สำหรับฉัน ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ ที่จะปกป้องตัวเองจากทุกข์ที่เกิดจากความคิดเห็นที่ผิด และแปรเปลี่ยนตัวเองให้สุขกับปัจจุบันกับสิ่งที่ทำ

 

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เหนื่อยมากกับการที่ต้องร่วมงานกับคณะวิทยากรลูกเสือชาวบ้าน แรกสุดเลยคือเหนื่อยใจที่ฉันเริ่มออกอาการ"รับไม่ได้"กับการวางแผนงาน ฉันแสดงความคิดเห็นอย่างไม่สนใจว่าใครมาจากไหน ตำแหน่งอะไร โชคดีที่ประธานที่ประชุมใจกว้างและใจเย็น หลังจากนั้นฉันกลับมาทบทวนตัวเอง ก็พบว่าฉันมีอคติที่ติดแน่นในใจเกี่ยวกับคนบางกลุ่ม ฉันสะใจที่ได้ชี้ข้อผิดพลาดของเขาโดยที่ความจริงแล้วไม่ควรถือว่าเป็นข้อผิดพลาด แต่เป็นวัฒนธรรมในการทำงานของหน่วยงานที่แตกต่างกัน  ความผิดพลาดที่แท้จึงอยู่ที่ภายในของฉันเอง โชดดีที่เห็นมันเสียก่อนฉันจึงค่อย ๆ ทำความเข้าใจความต่างของแต่ละคนที่มาจากหน่วยงานต่าง ๆ กัน อันต่อมาคือฉันต้องจัดการกับอคติเรื่องลูกเสือชาวบ้านที่ในความทรงจำตลอด ๓๐ ปีที่ผ่านมาคือฝ่ายตรงข้ามกับฉัน ผ่านการฝึกปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าตามแนวทางหมู่บ้านพลัมที่ทำให้เข้าใจความไม่แบ่งแยก ช่วยให้ฉันสามารถ"ทำงาน"ที่แสนเหนื่อยนี่ได้อย่างมีความสุข แบบที่ทำเอาเพื่อนร่วมงานแปลกใจ..ไม่น่าเชื่อว่าฉันจะทำ(ใจ)ได้ขนาดนี้....แต่ความจริง สำหรับฉันไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ ที่จะปกป้องตัวเองจากทุกข์ที่เกิดจากความคิดเห็นที่ผิด และแปรเปลี่ยนตัวเองให้สุขกับปัจจุบันกับสิ่งที่ทำ  ฉันเพิ่งจะตอกย้ำกับตัวเองว่า การรู้ทางที่ว่ายากนั้น การเดินทางนั้นยิ่งยากเสียกว่า  ฉันยังต้องฝึกฝนต่อไปอีกยาวนาน...

"ด้วยจิตที่ตั้งมั่นแน่วแน่นี้ เราตัดสินใจ

ที่จะฝึก เรียนรู้ สะท้อน และปฏิบัติ

ให้กาย วาจา ความคิด

ดำรงอยู่บนฐานความเห็นที่ถูกต้อง

เดิน ยืน นอน นั่ง ในภาวะแห่งสติ

ไป มา ยิ้ม พูด ด้วยภาพลักษณ์ที่งดงาม

ทุกครั้งที่โกรธ กังวล เศร้าใจ เกิดกิเลส

ขอตั้งมั่นที่จะเจริญสติกับลมหายใจ

และกลับมาหาตนเอง"

(ปกป้องและแปรเปลี่ยน/หนังสือภาวนาด้วยหัวใจ)