กล่าวนำ
“แรงขับจากภายใน” หรือ “แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์” เป็นสิ่งที่บุคคลสร้างขึ้นจากภายในตนเอง เพื่อตนเอง หรืออาจเรียกว่าเป็น “แรงบันดาลใจ” ก็ไม่ผิด คนทุกคนสามารถมีได้เหมือนกัน แต่ผลลัพธ์อาจไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับรูปแบบการระเบิดพลังที่มีอยู่ในตนเองออกมาใช้ ตำราตะวันตกจะเรียกว่าเป็นการเพิ่มขีดความสามารถของตนเองเพื่อดึงศักยภาพในตนเองออกมาใช้ หรือ Competencies นั่นเอง
ลักษณะการระเบิดพลังในปัจเจกชน
ให้นึกถึง “ไข่” ในบทความเรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่าง สุนทรียภาพ,จินตภาพ และความคิดสร้างสรรค์ บทเรียนที่ได้จาก....ไข่ ที่นำเสนอไปก่อนหน้านี้ ผมนำไข่ดิบมา ๒ ใบ ใบหนึ่งผมนำไปให้ความร้อนภายนอกโดยการนำไปเผา อีกใบหนึ่งผมนำไปใส่ในไมโครเวฟ หากใครเคยมีประสบการณ์ตรงคงจะตอบได้ดีว่า ไข่ใบไหนจะเกิดการระเบิดอย่างรุนแรงกว่ากัน? และเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น?
การนำไข่ไปเผาเป็นการให้ความร้อนจากภายนอกแผ่กระจายเข้าสู่ภายใน ทำให้อุณหภูมิภายในไข่สูงขึ้น และเมื่ออุณหภูมิสูงความดันภายในก็จะสูงตาม แล้วจะค่อยๆเกิดแรงดันสะสมภายในกระทำทุกทิศทางดันไข่ให้ระเบิดออก เปรียบเป็นการรับรู้ข้อมูลจากภายนอกเป็นสิ่งเร้า (การให้ความร้อน) แล้วทำให้มนุษย์เกิดความทะเยอทะยาน ฟุ้งซ่านด้วยการปรุงแต่ง ก่อให้เกิดความอยากที่จะตอบสนองต่อสิ่งเร้านั้นทันที โดยไม่ทันได้พิจารณาให้ดีพอ (แรงดันที่เกิดขึ้นภายใน) จะได้พลังที่เกิดขึ้นไม่ค่อยคงที่และไม่มากพอ พฤติกรรมการแสดงออกก็จะขาดความเป็นตัวตนที่แท้จริงไป (เป็นลักษณะของพวกที่หาจุดยืนในชีวิตของตนเองไม่เจอ ลู่ไปตามแรงลม ไม่ยืนหยัดในอุดมการณ์ ไม่กล้าแม้แต่จะคิดต่อสู้เพื่อความถูกต้อง ใครว่าทางไหนดีฉันก็ไปทางนั้น แต่เห็นท่าไม่ดีฉันก็จะถอยหนีตีจากไป) ลักษณะแบบนี้ผมเรียกว่าเป็น “การระเบิดพลังโดยการกระตุ้นจากภายนอก”
