หากสังเกตจะเห็นว่า ทุกอย่างล้วนมีสองด้านเหมือนเหรียญ เมื่อตั้งต้นด้วย “การดำเนินชีวิตปัจจุบัน” จะพบว่าเราทุกคนจำเป็นต้องเผชิญกับความเจริญทางรูปธรรม และ ความเจริญทางนามธรรม และทั้งสองส่วนบางครั้งอาจจะดูเหมือนจะตรงกันข้ามกัน บางครั้งก็เกื้อหนุนกัน บางทีก็ขัดแย้งกันเอง ในการดำเนินชีวิตของแต่ละบุคคล ทั้งนี้บุคคลนั้นจำเป็นที่จะปฏิบัติต่อสิ่งเหล่านี้ให้อยู่ในสมดุลให้ได้เพื่อจะได้ไม่เกิดโทษและทุกข์ตามมา
เป็นธรรมดาของสิ่งมีชีวิตที่เมื่อเกิดมีชีวิตแล้ว ถึงเวลาที่เหตุปัจจัยพร้อมก็ต้องเสียชีวิตลง ไม่มีชีวิตไหนที่จะพ้นจากเหตุการณ์ดังกล่าวได้ ฉะนั้นเมื่อกล่าวถึงเฉพาะมนุษย์ ผู้ซึ่งมีความสามารถในการพัฒนาปัญญาทางวัตถุและปัญญาทางธรรมได้สูงกว่าสัตว์ หรือสิ่งมีชีวิตใดๆในโลก หากสามารถทราบและตระหนักในภาวะที่จำต้องตายจากไปของตนเอง ซึ่งถือเป็นการแยกจากจากผู้ที่อยู่ต่อ ก็จะดีไม่น้อยเพราะเขาและผู้ดูแลก็จะมีโอกาส หรือสามารถดำเนินชีวิตให้อยู่ในภาวะสมดุลของรูปธรรมและนามธรรมได้ดีขึ้นจนถึงเวลานั้นแน่นอน จะเป็นการดีไม่น้อยหากเราทุกคนพึงระลึกเสมอในความตาย เพราะเป็นสิ่งที่เที่ยงแท้แต่ไม่แน่นอน
ปัจจุบันผู้ที่ใกล้เสียชีวิต อันเนื่องมาจากความเจ็บป่วยทั้งทางกายและจิต พบได้มากขึ้นซึ่งสามารถมีเหตุผลอธิบายได้ว่า ภาวะนี้เกิดขึ้นมาด้วย ๑. ภาวะชราภาพ(สุดวิสัย) ๒. อุบัติเหตุ(ไม่ได้ตั้งใจให้เกิด แต่เกิดเพราะความประมาทของตนเองและผู้อื่น) ๓. โรคเรื้อรัง(ประมาทและตั้งใจให้เกิดบางส่วน และถือเป็นกลุ่มที่พบมากที่สุดในสังคมปัจจุบัน) หรือ ๔. การทำร้ายตนเอง เช่น การฆ่าตัวตาย(ตั้งใจให้เกิด มีเจตนาตาย) ซึ่งเราอาจจะมองว่าภาวะต่างๆข้างต้น เป็น “กรรม” และผลของกรรม ก็คือ “ความตาย” ก็ไม่ผิดแต่อย่างไร เพราะหากเราจะสังเกตให้ดี จะเห็นได้ว่าการตายในหัวข้อแรกนั้น แม้ว่าพบได้น้อยมากที่สุด คือเป็นส่วนที่ไม่มีองค์ประกอบของ “ความประมาทและเจตนาทางลบ” เหตุใดยังรวมเข้าเป็นเรื่องของกรรมอยู่อีก อธิบายได้ว่าการสร้างกรรมปัจจุบันจะลดบทบาทลง และบทบาทของ “กรรมเก่า” หรือส่วนของ “ชนกกรรม” จะเพิ่มขึ้นมาเป็นหลัก (ในทางแพทย์อาจจะเรียกว่า “พันธุกรรม”) ยกเว้นกรณีที่ผู้นั้นเร่งความแก่ให้เกิดขึ้นโดยประมาทหรือตั้งใจเอง แต่จะอย่างไรก็ตามพันธุกรรมก็มีส่วนส่งเสริมในการสร้างกรรมในปัจจุบันไม่มากก็น้อยแน่นอน เช่น ผู้ที่มีกรรมพันธุ์ที่เสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บเรื้อรังต่างๆ หรือมีกรรมพันธุ์ที่มีโอกาสเสพติดสารเสพติดเป็นต้น (ปฏิกิริยาพันธุกรรม-สิ่งแวดล้อม) สุดท้ายเราก็สามารถสรุปว่า “ความตาย” ก็เป็นผลจาก “กรรม” อยู่ดี พบมากโดยเฉพาะใน “อกุศลกรรม” ๓ ข้อหลัง (กรรมอื่นๆที่มีอิทธิพลต่อชนกกรรม จะไม่ขอกล่าวถึงในที่นี้ “พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม [ป.อ. ปยุตฺโต], กรรม ๑๒ ,หน้า ๒๔๙”)
