ทำอย่างไรจึงจะไม่แก่ และอายุยืนโดย ผศ.ดร.พสุ เดชะรินทร์ [email protected]
1. ทำอย่างไรจึงจะไม่แก่ และอายุยืน
คำตอบคือกินสายกลาง กินสายกลางคือกินมื้อเช้าและมื้อเที่ยง งดมื้อเย็น เปรียบตัวเราเป็นรถยนต์ ตื่นเช้ามาต้องเติมน้ำมันก่อน หรือกินมื้อเช้า รถจึงจะวิ่งได้ ถึงเที่ยงน้ำมันยังไม่หมด เติมอีกครั้ง ถึงเย็นก่อนนอนก็ยังไม่หมดพิสูจน์ได้ดังนี้ สมมุติกินไข่ลวก 1 ฟองโตๆ มีไข่แดงหนัก 50 กรัม ในไข่แดงมีคลอเลสเตอรอล 1 กรัม ให้พลังงาน 9 แคลอรี่ ฉะนั้น 50 กรัม ให้พลังงาน 450 แคลอรี่ จะต้องออกกำลังกายเพื่อใช้พลังงานนี้
amp;nbsp; โดยขี่จักรยานตั้งแรงต้านไว้ 1.3 ก
amp;nbsp;. ก . ความเร็วที่ปั่นบันไดจักรยาน 60 รอบต่อนาที ขี่อยู่นาน 60 นาที
จะเหนื่อยหอบ เหงื่อไหลท่วมตัว แต่ใช้พลังงานไปเพียง 300 แคลอรี่ ไข่ใบเดียวใช้ไม่หมด ฉะนั้นถ้า กินมื้อเช้า มื้อเที่ยง จนถึงเย็น พลังงานยังเหลือแน่นอน ไม่จำเป็นต้องไปเติมอีก เพราะเวลานอนร่างกายจะนำพลังงานที่เหลือใช้ไปเก็บในที่ต่างๆ โดยตับเป็นผู้ทำงานนี้ ถ้าพลังงานเหลือมาก การเอาไปเก็บในที่ต่างๆก็มาก ทำให้อ้วน และแน่นอนถ้าเก็บไม่หมดโดยเฉพาะพวกไขมันตัวโตๆ จะต้องค้างอยู่ในหลอดเลือด ถ้าค้างสะสมมากเท่าใด รูหลอดเลือดก็จะเล็กลงทุกวัน เลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆได้น้อยลง อวัยวะทั้งหลายก็จะเสื่อมสภาพเร็วขึ้นหรือแก่เร็วขึ้น ถ้าวันไหนอุดตัน เช่นถ้าตันที่สมอง จะกลายเป็นคนพิการอัมพาตครึ่งซีก ถ้าอุดตันที่ไต ต้องล้างไต เปลี่ยนไต ถ้าตันที่ขา อาจต้องตัดขาทิ้ง ถ้าตันที่กล้ามเนื้อหัวใจ ก็จะไม่มีโอกาสได้สั่งลาใคร ฉะนั้น การกินมื้อเย็นจึงเป็นมื้อที่เร่งกระบวนการเสื่อมถึงเสียชีวิตให้เร็วขึ้นไปอีก มื้อเย็นจึงเป็นมื้ออันตราย เป็นมื้อตายผ่อนส่ง ยิ่งกินมื้อเย็นมาก ยิ่งผ่อนส่งมาก ตายเร็ว ถ้าไม่กินมื้อเย็น ก็จะแก่ช้า เสื่อมช้า อายุยืน
การไม่กินอาหารมื้อเย็นเป็นเรื่องที่ต้องเอาชนะใจตัวเองอย่างมาก ถ้าใครทำได้จะตัดทั้งกิเลส สุขภาพดี อายุยืน และมีสมาธิดี ความมุ่งมั่นสูง ได้ประโยชน์ทั้งกายและใจ แต่ท่าน ต้องฝึกกระเพาะให้เกิดความเคยชิน วิธีฝึกมี 4 วิธี
1. ค่อยๆลดปริมาณอาหารมื้อเย็น ทีละน้อยๆเช่นลดกินข้าวจาก 2 จาน เหลือ 1 1/2 จาน สัก 3-4 เดือน โดยมีข้อแม้ว่า หลังอาหารเย็นแล้วห้ามกินอาหารใดๆทั้งนั้นยกเว้นน้ำเปล่า พอกระเพาะชินแล้วลดเหลือ 1 จาน ต่อไปครึ่งจาน ต่อไปไม่กินข้าวเลยกินแต่กับ ต่อไปกินผักผลไม้ สุดท้ายงดอาหารเย็น
2. ร่นเวลากินอาหารเย็น เช่นจาก 2 ทุ่มมากิน 1 ทุ่ม ต่อไปเลื่อนเป็น 6 โมงเย็น 5 โมงเย็น 4 โมงเย็น 3 โมงเย็น ฯ
