รัฐ ท้องถิ่น ชุมชน จับมือ สร้างบ้านให้ปลา สร้างป่าให้ชุมชน
เรื่อง/ภาพ มูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
อ่าวท่าศาลาในอดีตเคยเป็นชายหาดที่มีความสวยงามเป็นที่ขึ้นชื่อของจังหวัดนครีศรีธรรมราช ด้วยทรายสีขาวละเอียดทอดตัวยาวขนานไปกับท้องทะเลสีคราม เป็นที่วิ่งเล่น และเล่นน้ำ ของเด็กๆ เป็นสถานที่พักผ่อนของคนในท้องถิ่นรวมถึงผู้คนจากพื้นที่ใกล้เคียง กระทั่งราว 10 ปีที่ผ่านมา หาดทรายสีขาวบริเวณอ่าวท่าศาลาค่อยๆหายไปกลายสภาพเป็นอ่าวโคลนสีดำอันกว้างใหญ่ ในปัจจุบัน จากคำบอกเล่าของชาวประมงที่อาศัยพื้นที่บริเวณนี้จอดเรือและทำมาหากินมาช้านาน ได้ความว่าทุกปีในช่วงฤดูมรสุม ลมและคลื่นได้พัดพาทรายจำนวนมากหายไปกับทะเล ทิ้งความฉงนสนเท่ให้แก่ชาวบ้านบริเวณนี้ว่าทรายปริมาณมากมายถูกคลื่นซัดหายไปอยู่ที่ไหน และอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์เช่นนี้ เป็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติหรือว่าเพราะเหตุผลอื่น?
สิ่งที่ปรากฏในวันนี้ เป็นพื้นที่ดินชายฝั่งที่งอกเพิ่มขึ้นนับพันไร่ ขยายอาณาเขตออกสู่พื้นที่ทะเลเป็นระยะทางหลายกิโลเมตร บางส่วนที่ดินตะกอนทับทมมานานหลายปีได้เปลี่ยนสภาพเป็นที่อยู่อาศัย สวนมะพร้าว บางส่วนกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งได้เข้ามาปลูกป่าโกงกางเพื่อให้เป็นแหล่งพักพิงของสัตว์น้ำ กระทั่งปัจจุบันพื้นที่ชายฝั่งตำบลท่าศาลา มีป่าชายเลนมากกว่า 3,000 ไร่ (ที่มา : สถานีพัฒนาลุ่มน้ำปากพนัง, 2551)
เมื่อสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไปผู้คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เหล่านี้จำเป็นต้องปรับตัวตาม... จากเดิมที่ชาวบ้านเคยนำเรือเข้ามาจอดบริเวณริมทะเลหน้าบ้านที่เป็นหาดทรายได้โดยตรง เมื่อพื้นที่กลายสภาพไปเป็นหาดโคลนและตื้นเขินมากขึ้น การนำเรือเข้ามาจอดทำได้ยาก ดินโคลนที่อ่อนและยุบตัวเป็นอุปสรรคในการนำเรือเข้ามาจอด “บางครั้งถ้าเรือติดเลนต้องพาข้าวห่อออกไปให้กิน น่าเวทนา” ฉูแม๊ะ หรือน.ส.ตีเมาะ อิสอ พูดไปหัวเราะขบขันไปเมื่อนึกย้อนกลับไปคิดถึงความเหนื่อยยากกับการลุยโคลนในอดีต
ฉูแมะเล่าให้ฟังว่า “สมัยก่อนที่บริเวณนี้เป็นหาดทรายสวย น้ำใส พวกเราก็ได้มีที่เล่นน้ำเล่นอะไรกัน พวกเด็กๆนี่พอกลับมาก็พากันโดดน้ำโครมเลย พอมีแผลมีอะไรก็พากันมาอาบน้ำทะเล แต่ตอนนี้หาดทรายหายไปหมดลงทะเลไม่ได้แล้ว จากที่เคยมีคลื่นมีลมก็กลายเป็นเลนเข้ามาแทน และกำลังจะเปลี่ยนสภาพเป็นป่าโกงกางขึ้นมาแทน พวกเราก็คงไม่ได้นั่งมองทะเลจากหน้าบ้านอีกแล้ว” ฉูแม๊ะชาวบ้านที่เกิดและเติบโตที่บ้านสระบัวมาตลอดทั้งชีวิตพูดถึงชายหาดในอดีตอย่างอาลัย “แต่มองอีกมุมหนึ่งมันก็มีข้อดีนะ เดี๋ยวนี้หน้ามรสุมคลื่นลมหน้าหาดไม่แรงเลย ดินโคลนทับถมยื่นลงไปในทะเลช่วยบรรเทาความแรงของคลื่นไปมาก เดี๋ยวนี้กว่าคลื่นลมจะมาถึงฝั่งก็เบามากแล้ว และอีกอย่างถ้าพื้นที่นี้เปลี่ยนไปเป็นป่าโกงกางก็ดีนะ กุ้ง หอย ปู ปลา ก็จะได้มีมากขึ้น”