มาดูไข่ที่อยู่ในไมโครเวฟกันบ้าง เนื่องจากผมเคยมีประสบการณ์ตรงไม่แนะนำให้ทดลองเพราะอันตรายมาก โดยเฉพาะเด็กๆที่อาจรู้เท่าไม่ถึงการณ์ช่วยบอกเขาด้วย เพราะปัจจุบันส่วนใหญ่เราใช้เตาไมโครเวฟกันมากเพราะสะดวกต่อการอุ่นอาหารให้พร้อมรับประทาน โดยเฉพาะอาหารกล่อง (ความจริงเขาก็มีวิธีการต้มไข่ด้วยไมโครเวฟอย่างถูกวิธี และปลอดภัยนะแต่ผมไม่ทราบมาก่อน) ด้วยความคิดที่ว่าใส่ๆเข้าไปก็น่าจะได้กินไข่ต้มให้สมใจอยาก สักพักได้ยินเสียงระเบิดดังมากๆ (ตอนแรกคิดว่าใครยิง M ๗๙ เข้ามาตกในบ้าน) พระเจ้าช่วย! ไปดูที่ไมโครเวฟประตูที่ล็อคไว้เปิดออกมาได้ไงไม่รู้ (ตอนนั้นงงมากๆ) คงไม่ต้องบอกนะครับว่า “ไข่” จะมีสภาพเป็นเช่นไร ต้องมาทำความสะอาดเช็ดถูอยู่นาน มีเพียงเศษไข่ขาว ไข่แดง และเปลือกเกือบละเอียดทิ้งไว้ให้ดูต่างหน้า เศร้าจริงๆหิวก็หิว ตั้งแต่บัดนั้นผมจึงฝังใจกับการใช้ไมโครเวฟอย่างมาก จนปัจจุบันเลิกใช้แล้ว หันมาใช้วิธีแบบดั่งเดิมดีที่สุด พอจะทราบไหมครับว่าเพราะเหตุใดไข่ในไมโครเวฟจึงเกิดการระเบิดอย่างรุนแรง (อย่างโอเวอร์เสียปานนั้น) อะไรเป็นปัจจัยและเป็นสาเหตุที่แท้จริง? ข้อเท็จจริงที่ผมได้ศึกษาและรวมเป็นองค์ความรู้ของผมเองพอจะสรุปให้เขาใจง่ายๆได้ดังนี้ครับ
ไข่ที่อยู่ในไมโครเวฟ จะถูกคลื่นที่มีความถี่สูง (เขาถึงได้เรียว่า “ไมโครเวฟ”)[1] ทะลุทะลวงเข้าไปภายใน เจ้าคลื่นไมโครเวฟนี้จะไปทำให้โมเลกุลของน้ำ[2] ที่เป็นส่วนผสมอยู่ในไข่แดง และไข่ขาวเกิดความไม่เสถียร (เกิดการเคลื่อนตัวและเสียดสีกันและกันเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่)[3] แต่เนื่องจากโมเลกุลของน้ำมีแขนยึดเกาะระหว่างโมเลกุลที่สามารถยืดหยุ่นได้ ผลจากการเสียดสีก็คือความร้อนจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วส่งต่อเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่และคอยๆสูงขึ้นไปเรื่อยๆพร้อมกับแรงดันที่ทวีคูณทุกทิศทางภายในไข่จนถึงจุดหนึ่งเกินที่จะรับได้จึงเกิดการระเบิดออกอย่างรุนแรงฉีกไข่แดง ไข่ขาว และเปลือกแทบจะละเอียด พร้อมกับเสียงดังกึกก้องภายในเตาไมโครเวฟ ฟังแล้วน่ากลัว แต่ความจริงแล้วถ้าเราใช่อย่างถูกวิธีตามคำแนะนำของผู้ผลิตก็ไม่มีอันตรายหรอกนะครับ สำคัญอยู่ที่ว่าเราศึกษาเรียนรู้วิธีใช้ได้อย่างเข้าใจถ่องแท้เพียงใดเท่านั้นเอง
