ประธานสภาธุรกิจประกันภัยไทย ลั่นภาคธุรกิจประกันพร้อมเข้าไปบริหารพอร์ตค่าใช้จ่ายด้านรักษาพยาบาลข้าราชการ หากรัฐบาลยอมเปิดทาง ในขณะที่รัฐบาลย้ำประกันต้องออกแบบกรมธรรม์ที่ขายให้แก่ข้าราชการโดยเฉพาะ นายสาระ ล่ำซำ ประธานคณะกรรมการสภาธุรกิจประกันภัยไทย เปิดเผยว่า ภาคธุรกิจประกันพร้อมเข้าไปบริหารพอร์ตค่าใช้จ่ายของภาครัฐบาลเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลของข้าราชการทั่วประเทศ โดยในเบื้องต้นหากรัฐบาลเปิดทางให้ ก็จะทำร่วมกันทุกบริษัทที่ให้ความสนใจเกี่ยวกับการเข้าไปบริหารค่ารักษาพยาบาลข้าราชการ หรือ อาจจัดตั้งเป็นรูปแบบของบริษัท แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลเห็นด้วยหรือไม่ หลังจากนั้นจึงมาคิดว่าหารูปแบบที่เหมาะสม “ขณะนี้ยังเป็นแนวคิดอยู่ ภาคธุรกิจประกันนั้นไม่มีปัญหาอยู่แล้ว พร้อมเข้าไปบริหารให้ได้ แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลจะให้เข้าไปบริหารหรือไม่ หากรัฐบาลเปิดทางเราก็พร้อมศึกษารูปแบบได้เลย ปัจจุบันเบี้ยประกันเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลในระบบมีอยู่ประมาณ 2 หมื่นล้านบาท ซึ่ง 90% มาจากบริษัทประกันชีวิต”

          นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า ปัจจุบันค่าใช้จ่ายการรักษาพยาบาลของข้าราชการเฉลี่ยอยู่ที่ปีละ 6 หมื่นล้านบาท และมีการเพิ่มทุกปี อย่างน้อยเพิ่มปีละ 10% ค่าใช้จ่ายดังกล่าวก็มาจากงบประมาณของประเทศ จากการประเมินในเบื้องต้นพบว่า แนวโน้มอาจเพิ่มเป็น 1 แสนล้านบาทได้ ดังนั้นเพื่อเป็นแนวทางในการลดงบประมาณของรัฐบาล จึงได้เกิดแนวคิดให้บริษัทประกันเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลของข้าราชการ

            บริษัทประกันต้องออกแบบกรมธรรม์มาให้แก่ข้าราชการโดยเฉพาะ และให้สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ทั้งโรงพยาบาลรัฐบาลและโรงพยาบาลเอกชน เพื่อเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการลดค่าใช้จ่ายการรักษาพยาบาลของรัฐบาล ส่วนรูปแบบจะเป็นอย่างไรนั้น ยังไม่ได้มีการหารือกันอย่างเป็นทางการ

            นายสมพร สืบถวิลกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ  เปิดเผยว่า บริษัทได้รับการรับรองระบบบริหารคุณภาพ ISO 9001:2008 ทุกสาขาทั่วประเทศ จากระบบงานมาตรฐานสากลของประเทศอังกฤษ และจากระบบงานมาตรฐานของประเทศไทย เป็นแห่งแรกของบริษัทประกัน ซึ่งระบบดังกล่าวมีขอบข่ายการรับรอง ในเรื่องการจัดการสินไหมทดแทน และการรับประกันภัย ตามพ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ รวมถึงการบริการและการสนับสนุนธุรกิจประกันภัยทั้งระบบทั่วประเทศ

            จากการที่บริษัทได้รับการรับรองดังกล่าว ส่งผลให้ผลการดำเนินงานในปีนี้เติบโตเกินความคาดหมาย โดยในช่วง  7 เดือน มีเบี้ยประกัน 1,500 ล้านบาท เติบโต 3 เท่าตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกัน ในขณะที่ปีที่ผ่านมาทั้งปี มีเบี้ยประกัน      รับอยู่ที่ 1,160 ล้านบาท ดังนั้นในสิ้นปีคาดว่าเบี้ยประกันรับทั้งหมดจะอยู่ที่ 3,200 ล้านบาท จำนวนผู้ถือกรมธรรม์ 10 ล้านฉบับ         จากปัจจุบันมี 3.5 ล้านฉบับ ส่งผลให้ในปีนี้บริษัทมีกำไรสุทธิ 200 ล้านบาท จากปีที่ผ่านมามีกำไรสุทธิ 80 ล้านบาท

             เหตุผลหลักที่มีจำนวนผู้ถือกรมธรรม์เพิ่มเพราะบริษัทประกันภัยทั่วไปไม่ขายประกันภัยรถจักรยานยนต์ เพราะตามกฎหมายให้เพิ่มความคุ้มครองการเสียชีวิต มีเงินชดเชย ทำให้ต้องประสบกับภาวการณ์ขาดทุน ถึง 1,200 ล้านบาท จึงมอบให้บริษัทเป็นดำเนินการเพียงรายเดียว

            แนวทางแก้ไขของบริษัทคือได้เรียกเงินสมทบจากผู้ถือหุ้น ที่เป็นบริษัทประกันภัยให้ส่งเงินมายังบริษัทในสัดส่วน 10% ของเบี้ยพ.ร.บ.รถจักรยานยนต์ ซึ่งคิดเป็นเม็ดเงิน 800 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้บริษัทขาดทุนเหลือ 400 ล้านบาท แต่บริษัทก็จะมีรายได้จากการลงทุน จากพอร์ตลงทุน 3,000 ล้านบาท ในอัตรา 2.8% และเมื่อรวมกับการควบคุมค่าใช้จ่ายด้านสินไหมไม่เกิน 110% โดยใช้กลยุทธ์ด้านรณรงค์เพื่อให้อุบัติเหตุหรือบรรเทาเหตุให้เกิดความเสียหายน้อยลงก็จะช่วยลดค่าใช้จ่ายในส่วนการรักษาพยาบาลลงได้ ก็จะทำให้บริษัทมีกำไรได้

          จากสถิติการรณรงค์ลดอุบัติเหตุที่ผ่านมาของบริษัท ก็ถือได้ว่าประสบความสำเร็จ ส่งผลให้ความถี่ในการเกิดอุบัติเหตุด้านรถจากเดิม 2.5 คัน เหลือ 2.1 คัน ต่อรถ 100 คัน โดยทั่วไปหากเก็บเบี้ยมาได้ 3,200 ล้านบาท ก็จะจ่ายค่าสินไหม พ.ร.บ.รถจักรยานยนต์อยู่ประมาณ 3,200 ล้านบาท เพราะฉะนั้นหากลดต้นทุนส่วนนี้ได้ 10% ก็ประหยัดได้ 320 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีแผนดึงรถจักรยานยนต์ที่ยังไม่ทำประกันภัย พ.ร.บ.อีก 4 ล้านคัน ให้เข้ามาทำประกันเพิ่มขึ้น จากปัจจุบันมีผู้ทำประกันพ.ร.บ. 12 ล้านคัน หากดึงเข้ามาได้จะทำให้ได้เบี้ยเพิ่มขึ้นตามไปด้วย นำมาชดเชยกับตัวเลขที่ขาดทุนได้

กรุงเทพธุรกิจ  9  กันยายน  2553