกร) ดังมาแว่ว นั้นแสดงว่าเราเข้าใกล้มัสยิดเข้าไปเรื่อยๆ ยิ่งใกล้มัสยิด คนยิ่งมาก กลิ่นน้ำหอมหลายหลายกลิ่นโชยเข้าจมูก เพราะวันนี้ท่านศาสดาบอกให้ใส่ของหอม(ที่ไม่มีแอลกอฮอร์)

          เมื่อถึงมัสยิดทุกคนก็มุ่งขึ้นมัสยิดโดยไม่ชักช้า ใครที่ไปทำงานหรืออยู่ต่างถิ่นวันนี้ก็จะกลับมา เราจึงเห็นหน้าคนแปลกๆมากมาย หากยังไม่ถึงเวลาที่กำหนด ทุกคนก็จะนั่ง “ตักบีร” ไปพร้อมๆกัน วันนี้ “สุนนะฮ์”ให้กล่าวตักบีรมากๆ(สุนนะฮ์= แบบฉบับหรือคำสอนของท่านศาสดา) เมื่อได้เวลาที่กำหนดไว้ ทุกคนจะปฏิบัติละหมาดสุนัตอีดิ้ลฟิตริ ก็แตกต่างจากการละหมาดทั่วๆไปเล็กน้อย จากนั้นทุกคนก็จะนั่งฟัง “คุตบะฮ์” (การเทศนาสั่งสอน) เมื่อกิจกรรมตรงนี้จบ ทุกมัสยิดจะทำอาหารเลี้ยงกัน อิ่มหนำเรียบร้อยแล้ว ก็แยกย้ายกันทำกิจกรรมต่อไป

           กิจกรรมในวันตรุษทั้งสอง แน่นอนครับ การขออภัยและให้อภัยกันเป็นกิจกรรมที่ทุกคนต้องทำ วันนี้จึงได้เห็นน้ำตาของคนหลายๆคน สมัยเด็กๆก็ไม่เข้าใจหรอก ว่าเขาร้องให้กันทำไม ต่อเมื่อโตขึ้นจึงเข้าใจ บางคนโกรธกันมาเป็นปี วันนี้จึงเป็นโอกาสที่จะขออภัยและให้อภัยกัน น้ำตาจึงไหลไม่ยากนัก ช่วงเย็นๆก็จะไปกันเป็นกลุ่มๆ แน่นอน    วันนี้เป็นวันที่ขึ้นบ้านไหนก็ได้ ของกินทั้งหวานและคาวเต็มไปหมด ขึ้น 10 บ้านก็กิน 10 บ้าน จุดใหญ่ๆคือการเข้าไปเยี่ยมเยี่ยนบรรดาผู้หลักผู้ใหญ่ ผู้อาวุโส คนสูงอายุ พี่ป้าน้าอา และสิ่งที่ต้องทำอย่างยิ่งคือการเข้าไปขอ “มาอัฟ”(ขออภัย) เราจึงเห็นภาพที่ลูกๆกอด หอม คนที่เป็นพ่อแม่ ตลอดเวลา กิจกรรมนี้ในสมัยก่อนๆจะมีไปจนถึงดึกเลยที่เดียว คนเป็นพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย จะนั่งอยู่ที่บ้านรอลูกหลานมาหา เป็นภาพที่ผมยังจำไม่ลืม มาในยุคปัจจุบันเมื่อความเจริญมากขึ้น ความเข้มข้นอาจจะลดลงไปบ้าง

           เมื่อวันตรุษเป็นวันที่ขออภัยและให้อภัย สิ่งที่เคียงคู่กันมาก็คือการอวยพรให้แก่กัน ลูกหลานต่างก็หน้าชื่นเมื่อ พ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย ต่างอวยพรให้กับลูกหลาน

        และก็เป็นธรรมเนียมปฏิบัติของผมเช่นกันที่จะต้องอวยพรให้กับทุกท่าน แต่ก่อนที่อวยพร ผมต้องขอ “มาอัฟ” (ขออภัย)ทุกท่าน หากข้อเขียนของผม ไปล่วงเกินท่านทั้งหลาย.....เนื่องในโอกาสวันสำคัญตรุษอีดิลฟิตริ “ขอดุอาอฺ(พรอันประเสร็ฐ)จากพระผู้เป็นเจ้า ทรงประทานทางนำ ความสุขความเจริญ สุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรง ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ ขอให้รำรวยใน “ริสกี” (ปัจจัยทรัพย์สินเงินทอง) ให้มีความสุขในการดำเนินชีวิต และโชคดีตลอดไป”