การระเบิดพลังของปัจเจกชน ที่จะนำมาซึ่งพลังอย่างสมบูรณ์แบบ เป็นการเพิ่มขีดความสามารถของตนเองเพื่อดึงศักยภาพในตนเองออกมาใช้ ควรจะเป็นลักษณะเฉกเช่นเดียวกับการระเบิดของไข่ในไมโครเวฟครับ กล่าวคือ เราควรระเบิดออกจากความคิดที่สร้างสรรค์ (ไข่แดง) และจินตภาพ (ไข่ขาว) ภายใต้บริบทของความมีสุนทรียภาพ (เปลือกไข่) ในการดำเนินชีวิต (ควรไปอ่านบทความเรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่าง สุนทรียภาพ,จินตภาพ และความคิดสร้างสรรค์ บทเรียนที่ได้จาก....ไข่ ก่อนจึงจะเข้าใจในสิ่งที่ผมเปรียบเทียบนี้ได้ง่ายขึ้นนะครับ) ผมจะเรียกว่าเป็น “การระเบิดพลังโดยแรงขับจากภายในของบุคคล” ในทางวิชาการที่ผมได้อ่านจากตำราอาจใช้คำว่า “แรงขับภายใน” , “แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์” , หรือ “แรงบันดาลใจ” ก็น่าจะมีความหมายที่ใกล้เคียงกันครับ สิ่งที่เร้าให้เรารับรู้ภายนอกใดๆก็ตามหากเราไม่ปรุงแต่ง ไม่รีบร้อนที่จะตอบสนอง โดยใช้หลักพิจารณาให้แยบคายเสียก่อน จะเป็นการกลั่นกรองข้อเท็จจริงในการรับรู้ก่อนที่จะแสดงพฤติกรรมที่ตอบสนองอย่างเหมาะสมออกไป ด้วยความเป็นตัวตนอย่างมีอุดมการณ์ของเราอย่างแท้จริง
ทุกวันนี้เรากลับยึดเอาสิ่งต่างๆภายนอกมาสร้างความสามารถให้กับตนเองอย่างมากมายจนดูแล้วบางครั้งเหมือนกับเป็นการยัดเยียดข้อมูลข้อเท็จจริง อัดๆเข้าไปจนแทบสำลัก เพราะความเข้าใจที่ผิดๆว่าข้อเท็จจริงที่ใส่เข้าไปเหล่านั้นเป็น ตัวความรู้ ยิ่งใส่มากก็จะมีความสามารถเพิ่มมากขึ้นด้วย การกระทำแบบนี้เรียกได้ว่าเป็นผู้ที่ขาดซึ่งสุนทรียภาพในชีวิตอย่างมาก และมักจะเป็นนักปกครองแบบเผด็จการที่ใช้สมองซีกซ้ายเป็นหลักในการพิจารณาวินิจฉัยข้อมูลข้อเท็จจริง และตัดสินคุณค่าของคน ท้ายสุดเข้าตำราที่เขาว่า “ความรู้ท่วมหัวแต่เอาตัวไม่รอด” เพราะไม่รู้จักความยืดหยุ่น ไม่รู้จักทางสายกลาง พฤติกรรมที่เกิดขึ้นเป็นพฤติกรรมที่สุดขั้วในทางที่ดีที่สุดเท่านั้น หากไม่ได้ตามที่มุ่งหวังก็จะแสดงอารมณ์อันเกรียวกราดออกมา คนประเภทนี้เป็นคนที่ไม่มีโอกาสได้รู้จักตนเองอย่างดีพอ ไม่มีจุดยืน ไม่มีอุดมการณ์ในการใช้ชีวิต ที่สำคัญคือ เขาไม่รู้ตัวไม่รู้ในสิ่งที่เขาเป็นด้วย เพราะมัวแต่ หลงตัวเอง อยู่
แนวทางการแก้ไขอาการหลงตัวเอง ผมพอมีคำแนะนำครับเป็นหลักการที่ผมได้นำมาปรับใช้กับวิถีชีวิตของผมเองเกือบ ๑๐ ปีแล้ว ครั้งหนึ่งในอดีตผมก็เคยมีอาการเช่นนี้เหมือนกัน ลองพิจารณานำไปปรับใช้กันดูนะครับ