3. กินเม็ดแมงลักแทนมื้อเย็น ใช้เม็ดแมงลัก 2 ช้อนโต๊ะใส่ในถ้วยน้ำแกงหรือน้ำเปล่าคนแล้วดื่มทันที ดื่มน้ำตามอีก 4-5 แก้ว
4. กินมังสะวิรัตมื้อเย็น การกินผักผลไม้ถือว่าเป็นอาหารไม่มีพิษ ร่างกายจะได้พักไม่ต้องทำลายพิษของอาหารเนื้อสัตว์ พิษที่สะสมไว้ก่อนก็จะถูกตับ ไต กำจัดหมดไปเองได้ ร่างกายมีเวลาถึง 18 ช.ม. กำจัดพิษที่ติดมากับมื้อเช้า มื้อเที่ยงได้ทัน ฉะนั้นการไม่กินอาหารเย็นจึงเป็นเวลาที่ตับ ไต จะสามารถกำจัดสารพิษจากอาหารมื้อเช้าและเที่ยงได้หมด ร่างกายจึงบริสุทธิ์ทุกวัน
ท่านทราบแล้วใช่ใหมว่า ทำไมสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงทรงบัญญัติให้พระฉันเพียง 2 มื้อ คือ เช้า กับ เพล
2. โรค Attention Deficit Trait โดย ผศ . ดร . พสุ เดชะรินทร์ [email protected]
ท่านผู้อ่านเป็นผู้หนึ่งที่ชอบทำงานในลักษณะของ Multitasking หรือไม่ครับ ? คน กลุ่มนี้จะเป็นพวกที่สามารถหรือชอบที่จะทำงานหลาย ๆ อย่างไปในขณะ
เดียวกัน เช่นในขณะที่กำลังเช็คอีเมลทางคอมพิวเตอร์ ก็กำลังคุยโทรศัพท์สั่งงานกับลูกน้อง พร้อมทั้งดื่มกาแฟไปพร้อมกัน หรือในขณะที่กำลังนั่งประชุม ก็สั่งงานพร้อมทั้งหาข้อมูล และตัดสินใจผ่านทางเครื่องโน้ตบุ๊คที่ตั้งอยู่ข้างหน้า
ใน อดีตผมก็เคยชื่นชมคนพวกนี้นะครับว่า มีความสามารถมาก สามารถทำงานได้หลายอย่างในขณะเดียวกัน สามารถทำงานได้ออกมาเยอะ และดูยังสงบไม่ตื่นเต้นโวยวายเท่าใด
แต่ท่านผู้อ่านทราบไหมครับ ว่า การทำงานในลักษณะ Multitasking นั้น กลับเป็นสาเหตุประการหนึ่งของโรคร้ายใหม่ในที่ทำงาน ที่เราเรียก Attention Deficit Trait หรือ ADT โรค นี้เป็นโรคที่เราจะเจอมากขึ้นเรื่อยๆ ในที่ทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาวะแวดล้อมที่บังคับให้คนทำงานจะต้องทำงานด้วยความรวด เร็วมากขึ้น ทำงานหลายอย่างพร้อมๆ กัน จะต้องตื่นตัวตลอดเวลา ไม่มีเวลาหรือโอกาสได้สงบพัก
ท่านผู้อ่านลองพิจารณาตัวท่านเองหรือบุคคลรอบข้างนะครับว่า เป็นโรคนี้หรือไม่ ? ผมอ่านพบเจอโรคนี้จากวารสาร Harvard Business Review ฉบับเดือนมกราคม 2548 ในบทความชื่อ Why Smart People Underperform เขียนโดย Edward M. Hallowell ซึ่งเป็นจิตแพทย์ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในโรคที่เกี่ยวกับสมองและสมาธิทั้งหลาย คุณหมอท่านนี้ทำการรักษาอาการ Attention Deficit Disorder หรือ ADD มากว่า 25 ปี และ โรค ADD นี้เราเริ่มรู้จักกันมากขึ้นในเมืองไทย โดยเฉพาะผู้ที่มีลูกอยู่ในวัยเรียน เรามักจะเรียกโรคนี้ว่าเป็นโรคสมาธิสั้น