เราไม่สามารถปฏิเสธว่า"กรรม"ก็เป็นส่วนหนึ่งของ “ธรรมชาติ” ด้วยเหตุนี้ธรรมชาติที่เป็นองค์ประกอบของภาวะใกล้เสียชีวิตก็สามารถแบ่งออกได้เป็น ๒ ส่วนคือ ธรรมชาติของผู้ที่จะเสียชีวิต และธรรมชาติของผู้ที่อยู่ต่อ(กำลังจะเสียชีวิตแต่อาจจะอีกนาน) ธรรมชาติสองส่วนนี้ต้องมีการเปลี่ยนแปลงให้เหมาะสม และมีพลวัตรสอดคล้องซึ่งกันและกัน เพื่อเอื้อต่อการเผชิญหน้ากับ “การสร้างกุศลกรรม” ในปัจจุบัน โดยจะมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาธรรมชาติของแต่ละบุคคลเพื่อการเผชิญหน้ากับความประมาท และความตั้งใจหรือเจตนาเชิงลบ ภายใต้บริบทการมีชีวิตและความตาย จัดว่าเป็นประโยชน์ในการแก้ไขอกุศลกรรมนั้นๆได้โดยตรง ยิ่งมีโอกาสแก้ได้ตั้งแต่เนิ่นๆของชีวิตยิ่งดี และพิจารณาให้ดีภาวะใกล้เสียชีวิตเริ่มนับตั้งแต่ยังไม่คลอดออกมาดูโลกอย่างปลอดภัยด้วยซ้ำในหลายต่อหลายราย เช่น ภาวะตายคลอด เป็นต้น
อย่างที่ท่านทราบดีว่า การ “วิปัสสนา”มีส่วนช่วยในการพัฒนาจิตวิญญาณ พัฒนาปัญญา ให้ผู้ที่ได้ปฏิบัติมีจิตใจสงบเย็น ทนต่อความเปลี่ยนแปลงและความทุกข์ได้ดีขึ้น (อ่านเรื่อง “วิปัสสนารักษาโรค..เยียวยาโลก”) ดังนั้นหากสังเกตจะพบว่า ผู้ที่มีความสงบเย็น และมีปัญญา นั้นก็คือ ผู้ที่มีสติ และความตั้งใจดี เช่นกันเพราะเมื่อสงบไม่ฟุ้งซ่านก็คือสติ และเมื่อมีปัญญาก็จะคิดสร้างสรรค์แต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ เขาผู้นั้นย่อมมีความพร้อมที่จะ เผชิญหน้าต่อสู้กับความประมาท และความตั้งใจหรือเจตนาเชิงลบได้ดีขึ้น และนั่นก็หมายถึงเรากำลังพัฒนาธรรมชาติของแต่ละบุคคลเพื่อสร้างกรรมดีให้เกิดขึ้นต่อสู้กับอกุศลกรรม (ความประมาทและเจตนาทางลบ) ดังได้กล่าวไปแล้วข้างต้น
ในเมื่อการวิปัสสนาสามารถเกิดขึ้นได้ ในทุกที่ทุกเวลา ในทุกอิริยาบท (อ่าน “เมื่อ วิปัสสนา “จิต” ก็สังเกต “กาย” ได้ไม่แพ้ “ตา””) จึงไม่เป็นปัญหามากมายนัก หากจะน้อมนำวิธีการอันประเสริฐนี้ มาใช้ให้เกิดประโยชน์ในบริบทของ การเผชิญหน้าต่อความตาย อย่างไรก็ตามผู้ที่กำลังเผชิญหน้าต่อความตายจำนวนไม่น้อยอาจจะไม่มีความสามารถ หรือไม่มีโอกาสพัฒนาจิตของตนเพื่อที่จะใช้ประโยชน์จากการวิปัสสนาได้อย่างเต็มที่ เช่น ในภาวะโรคของสมองใหญ่ที่รุนแรง ภาวะสับสนจากระดับเกลือแร่ไม่ปกติ ภาวะสมองขาดออกซิเจนเป็นเวลานาน ภาวะเสียชีวิตเฉียบพลันจากอุบัติเหตุ เป็นต้น จึงถือเป็นโอกาสพัฒนาของผู้ที่อยู่ต่อที่จะทำได้ทั้งต่อผู้ป่วยและตนเองในหลายๆรูปแบบตามความเหมาะสม โดยเฉพาะในภาวะที่ผู้ป่วยและผู้ดูแลยังสามารถติดต่อสื่อสารกันได้เป็นอย่างน้อย ดังนี้