สิ่งแรกที่ควรต้องทำก่อนคือ สร้างสุนทรียภาพ ให้กับตนเองมากๆครับ โดยเฉพาะผู้ที่ใช้แต่ตรรกะมาเกือบตลอดชีวิต เมื่อมีสุทรียภาพสิ่งที่คุณจะค้นพบต่อไปก็คือ จิตวิญญาณที่เป็นตัวตนของเรา อันก่อกำเนิดจุดยืนของชีวิตเรานั่นเอง ส่วนแนวทางการสร้างสุนทรียภาพนั้นผมเคยเขียนไว้หลายบทความลองตามย้อนดูกันเอานะครับ
ก้าวต่อไปคือ การทบทวนตนเอง ทุกๆวัน ในหนึ่งวันเราให้เวลากับคนอื่นๆรอบตัวเรามากมายแต่คนที่เราไม่เคยคิดถึงเลยคือ ตัวเรา ผมเคยไค้ยินสุภาษิตของคนตะวันตกกล่าวไว้ว่า “The end of the day” การกระทำของเราที่ผ่านไปในหนึ่งวันนั้น เราต้องให้เวลาตัวเราเอง คิดทบทวนตนเองดูบ้างว่า วันนี้เราได้ทำสิ่งที่ดี มีคุณค่าให้กับใครไปบ้าง เราได้ทำสิ่งที่ไม่ควรทำให้ใครเสียใจ ไม่เข้าใจไปบ้าง มีสิ่งใดที่เป็นแรงจูงใจให้เราทำเช่นนั้น และจะระงับการกระทำเช่นนั้นไม่ให้เกิดขึ้นอีกได้อย่างไร เราควรจะแก้ไขอย่างไร คิดทบทวน Reflex ข้อมูลเข้าสู่หน่วยความจำในสมองส่วนลึกที่เป็นส่วนเก็บข้อมูลความจำระยะยาว ข้อดีของการทำเช่นนี้คือ เราสามารถว่ากล่าวตัวเราเองได้ และจะทำให้เรายอมรับได้ดีกว่า รวดเร็วกว่าการที่จะให้ผู้อื่นมาพูดจาบอกกล่าวกับเรา ซึ่งมีโอกาสค่อนข้างน้อยและเราอาจไม่พอใจเขาด้วย
สิ่งสำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่ไม่ควรลืมคือ การระลึกถึงความตายทุกวัน เพราะมันเป็นเพียงสิ่งเดียวที่เป็นสัจธรรมอันแน่นอนที่สุดของชีวิตมนุษย์บนโลกนี้ คนส่วนใหญ่คิดว่าเป็นเรื่องที่ไม่เป็นมงคล มาคิดถึงทำไม เสียเวลา ไม่สร้างสรรค์ แต่ผมจะเรียนให้ทราบด้วยความสัตย์จริงเลยครับว่า มีคนที่ผมรู้จักและเคยพูดแบบนี้กับผม แล้ววันหนึ่งซึ่งเป็นวาระสุดท้ายของชีวิตเขาผมได้มีโอกาสอยู่กับเขา เขาบอกกับผมด้วยเสียงที่แผ่วเบาว่า “หากย้อนเวลากลับไปได้เขาจะเตรียมทำทุกอย่างให้สมบูรณ์พร้อมที่สุดในขณะเวลานั้นๆเพื่อจะได้ไม่เป็นภาระให้กับคนในครอบครัว คนที่เขารักและรักเขา ตอนนี้ในหัวสมองมีแต่สิ่งที่อยากทำ แต่น่าเสียดายเขาไม่มีเวลาเหลือที่จะทำแล้ว” น่าเศร้ามากครับผมถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่เลย ลองดูนะครับเขียนหนังสือ บทความ หรือVCD ไว้แจกในงานศพของเรา อย่างน้อยที่สุดมันจะเป็นสิ่งที่คอยย้ำเตือนตัวเราเองเสมอว่าให้ใช้ชีวิตบนความไม่ประมาททุกๆลมหายใจเข้าออก ความแน่นอนก็คือ ความไม่แน่นอนนั่นเอง