การแก้ปัญหาเรื่องที่จอดเรือ หลายพื้นที่ได้มีการขุดลอกร่องน้ำเพื่อให้เรือเข้ามาจอดได้ใกล้ฝั่งมากขึ้น ปีหนึ่งหน่วยงานรัฐฯใช้งบประมาณมากถึง 800,000 บาทในการขุดลอกร่องน้ำ แต่เนื่องจากดินเลนที่นี่ยังอ่อนอยู่พอผ่านฤดูมรสุมเพียงปีเดียวดินโคลนก็กลับมาทับถมร่องน้ำที่ขุดไว้จนหมด ตอนหลังชาวบ้านจึงรวมกันใช้เรือหาปลาของตนลากร่องน้ำกันเอง “ที่จริงถ้าให้งบประมาณมาสนับสนุนชาวบ้านให้ทำร่องน้ำเองจะประหยัดมากกว่า เป็นค่าซ่อมแซมเครื่องเรือที่ชำรุดจากการลากร่องน้ำ ตอนนี้เวลาเครื่องเรือสึกหรอชาวบ้านก็พากันช่วยเหลือกันเอง ระดมเงินมาช่วยกันซื้อเครื่องใหม่ให้”
ปัจจุบันบ้านหน้าทับซึ่งเป็นพื้นที่ดินงอกมานานกว่าบ้านอื่น ปัจจุบันมีป่าชายเลนเกิดใหม่และปลูกเพิ่มกินพื้นที่กว้างขวางบ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่แห่งนี้ได้เป็นอย่างดี ถึงแม้จะเป็นป่าชายเลนเกิดใหม่ แต่สิ่งมีชีวิตเช่น ลูกกุ้ง ปูดำ ปูเปี้ยว ปลา นาค รวมทั้งลิงแสมเริ่มปรากฏให้เห็น จากงานวิจัยของกรมประมงพบว่าบริเวณป่าชายเลนในพื้นที่นี้มีพันธุ์สัตว์น้ำวัยอ่อนจำนวนมาก โดยเฉพาะตัวอ่อนกุ้ง นอกจากนี้ในอนาคตถ้ามีการจัดการที่ดี ชุมชนสามารถใช้ประโยชน์จากพื้นที่ป่าโกงกางได้อย่างสมดุลย์ เพราะนอกจากป่าชายเลนจะเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำที่มีความสัมพันธ์ต่อห่วงโซ่อาหารแล้ว ยังช่วยดูดซับน้ำเสีย เป็นแนวป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งและกำบังกระแสน้ำเชี่ยวบริเวณปากน้ำ
จากการที่พื้นที่ดินงอกใหม่บริเวณอ่าวท่าศาลามีบริเวณกว้าง บางแห่งเช่นที่บ้านหน้าทับมีที่ดินเลนงอกใหม่ทับถมสะสมมานานนับสิบปี กลายเป็นผืนป่าชายเลนแห่งใหม่ที่สวยงาม แต่ป่าชายเลนแห่งนี้ยังไม่ได้กลายเป็นแหล่งรวมใจของชุมชน ด้วยข้อกังขาเรื่องการจัดการป่าชายเลนที่ผ่านมา คนชุมชนมองว่าเป็นการจัดการของคนปากพูนที่เป็นบ้านใกล้เรือนเคียงของตนเอง แต่พวกตนที่เป็นเจ้าของบ้านไม่ได้มีส่วนร่วมในการจัดการแต่อย่างใด นอกจากนี้พื้นที่ป่าโกงกางที่เกิดใหม่ยังไม่มีการวางกฎกติกาการดูแลรักษาและใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม จึงน่าจะได้ริเริ่มจัดทำตั้งแต่ตอนนี้ก่อนที่จะมีปัญหาความขัดแย้งเกิดขึ้นในอนาคต