๑. การตกลงกันของผู้ที่อยู่และผู้ที่จะเสียชีวิตถึงความสำคัญและประโยชน์ที่จะได้รับจากการฝึกวิปัสสนา พร้อมแสดงเจตจำนงในการฝึกปฏิบัติภายใต้ภาวะทางกายที่เหมาะสม โดยเฉพาะผู้ป่วยที่รับรู้สิ่งแวดล้อมได้ดีอยู่
๒. การจัดสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อความสงบ มีอากาศถ่ายเทเป็นปกติ พยายามลดสิ่งที่มีอิทธิพลต่อการรับรู้แล้วเกิดอารมณ์โดยเบื้องต้นเน้นเฉพาะเพื่อระงับอารมณ์ทางลบที่เกิดขึ้นในจิตใจของผู้ป่วย โดยอาจจะสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลายทางรูป รส กลิ่น เสียง หรือสัมผัสเพื่อชักนำให้เกิดสมาธิเบื้องต้นก่อน จากนั้นจึงเข้าสู่บรรยากาศแห่งความสงบ และปลอดการกระตุ้นจากสิ่งแวดล้อมมากที่สุด
๓. เลือกอิริยาบทที่ไม่ทำให้เกิดความทุกข์เพิ่มขึ้น กำหนดสิ่งที่เป็นปัจจุบันที่สุดของชีวิตที่เหลืออยู่เพื่อสร้างสมาธิในเบื้องต้น และวิปัสสนาในลำดับต่อมา โดยส่วนใหญ่สิ่งที่เป็นปัจจุบันที่สุดของชีวิต ก็คือ ความรู้สึกของการเต้นของหัวใจ และลมหายใจของแต่ละคน
๔. การไม่ปล่อยให้ผู้ปฏิบัติอยู่ในสภาวะที่หิวหรืออิ่มจนเกินไป
๕. เทคนิคทางการแพทย์บางอย่าง เช่น การใช้ยาระงับความเจ็บปวด ยาคลายกังวล การนวดสัมผัส การฝังเข็ม หรือเทคโนโลยีที่เหนี่ยวนำการทำงานของระบบประสาทที่พอดี มีส่วนช่วยในการเริ่มต้นของการทำสมาธิ(สมถะกรรมฐาน) และวิปัสสนากรรมฐาน เพราะเป็นการช่วยลดเวทนาทางกายให้น้อยลงทั้งนี้เทคนิคต่างๆที่จะใช้ต้องไม่มีผลรบกวนความเปลี่ยนแปลงของสิ่งกำหนดปัจจุบันของผู้ป่วย หากมีก็เป็นผลรบกวนที่น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ และไม่มากจนเกินไปจนไม่มีเวทนาหลงเหลือให้ผู้ป่วยได้ฝึกปฏิบัติ หรือ หลับตลอดเวลา
๖. การปฏิบัติกรรมฐานร่วมกันระหว่างผู้ดูแลและผู้ป่วยนับว่าเป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุดหากทำได้ เนื่องจากเมื่อปฏิบัติร่วมกันจะทำให้เกิดการพัฒนาจิตของทั้งสองฝ่ายให้เป็นไปในทิศทางที่เกื้อกูลกัน โดยเฉพาะจะสร้างความเห็นอกเห็นใจกัน การให้อภัยกัน ตลอดจนการปล่อยวางซึ่งกันและกันในที่สุด หรืออย่างน้อยก็ช่วยให้ทั้งผู้ป่วยและญาติที่มีปมชีวิตต่างๆสามารถสื่อสารต่อกันได้ง่ายขึ้น