ผู้เขียนบทความนี้เขาพบว่า ในช่วงหลังๆ เริ่มมี ผู้ใหญ่ เข้ามารับการรักษาในอาการที่คล้ายกับโรคสมาธิสั้นกันมากขึ้น แต่เมื่อวินิจฉัยดูก็ไม่ได้เป็นโรคสมาธิสั้น แต่เป็นโรคอีกชนิดหนึ่ง ที่มีอาการคล้ายกับโรคสมาธิสั้น คุณหมอท่านนี้ เลยตั้งชื่อใหม่ว่าเป็น Attention Deficit Trait หรือ ADT โดยสาเหตุของ ADT จะต่างจากโรคสมาธิสั้น เนื่องจากโรคสมาธิสั้นจะมีสาเหตุมาจากพันธุกรรมและสภาวะแวดล้อม แต่ ADT นั้น จะมาจากสภาวะแวดล้อมเป็นหลัก
ผู้ที่เป็นโรค ADT นั้น มักจะมีอาการสมาธิสั้น ไม่สามารถจดจ่ออยู่กับงานใดงานหนึ่งได้นานๆ ก็จะถูกดึงดูดด้วยงานอย่างอื่น มีความวุ่นวายอยู่ข้างใน ( แต่มักจะไม่แสดงออกมาให้ผู้อื่นเห็น ) ไม่ค่อยอดทน มีปัญหาในการจัดระบบต่างๆ (Unorganized) การจัดลำดับความสำคัญ และการบริหารเวลา
โรค ADT นี้ มักจะเริ่มก่อเกิดขึ้นเมื่อเราก้าวขึ้นไปเป็นผู้บริหารระดับสูงขึ้นเรื่อยๆ การที่มีความรู้สึกว่ามีงานด่วน หรือสิ่งที่จำเป็นและเร่งด่วนที่จะต้องทำเข้ามาเรื่อยๆ และท่านพยายามที่จะจัดการกับงานด่วนเหล่านั้นให้สำเร็จ จะเป็นบ่อเกิดที่สำคัญของโรค ADT เพราะเมื่อเรามีงานที่เร่งด่วน หรือจำเป็นเข้ามาเรื่อยๆ เราก็มักจะรับภาระความรับผิดชอบต่องานเหล่านั้น อีกทั้งไม่บ่นไม่โวยวายต่อภาระงานที่เพิ่มขึ้น เราจะก้มหน้าก้มตาพยายามทำให้งานสำเร็จ ทั้งๆ ที่กำลังความสามารถ และเวลาของเราไม่เหมาะสมและสอดคล้องกับปริมาณของงานที่เข้ามา ดังนั้น เมื่อเจอกับปริมาณงานที่เพิ่มขึ้นและเร่งด่วนขึ้น เราก็มักจะอยู่ในอาการของความรีบร้อนตลอดเวลา พยายามทำงานให้เสร็จโดยเร็ว
การทำงานหลายๆ อย่างไปพร้อมๆ กัน และขาดสมาธิต่อการทำงานๆ หนึ่ง (Unfocused) แต่ในขณะเดียวกัน บุคคลเหล่านี้ก็จะไม่บ่นไม่โวยวาย ดูจากภายนอกแล้วเหมือนจะไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้น ทีนี้ท่านผู้อ่านอาจจะสงสัยครับว่าโรค ADT จะก่อให้เกิดปัญหาอะไรขึ้น ? ง่ายๆ ก็คือ ทำให้สมองเราสูญเสียความสามารถในการคิด วิเคราะห์ และทำงานอย่างละเอียดลึกซึ้ง จะส่งผลให้งานที่ออกมาเป็นงานที่เร็วแต่ไม่ลึก จะทำให้ความสามารถในการทำงานของเราลดน้อยลง การที่สมองเราจะต้องรับ วิเคราะห์ และประมวลผลข้อมูลต่างๆ เพิ่มมากขึ้น ความสามารถในการแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์ก็ลดลง อีกทั้งความผิดพลาดก็เกิดขึ้นได้มากขึ้น
โรคนี้ถือเป็นโรคใหม่ในที่ทำงานอย่างหนึ่งครับ เกิดขึ้นเนื่องจากสภาวะแวดล้อมในการทำงาน ที่ต้องการความรวดเร็ว และมีความสลับซับซ้อนมากขึ้น สมองเราจะต้องรับและประมวลผลข้อมูลต่างๆ มากขึ้นกว่าเดิม วัฒนธรรมในการทำงานในปัจจุบัน ก็เป็นสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้เราเกิดโรคนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสำคัญของความเร็วในการทำสิ่งต่างๆ ในปัจจุบันดูเหมือนว่าเราต้องการความเร็วมากขึ้นเรื่อยๆ ( เรามักจะคิดว่าในเมื่อคนทุกคนมีเวลาเท่ากัน ดังนั้น ผู้ที่มีความเร็วมากกว่าจะทำงานได้มากกว่า )