บังบ่าว หรือ นายมานิตย์ หาญกล้า ชาวบ้านหน้าทับบอกว่า “ความจริงก็คิดอยากให้มีการจัดการเรื่องป่าโกงกางบริเวณนี้มานานแล้ว แต่ก็ได้แต่คิดและคุยกันเองไม่มีใครริเริ่มจริงจังซักที” แววตาเอาจริงเอาจังของชาวประมงพื้นบ้านวัยหนุ่มทำให้อดตั้งคำถามไม่ได้ว่า อะไรคือจุดแข็งของชาวบ้านที่นี่ในความพยายามขับเคลื่อนงานเพื่อส่วนรวมทั้งที่ต้องใช้ทั้งแรงกายแรงใจไม่น้อยกว่าจะประสบความสำเร็จ “มันเป็นความสุขอย่างหนึ่งในการทำงานเพื่อส่วนรวมและตัวเราเองก็ได้ประโยชน์ คำสอนของอัลเลาะห์บอกว่าให้เราเป็นมือบนอย่าเป็นมือล่าง หมายถึงจงเป็นผู้ให้อย่าเป็นผู้รับ การเป็นผู้ให้นำความสุขมาให้เราเสมอในขณะที่ถ้าเป็นผู้รับเพียงอย่างเดียวก็ทำให้รู้สึกกระดากใจ ผมหมายถึงทุกสิ่งทุกอย่างเลยนะ ไม่ใช่เฉพาะกับมนุษย์เพียงเท่านั้น มันรวมถึงสิ่งแวดล้อมทั้งหมดเลย ทั้งป่าไม้ สัตว์น้ำ สิ่งมีชีวิตทั้งหมด” และนี่เองคือจุดแข็งของชุมชนมุสลิมแห่งนี้
ชาวประมงในพื้นที่อ่าวท่าศาลามีประสบการณ์ทำงานร่วมกับหลายฝ่ายเมื่อครั้งผลักดันเรื่องข้อบัญญัติท้องถิ่นจนประสบความสำเร็จมาแล้ว ดังนั้นการริเริ่มขับเคลื่อนนโยบายจัดการป่าชายเลนโดยชุมชนจึงได้รับความร่วมมือด้วยดีจากองค์กรภาคีในระดับพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์การบริหารส่วนตำบลท่าศาลา
นายวิสูตร อะหลี เลขานุการนายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าศาลา ได้พูดในเวทีปรึกษาหารือระหว่างองค์การบริหารส่วนตำบลและชาวประมงพื้นบ้านท่าศาลาเมื่อวันที่ 17 มิ.ย. 53 เพื่อหาแนวทางในการป่าชายเลนชุมชนว่า “ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญได้ให้ความสำคัญในเรื่องสิทธิชุมชนซึ่งให้ชุมชนมีสิทธิในการจัดการทรัพยากรของตนเอง ป่าชายเลนในพื้นที่ท่าศาลาเช่นกัน เมื่อป่ามีความหนาแน่นอุดมสมบูรณ์ ย่อมมีการใช้ประโยชน์จากป่าชายเลนขึ้น ซึ่งเราต้องมีกติกาในการใช้ร่วมกัน พืชป่าชายเลนมีความสำคัญและมีความหลากหลายของชนิดพันธุ์ เช่น โกงกางใบเล็ก โกงกางใบใหญ่ ถั่วขาว ถั่วแดง พังกาหัวสุมดอกแดง แสมทะเล ตาตุ่มทะเล เหงือกปลาหมอ เป็นต้น” “ถ้าชุมชนเห็นว่าเขาเป็นเจ้าของทรัพยากร สามารถนำไปสู่การจัดการและการร่วมดูแลรักษาทรัพยากรอย่างยั่งยืนได้ ยิ่งผู้นำแต่ละหมู่บ้านสามารถช่วยในการให้ข้อมูลจุดอ่อนจุดแข็งและวางแนวทางในการจัดการร่วมกันได้เป็นอย่างดี ความสูญเสียของระบบนิเวศก็ไม่เกิดขึ้น”
จากในที่ประชุมครั้งนั้นได้มีความเห็นร่วมกันว่าให้หมู่ที่ ๗ บ้านหน้าทับเป็นพื้นที่นำร่องในการสร้างความร่วมมือจากหลายฝ่ายเพื่อให้เกิดแผนงานจัดการป่าชายเลนโดยชุมชน ด้วยความกระตือรือร้นของชาวบ้านหน้าทับโดยเฉพาะบังบ่าว การนัดหมายแกนนำชาวบ้านหน้าทับตั้งวงพูดคุยในหมู่บ้านเพื่อขับเคลื่อนให้เกิดแผนจัดการป่าชุมชนจึงเกิดขึ้น โดยมีหัวหน้าสถานีพัฒนาลุ่มน้ำปากพนัง หัวหน้าประมงอำเภอท่าศาลา เลขานุการนายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าศาลา ผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนและเจ้าหน้าที่สมาคมดับบ้านดับเมืองเข้าร่วมในการประชุม