๗. การมีโอกาสแผ่เมตตาให้ซึ่งกันและกัน หรือแผ่เมตตาต่อสรรพสิ่งทั้งหลายที่มีชีวิตทั้งที่มองเห็นและมองไม่เห็นได้ด้วยตาเปล่าหลังจากปฏิบัติกรรมฐานแต่ละครั้ง จะเป็นแรงผลักดันให้เกิดกำลังใจย้อนกลับไปที่ตัวผู้ป่วยและผู้ดูแล ถือเป็นการพัฒนาเรื่องของ “จิตวิญญาณ” ตามธรรมชาติโดยไม่ได้อิงเชื้อชาติหรือศาสนา หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดๆ
๘. ผู้ที่เกี่ยวข้องรอบข้างผู้ป่วยในช่วงใกล้เสียชีวิตสามารถมีส่วนร่วมในการปฏิบัตินี้เพื่อส่งกำลังจิตที่ดีให้แก่ผู้ที่กำลังจะจากไปและผู้ที่จะต้องมีชีวิตอยู่ต่อ ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นพระสงฆ์ นักบวช แพทย์ พยาบาล ผู้ช่วยเหลือ อาสาสมัคร และอื่นๆ ก็มีบทบาทหน้าที่ที่จะเรียนรู้และเข้าใจในเรื่องความตาย การแยกจากเช่นกัน หากมีการปฏิบัติภาวนาเพื่อให้เกิดความเข้าใจในสภาวะนั้นได้ก่อนจะถือเป็นโชคดีของมนุษยชาติแน่นอน
ความยากของการปฏิบัติวิปัสสนาในบริบทของความเจ็บป่วยระยะสุดท้ายนี้โดยเฉพาะในด้านของผู้ป่วย คือ เรื่องทุนเก่าแห่งความสงบทางจิตใจ เช่น หากเป็นผู้ที่มีศีลดี กระทำแต่ความดี มีศรัทธาต่อพระรัตนตรัย หรือความดีในอดีตอยู่มาก จิตของเขาย่อมสามารถรวมเป็นสมาธิได้โดยง่าย ต่อจากนั้นหลายครั้งการปฏิบัติจะติดอยู่ที่การทำสมาธิ ไม่สามารถพัฒนาต่อไปได้ในขั้นวิปัสสนา แต่ก็ยังถือว่าได้ประโยชน์มากเช่น ลดอาการเจ็บปวดได้ ควบคุมอารมณ์ได้ดีขึ้น หากแต่การสามารถทำวิปัสสนาได้นั้นจะเกิดผลดียิ่งๆขึ้นไปคือนอกจากจะลดความเจ็บปวดได้ดี ควบคุมอารมณ์ได้ดีกว่าแล้ว ในวาระสุดท้ายของชีวิตจิตยังสามารถปล่อยวางเป็นอิสระต่อสิ่งที่เป็นพันธนาการทั้งปวงได้ด้วย
ในส่วนของเทคนิควิธีการวิปัสสนาอาจจะมีความแตกต่างกันตามแต่ละสำนักวิปัสสนา หากแต่ด้วยหลักการและจุดมุ่งหมายที่ไม่แตกต่างกันคือ หลังจากที่มีการรวมพลังจิต ด้วยการทำสมาธิจากการกำหนดจดจ่อในสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนกระทั่งจิตมีกำลังเต็มที่แล้ว วิปัสสนาก็เริ่มทำหน้าที่ต่อไปโดยสร้างสติและสัมปชัญญะให้เกิดขึ้นต่อทุกสิ่งทุกอย่างที่ตนเองเผชิญอยู่ทุกขณะจิต สรุปว่าเมื่อใดก็ตามที่บุคคลทั้งสองฝ่าย ได้มีโอกาสพัฒนาสติ จนเกิดปัญญา ก็สามารถดำเนินชีวิตในช่วงเวลาอันน้อยนิดนี้ให้เกิดความสอดคล้องสมดุลได้ ไม่ทุกข์ทรมาน พร้อมยอมรับการแยกจากได้อย่างมั่นคง เกิดสภาวะที่เรียกว่า “การเสียชีวิตอย่างสงบ” ได้อย่างแท้จริง (อ่าน “เมื่อจิตสงบ..ก็จบสบาย”)
นานๆ จะเจอนแนวเดียวกันครับ ในระยะสุดท้าย
ยินดีที่ได้รู้จักครับ..ยินดีรับคำชี้แนะด้วยครับ