คนที่น่าสงสารที่สุดบนโลกนี้ ไม่ใช่คนที่ด้อยโอกาสทางสังคมอย่างที่เราเข้าใจกัน แต่กลับเป็นคนที่ หลงตัวเอง อย่างไม่ลืมหูลืมตา ดังนั้นเราควรให้ความเมตตากรุณากับคนเหล่านี้ให้มากที่สุด อย่าถือโทษโกรธเคืองให้เป็นการอาฆาตพยาบาทกันในภพภูมิต่อๆไปเลย แต่เราควรแนะแนวทางและเป็นกระจกสะท้อนให้เขาเห็นภาพที่เป็นจริงของตัวเขาเองก่อนที่เขาจะไม่มีโอกาสได้รับรู้อีกต่อไป มันจะเป็น ธรรมทาน ที่ยิ่งใหญ่เสริมบารมีให้กับตัวเราเองอย่างแท้จริงครับ
[1] ไมโครเวฟ (microwave) เป็น คลื่นความถี่วิทยุ ชนิดหนึ่งที่มีความถี่อยู่ระหว่าง ๑GHz – ๓๐๐GHz ส่วนในการใช้งานนั้นส่วนมากนิยมใช้ความถี่ระหว่าง ๑GHz – ๖๐GHz เพราะเป็นย่านความถี่ที่สามารถผลิตขึ้นได้ด้วยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
[2] น้ำ ๑ โมเลกุล ประกอบไปด้วย อะตอมของไฮโดรเจน ๒ อะตอม และอะตอมของอ๊อกซิเจน ๑ อะตอม ยึดเหนียวกันอยู่แบบยืดหยุ่นได้
[3] ปฏิกิริยาลูกโซ่ (chain reaction) หมายถึง ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องซ้ำแล้วซ้ำอีก โดยตัวของมันเองดังเช่นในกระบวนการปฏิกิริยาฟิสชัน เมื่อนิวเคลียสของเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ถูกนิวตรอนชนและเกิดฟิสชัน ก็จะมีอนุภาคนิวตรอนเกิดเพิ่มขึ้นอีกจำนวนหนึ่ง นิวตรอนใหม่ที่เกิดขึ้นนี้ก็จะไปชนนิวเคลียสอื่นๆ อีกแล้วเกิดปฏิกิริยาฟิสชันซ้ำอีกและเกิดอนุภาคนิวตรอนเพิ่มมากขึ้นอีก และก็เป็นไปอย่างนี้เรื่อยๆ นิวตรอนก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ปฏิกิริยาลูกโซ่จากฟิสชันนี้จะต้องเท่ากันหรือมากกว่าจำนวนที่ถูกนำไปใช้ให้เกิดปฏิกิริยาฟิสชัน การเกิดปฏิกิริยาแบบต่อเนื่องกันไปนั้นจะทำให้เกิดอนุภาคนิวตรอนและพลังงานความร้อนออกมาอย่างมากมายและเราสามารถทำการควบคุมปฏิกิริยาดังกล่าวได้ในเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ซึ่งออกแบบมาโดยเฉพาะซึ่งจะสามารถนำอนุภาคนิวตรอนและพลังงานความร้อนที่เกิดขึ้นไปใช้ประโยชน์ เช่น การผลิตไอโซโทปรังสี การวิเคราะห์วิจัยทางนิวเคลียร์ และการผลิตกระแสไฟฟ้าได้
ขอบคุณค่ะที่แสดง รูปธรรม เพื่อโน้มนำไปสู่การประจักษ์แจ้งใน นามธรรม ที่เป็นพลังแห่งการค้นหาตนเอง เพื่อพัฒนาจากภายในให้เข้มแข็งตามวิถึของพุทธธรรม..ซุ่งต้องเพียรฝึก เพื่อให้รู้เท่าทันโลกธรรม แล้วละวาง เพื่อเข้าสู่โลกุตตรธรรมอย่างยั่งยืนนะคะ..