ท่านผู้อ่านลองสังเกตซิครับเวลาท่านขึ้นลิฟต์ ปุ่มไหนที่ท่านจะกดบ่อยที่สุด ปุ่มนั้นก็คือปุ่ม " ปิดประตู " เนื่องเพราะทุกคนเป็นทาสของความเร็ว ไม่สามารถรอให้ลิฟต์ปิดได้เอง
*** ไม่ทราบว่าท่านผู้อ่านเป็นโรค ADT กัน บ้างไหมครับ ผมลองสังเกตตัวเองก็รู้สึกว่าเป็นเหมือนกันครับ ทั้งสาเหตุและอาการก็เหมือนกับที่คุณหมอเขาเขียนไว้ในบทความของเขาเลยครับ เพียงแต่ท่านผู้อ่านอย่าเพิ่งตกใจนะครับ ถ้ารู้สึกว่าตนเองเป็น ADT เนื่องจากคนแต่ละคนจะมีวิธีการในการบริหารและจัดการกับโรค ADT ที่ต่างกัน ( เนื่องจากสมองของคนแต่ละคนต่างกัน ) ***
ที่มา Internet
มาชม
แล้วพักผ่อนตอนกลางวันให้เยอะ ๆ ด้วยไหมละครับ...
ขอบคุณอาจารย์ที่่แวะมาชม
คำตอบ จากคุณ Q_jaguar ครับ
คนเรา (ทุกวัย) ควรนอนกลางวันป็นอย่างยื่ง
นอนกลางคืน เป็นการเชื่อมต่อระบบประสาทในสมองที่ใช้มาทั้งวัน
แต่การนอนกลางวันเป็นเวลาสั้นๆ จะเป็นการทบทวนความทรงจำในสมอง
ที่ประเทศฝรั่งเศสก็นอนกลางวันที่ประเทศลาว เค้าพักเที่ยง 90 นาที เพื่อให้นอนกลางวันหลังกินข้าวเที่ยงเพราะเคยเป็นเมืองขึ้นของฝร่งเศส
มานอนกลางวันกันเถอะ
การแอบงีบตอนบ่ายๆของเพื่อนร่วมงานที่เราเหลือบไปเห็นบ่อยๆนั้น ไม่ได้เป็นการอู้ หรือเพียงการเสียเวลาทำงานไปโดยเปล่าประโยชน์ แต่เขากำลังเพิ่มสมรรภนะในการทำงานอยู่
ในประเทศแถบเมดิเตอเรเนียน เช่น สเปน และอาเจนตินา เมืองทั้งเมือง ร้านค้า สำนักงานจะปิดประมาณ 1 ชั่วโมงในช่วงบ่ายหลังจากพักเที่ยง เพื่อให้พนักงานได้งีบก่อนกลับออกมาทำงานอีกครั้ง เขาเรียกการนอนแบบนี้ว่า ซีเอสต้า (siestas)
แน่นอนว่า การนอนกลางวันที่จะกล่าวถึงในที่นี้นั้นไม่ใช่เรื่องของความขี้เกียจ แต่เป็นเรื่องของความสามารถในการทำงานที่เพิ่มขึ้น ช่วยทำให้ความจำดีขึ้น หลังจากการไปแอบงีบ... รับรองโดยผลการศึกษาของ ดร.Matthew A. Tucker จากโรงเรียนการแพทย์ฮาวาร์ด ที่เผยแพร่บทความเรื่อง "Enhancement of Declarative Memory Performance Following a Daytime Nap is Contingent on Strength of Initial Task Acquisition" ในวารสาร Sleep ซึ่งได้ศึกษากับตัวอย่าง 33 คน โดยแบ่งเป็นชาย 11 คนและหญิง 22 คน อายุเฉลี่ย 23.3 ปี
ผลการศึกษาพบว่า การงีบนั้นมีประโยชน์ต่อการทำงานของระบบความจำ โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบระยะเวลาในการงีบกับระยะเวลาที่ตื่น