ในที่ประชุมเห็นพ้องกันในแนวคิดการดำเนินงาน คือ การจัดการทรัพยากรทะเลและชายฝั่งอย่างมีส่วนร่วมบนภาคีที่หลากหลาย ประกอบด้วยชุมชน หน่วยงานภาครัฐฯ เช่น สถานีพัฒนาลุ่มน้ำปากพนัง กรมประมง กรมขนส่งทางน้ำและพาณิชย์นาวี องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น คือ องค์การบริหารส่วนตำบลท่าศาลา และองค์กรพัฒนาเอกชน ทำหน้าที่ในการสนับสนุนการทำงานของชุมชน
ที่ประชุมมีการเสนอว่า ต้องดำเนินการจัดทำเป็นแผนชุมชนออกมาให้ชัดเจน มีการจัดแบ่งพื้นที่ป่าชายเลน เป็นพื้นที่ป่าใช้สอย พื้นที่ป่าอนุรักษ์ และพื้นที่ปลูกเพิ่ม โดยกำหนดกติกา ระเบียบ และแนวทางการจัดการที่ชัดเจน นอกจากนี้ควรจัดตั้งกลไกคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่ในการบริหารจัดการ ซึ่งประกอบด้วย ตัวแทนร่องน้ำ ตัวแทนจากองค์การบริหารส่วนตำบลท่าศาลา ตัวแทนจากเครือข่ายประมงพื้นบ้านอ่าวท่าศาลา ตัวแทนกลุ่มสตรีและเยาวชนในพื้นที่อ่าวท่าศาลา เป็นต้น โดยมีกิจกรรมที่ชาวบ้านแสดงความสนใจที่จะจัดทำ เช่น ทางเดินศึกษาธรรมชาติ การปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ การปลูกป่าชายเลน การจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ชุมชน
นายสมไชย เก้าเอี้ยน นักวิชาการชำนาญการ หัวหน้าสถานีพัฒนาลุ่มน้ำปากพนังได้พูดในที่ประชุมว่า “สถานีพัฒนาลุ่มน้ำปากพนังพร้อมที่จะเป็นภาคีร่วมสนับสนุนการจัดการป่าชายเลนของชาวบ้านในบ้านหน้าทับ เพราะเป็นนโยบายของกรมทรัพยากรทะเลและชายฝั่ง ที่ต้องการส่งเสริมการมีส่วนร่วมระหว่างชุมชนและรัฐในการจัดการทรัพยากรทะเลและชายฝั่งอยู่แล้ว”
ถึงแม้ว่าสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศยังไม่ได้รับการสืบเสาะหาสาเหตุที่แท้จริง แต่เมื่อการเปลี่ยนแปลงคืบคลานมาถึงหน้าบ้าน ผู้คนในชุมชนก็ได้พยายามปรับตัวเพื่อให้มีวิถีชีวิตสอดคล้องกับสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไป แต่ทั้งนี้ต้องอยู่บนพื้นฐานของความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากร เอื้อต่อการดำรงชีวิตของคนในท้องถิ่น เอื้อเฟื้อ แบ่งปันกันอย่างญาติพี่น้อง ไม่มีการแบ่งเขาแบ่งเราไม่ว่าจะเป็นกลุ่มองค์กรใด ตรงกันข้าม ความร่วมมือหลายฝ่ายยังเป็นการผสานกำลัง ให้การทำงานฟื้นฟูทรัพยากรและวิถีชีวิต มีชีวิตชีวาและมีพลังมากขึ้น และหวังว่าโครงการพัฒนาใหม่ๆที่จะเข้ามาสู่ชุมชนแห่งนี้จะใช้หลักคิดทำนองเดียวกันเพื่อป้องกันปัญหาความขัดแย้งที่ไม่มีใครต้องการให้เกิดขึ้นในอนาคต