เขาคิดง่ายๆ เข้าข้างตัวเอง “ผมไม่เคยทำบาปอันใดเลย” พระผู้เฒ่านิ่งมองอย่างใช้ความคิด “เมื่อวานทำอะไรมาบ้างจำได้เปล่าโยม”

ไม่ประมาทในธรรม-2

โสภณ เปียสนิท

...........................    

 

            เขาคิดง่ายๆ เข้าข้างตัวเอง “ผมไม่เคยทำบาปอันใดเลย” พระผู้เฒ่านิ่งมองอย่างใช้ความคิด “เมื่อวานทำอะไรมาบ้างจำได้เปล่าโยม” “ทานข้าว ไปทำงาน แวะตลาดซื้ออาหาร กลับบ้าน เข้านอน” “ทำแค่นั้นหรือ” “ทำอย่างอื่นเล็กๆน้อยๆแต่จำไม่ได้” “ที่จำไม่ได้หมายความว่าไม่ได้ทำได้หรือไม่” พระถามง่ายๆ เขาตอบแบบไม่ต้องคิด “ไม่ได้ครับ” “กรรมคือการกระทำในชาตินี้ หรือในชาติที่ผ่านมาก็ถือว่าทำไปแล้ว ต้องรับผลของกรรมนั้น” “หมายความว่าผมทำกรรมเหล่านี้มาเมื่อชาติก่อน” เขาทำหน้างงไม่เข้าใจและไม่เห็นด้วย “ใช่แล้วโยม” “ผมไม่อยากเชื่อ” “โยมจะเชื่อหรือไม่ ไม่สำคัญ แต่ใครทำกรรมใดไว้ต้องรับผลของกรรมนั้น นี่เป็นกฎแห่งกรรม พระสอนไว้อย่างนี้” มงคลเริ่มใช้สติ สงบนิ่งใช้ความคิดอย่างหนัก

            พระเห็นเขานิ่งจึงกล่าวต่อ “เล่นกีฬามีกฎของกีฬา ทำธุรกิจมีกฎธุรกิจ ใช้ชีวิตมีกฎแห่งกรรม ไม่เล่นตามกฎก็ถูกลงโทษ” แสงแห่งปัญญาของเขาเริ่มสว่างวับแวม เขาคิดในใจ “ก็น่าจะจริง ดูยุติธรรมดี” พระกล่าวต่อเหมือนล่วงรู้ความคิดของเขา “ไม่เรียนรู้กฎเหล่านี้ถือว่าประมาท เขาเหล่านั้นจะถูกลงโทษหนักขึ้นเรื่อยจนกว่าจะหันมาเรียนรู้และไม่ทำผิดอีก” เขาคิดอย่างตรึกตรองตามคำพระ “ใช่ ที่ผ่านมาเราประมาท เชื่อมันสมองสองมือไม่เคยคิดไม่เคยศึกษาเรื่องกฎแห่งกรรม ตอนนี้รับผลกรรมหนักอย่างน่ากลัวแบบนี้”

           พระเห็นเขานิ่งจึงกล่าวเตือนด้วยเมตตาธรรม “สร้างบ้านต้องมีฐานราก ชีวิตมีความไม่ประมาทเป็นฐาน” “คนไม่ประมาทในชีวิตต้องทำอย่างไรครับ” พระสอนว่า “ไม่ประมาทในธรรมคือดำรงชีพเพื่อความดี” “ถ้าเราดำรงชีวิตไปเรื่อยๆ ไม่ได้หรือ” “ก็นั่นแหละประมาท เดี๋ยวก็ทำผิดทำชั่วจนได้ สังขารไม่เที่ยง มีความเสื่อมเป็นธรรมดา” “ไม่ประมาทต้องมาทต้องทำอย่างไร” “พระสอนว่าคนขยันหมั่นเพียรถือว่าไม่ประมาท ความเกียจคร้านคือความประมาท” “แต่ต้องขยันทำความดี”

           พระยิ้มน้อยๆ แบบสำรวมกล่าวว่า “โยมเริ่มเข้าใจแล้ว ลักษณะของผู้ประมาทคือ ขี้เกียจแต่จะเอาผลดี (กุสีตะ) ทำทุจริตแต่จะเอาผลดี  (ทุจริตะ) ทำงานน้อยจะเอาผลมาก (สิถิละ)” “ผู้ไม่ประมาทต้องทำอย่างไรอีกครับ” พระหยิบถ้วยน้ำขึ้นดื่มช้าๆ “ไม่ประมาทต้องมีสติเสมอ” มงคลถามกลับอย่างรวดเร็ว “เพราะอะไรครับ” “เพราะสติทำให้เกิดความระมัดระวัง สติเป็นเครื่องยับยั้งทางเสื่อม สติเป็นเครื่องกระตุ้นให้ทำกรรมดี สติเป็นเครื่องเร่งเร้าให้ขยัน สติเป็นเครื่องกระตุ้นให้ทำหน้าที่ สติเป็นเครื่องทำให้เกิดความรอบคอบ”