แม้วันนี้คุณจะได้แอบงีบตอนบ่ายไปแล้ว การนอนหลับสนิทในตอนกลางคืนก็ยังจำเป็นอยู่ เนื่องจากการการนอนกลางวันไม่ได้รบกวนการนอนหลับในตอนกลางคืนแต่อย่างใด อ้างจากผลการศึกษาของ Patricia Murphy และ Scott Campbell <script type="text/javascript" src="http://gotoknow.org/javascripts/tinymce/jscripts/tiny_mce/themes/advanced/langs/en.js?1284723699">จาก Human Chronobiology Laboratory ในนิวยอร์ก ทั้งนี้ยังได้แสดงให้เห็นด้วยว่า การงีบหลับในตอนบ่ายนั้นทำให้เราทำงานได้ดีขึ้น และสุขภาพจิตของเราก็ดีขึ้น แถมยังส่งผลดีไปถึงวันพรุ่งนี้อีกด้วย
แล้วงีบนานๆก็เสียงานแย่...น่ะซิ
โปรเฟสเซอร์ Avi Karni และดร. Maria Korman จากศูนย์วิจัยสมองและพฤติกรรมแห่ง University of Haifa ได้รายงานว่า การงีบ1 ชั่วโมงครึ่ง (หรือ 90 นาที) นั้นมีประโยชน์และสามารถพัฒนาความจำระยะยาวได้อีกด้วย
ส่วนทีมนักวิจัยจาก Liverpool John Moores University ในประเทศอังกฤษก็ค้นพบอีกด้วยว่า การงีบนั้นมีผลต่อระบบหลอดเลือดหัวใจ ในการช่วยลดความดันเลือดลง
แต่อย่างไรก็ดี ไม่ว่าวันนี้คุณจะได้ไปแอบงีบมาแล้ว แต่ (ผู้ใหญ่) การนอนหลับประมาณคืนละ 8 ชั่วโมงก็ยังดีต่อสุขภาพที่สุดค่ะ
เคล็ดลับการนอนให้มีความสุข (Encyclopedia of Family health & First aid, 2003: 223.)
1. เข้านอนให้เป็นเวลาทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นวันทำงานหรือวันหยุดเสาร์อาทิตย์
2. หลังจาก 4 ทุ่มไปแล้ว ไม่ควรดื่มชา กาแฟ หรือน้ำอัดลม เช่น โค๊ก เนื่องจากคาเฟอีนอาจอยู่ในร่างกายนานถึง 16 ชั่วโมง
3. ไม่ควรดื่มแอลกอฮอล์ เพราะจะทำให้คุณง่วงในตอนหัวค่ำ แต่ต่อมาใกล้สว่างจะทำให้นอนไม่หลับ
อ้างอิง
Lipscombe, Susan. Encyclopedia of Family health & First aid. China :Parragon, 2003.
SCIENCEDAILY. "Daytime Nap Can Benefit A Person's Memory Performance". Retrieved from: http://www.sciencedaily.com/releases/2008/02/080201085728.htm
Dated: February 4, 2008.
SCIENCEDAILY. " Expecting An Afternoon Nap Can Reduce Blood Pressure ". Retrieved from:
Dated: February 7, 2008.
SCIENCEDAILY. " Naps Help Your Memory, New Study Suggests". Retrieved from: http://www.sciencedaily.com/releases/2008/01/080107110401.htm Dated: February 7, 2008.
SCIENCEDAILY. " Nap Now, Sleep Tonight -- And Think Better Tomorrow". Retrieved from: http://www.sciencedaily.com/releases/2007/10/071027172903.htm Dated: February 7, 2008.
_________________
ที่มา
http://th.answers.yahoo.com/question/index?qid=20080328001632AANGhdK