โชคดีที่เราเลือกทางแก้ปัญหาถูกทาง คือใช้วิธียึดประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก อดทนทำจนชนะใจฝ่ายค้าน


          เป็นการเอาประสบการณ์มา ลปรร. กันนะครับ    ไม่ทราบว่าที่ผมทำไปถูกต้องหรือไม่  

          หน่วยงานหนึ่งเกิดความขัดแย้งระหว่าง เบอร์ ๑   กับหัวหน้าหน่วยงานย่อยแบบเรื้อรัง   ได้ยินข่าวมานาน   จนวันหนึ่งอธิการบดีก็โทรศัพท์มาบอกว่ามีหนังสือลงนามโดยคณะกรรมการประจำหน่วยงานประมาณ ๘๐% แจ้งว่าเบอร์ ๑ ทำงานบกพร่อง ๕ ประการ   ขอให้จัดการแก้ไข   ขอให้นายกสภาฯ สั่งการ

          เพราะอธิการบดีเคยให้คำแนะนำแล้ว   แต่ทั้ง ๒ ฝ่ายต่างก็ยึดอติมานะของตน และมองอีกฝ่ายหนึ่งในทางลบไปหมด

          ผมรีบบอกว่า นายกสภาฯ สั่งการตามอำเภอใจไม่ได้ ต้องดำเนินการไปตามที่กำหนดไว้ในกฎหมาย   เพราะจริงๆ แล้ว นายกสภาฯ โดยตัวเองไม่มีอำนาจตัดสินใจใดๆ ยกเว้นมีกำหนดไว้ใน พรบ. หรือข้อบังคับ   นายกสภาฯ เป็นเพียง “first among equals” เท่านั้น   มติใดๆ ต้องเป็นขององค์คณะ คือสภามหาวิทยาลัย

          ผมสั่งการในหนังสือที่ส่งมาให้ทำ ๒ ทางไปพร้อมๆ กัน   คือทางที่เป็นทางการ กับทางที่ไม่เป็นทางการ  

          ทางที่เป็นทางการคือส่งเรื่องให้คณะกรรมการตรวจสอบการบริหารงาน (เป็นกรรมการย่อยของสภามหาวิทยาลัย) พิจารณาหาข้อเท็จจริงและให้ความเห็นต่อสภา    เพราะสภามีอำนาจแต่งตั้งและปลดผู้บริหารระดับนี้  

          ทางที่ไม่เป็นทางการคือขอนัดผู้บริหารหน่วยงานท่านนั้นมาคุยกับนายกสภาฯ และอธิการบดี   เพื่อร่วมกันทำความเข้าใจสถานการณ์ และยุทธศาสตร์ของทางออกจากความขัดแย้ง

          เข้ายุคปรองดองพอดี!

          ผมรีบตั้งหลักของการคุย ว่าเราจะไม่พูดกันเรื่องใครถูกใครผิด   ไม่เอาเรื่องถูกผิดมาเป็นตัวตั้ง    แต่จะเอาเรื่องความเจริญก้าวหน้าของหน่วยงานนี้เป็นตัวตั้ง    เราจะไม่มุ่งพูดเรื่องความขัดแย้ง    แต่จะมุ่งคุยเรื่องการสร้างความเจริญก้าวหน้าให้แก่หน่วยงาน

          ท่านอธิการบดี ศ. นพ. ปิยะสกล สกลสัตยาทร ท่านมีประสบการณ์ทำงานใหญ่มามากกว่าผม    ท่านเล่าประสบการณ์ความเจ็บปวดทำนองเดียวกันและแก้ได้ด้วยความอดทน ไม่มองอีกฝ่ายเป็นศัตรู และมุ่งมั่นทำเพื่อความเจริญของหน่วยงานจนชนะใจฝ่ายค้าน   และกลายเป็นฝ่ายเดียวกัน   โดยต้องยอมรับว่าในบางเรื่องตัวเราก็ผิดพลาดเหมือนกัน

          ผมบอกว่า เรื่องความเจ็บปวดแบบนี้ เป็นการเรียนรู้   พวกเราที่อายุมากผ่านประสบการณ์มามาก และได้รับการยอมรับมากหน่อยนั้น   เพราะเราผ่านความเจ็บปวดเหล่านี้มาแล้ว และโชคดีที่เราเลือกทางแก้ปัญหาถูกทาง   คือใช้วิธียึดประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก อดทนทำจนชนะใจฝ่ายค้าน   อย่างกรณีของผมฝ่ายค้านกลายเป็นมิตรที่เหนียวแน่น รักกันมากมาจนปัจจุบัน   ซึ่งก็ตรงกับประสบการณ์ของท่านอธิการบดี

        ท่านอธิการบดีเป็นนักปฏิบัติธรรม   ท่านบอกว่าในสถานการณ์เช่นนี้ ปัจจัยสำคัญที่สุดคือใจของเราเอง    ที่จะต้องลดมานะถือตัวว่าเป็นฝ่ายถูก   ต้องกวาดความรู้สึกโกรธ เกลียด แค้น ฯลฯ ออกไปให้หมด ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำยาก   แต่ผู้บริหารเบอร์ ๑ ของหน่วยงานต้องฝึกฝนตนเอง    และนี่คือเวลาสำหรับทำแบบฝึกหัดที่ดีที่สุด   สำหรับสร้างตัวไว้ทำงานที่ใหญ่กว่านี้ในภายหน้า   

          ผมชี้ว่า เรื่องนี้ไม่ใช่การเอาชนะอีกฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นเรื่องเอาชนะใจตนเอง 

          ตอนแรก ผู้บริหารท่านนี้ขอให้ผมไปคุยเป็นตัวกลางกับคณะกรรมการประจำหน่วยงาน   แต่ผมมีหลักว่าจะไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการบริหารภายใน   จึงเสนอให้ท่านอธิการบดีไปเอง   ซึ่งท่านบอกว่าเคยไปครั้งหนึ่งแล้ว   แต่ไม่ได้ผล เพราะยังมุ่งเอาชนะกันอยู่   ท่านไม่ไป แต่แนะนำให้คุยกันเอง   โดยใช้หลักการไม่เอาชนะกัน   แต่หาชัยชนะร่วมกัน คือการสร้างความเจริญก้าวหน้าให้แก่หน่วยงาน   โดยท่านรับปากว่าจะหาทรัพยากรสนับสนุนข้อตกลงภายในหน่วยงานตามแนวนี้  

          ยังไม่ทราบผลสุดท้าย   เมื่อทราบแล้วจะเอามาเล่าต่อครับ

 

 

วิจารณ์ พานิช
๔ ส.ค. ๕๓