อ.ทิศนา  แขมมณี 

 

            การจัดการเรียนรู้การสอนให้ได้ผล ครูผู้สอนต้องเข้าใจแนวคิดให้ชัดเจน เห็นความสำคัญ และเห็นคุณค่าในสิ่งที่ตนสอน  ครูผู้สอนต้อง

 

มีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจน ในที่นี้คือเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อการสร้างอุปนิสัยพอเพียง ที่ผู้เรียนต้องมีความเข้าใจ  แก่น  ปรัชญา  แต่เท่านี้ไม่พอ  ความเข้าใจนั้นต้องไปถึงระดับที่เรียกว่า  เห็นความสำคัญเห็นคุณค่า  ผู้เรียนอยากปฏิบัติ  ได้ลงมือปฏิบัติ  ผู้เรียนจึงจะเกิดอุปนิสัยพอเพียง  ฉะนั้นครูต้องสร้างความเข้าใจ  และช่วยพัฒนาเจตคติ  ทำให้ผู้เรียนเห็นความความสำคัญ  และส่งเสริมให้ลงมือปฏิบัติ  และทำจุดมุ่งหมายให้ชัดเจนเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติที่ชัดเจน

มีสาระที่จะสอน  ครูต้องมีความเข้าใจในสาระ และที่สำคัญคือต้องเข้าใจว่าสาระที่จะสอนมีธรรมชาติอย่างไร  เรื่องนี้สำคัญมาก  และมักเป็นส่วนที่หลุดหายไปจากการคิดกิจกรรมการเรียนการสอนของครู  ในเรื่องหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เราทราบว่าสาระคือ  ๓ ห่วง  ๒เงื่อนไข  จะสอนให้ดีครูต้องมีความเข้าใจในสาระทั้งหมด  ความพอประมาณ  ความมีเหตุผล  ความมีภูมิคุ้มกัน เป็นอย่างไร  ครูต้องสามารถยกตัวอย่างให้นักเรียนเข้าใจได้ จัดกระบวนการเรียนรู้และมวลประสบการณ์ให้นักเรียนได้อย่างหลากหลาย

หากว่าครูผู้สอนสอนเรื่องความพอประมาณ  ความมีเหตุผล  แล้วอีกวันสอนจึงสอนเรื่องความรู้  แม้ว่าจะสอนได้ครบตามองค์ประกอบของเศรษฐกิจพอเพียง  ก็ยังไม่ใช่ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง  หากครูแยกสอนเป็นส่วน เนื้อหาเหล่านี้ก็ยังไม่ใช่หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง  เพราะทั้งหมดเชื่อมโยงกันเป็นความสัมพันธ์  เป็นกระบวนการ  เพราะฉะนั้นปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง  จริงๆ แล้วไม่ใช่เพียงเนื้อหา  แต่มีลักษณะเป็น Concept  และเป็นทักษะกระบวนการ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจึงเป็นทักษะกระบวนการคิดที่มีลำดับขั้นตอน ใกล้เคียงกันกับการคิดแบบมีวิจารณญาณ

เข้าใจธรรมชาติของสาระที่จะสอน ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมีลักษณะเป็นความรู้ประเภท  Conceptual Knowledge หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นความรู้ประเภท Concept  และมีลักษณะเป็นทักษะกระบวนการคิด  เป็นกระบวนการทางปัญญา ที่มีการใคร่ครวญถึงหลัก ๓ ห่วง ๒ เงื่อนไขที่ต้องนำมาพิจารณา  ปัจจัยที่เกี่ยวข้อง และผลกระทบที่ตามมา  ต้องเตรียมคิดรับมือกับผลที่จะเกิดขึ้น ต่อการเปลี่ยนแปลงต่างๆ  ทั้งหมดนี้เป็นกระบวนการทางสมอง 

ในการจัดการเรียนการสอน  ต้องจัดกระบวนการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับธรรมชาติของสาระแต่ละประเภท  ถ้าเป็นการเรียนรู้ Concept ต้องใช้กระบวนการที่ช่วยสร้างให้ผู้เรียนเกิด Concept  นั้นด้วยตัวเอง  ต้องสอนด้วยการจัดประสบการณ์ให้เขาได้จับหลัก  จับแก่นด้วยตัวเองจนก่อเกิดเป็น  Concept  ในสมอง  มีตัวอย่างสถานการณ์มาให้ได้เรียนรู้มากๆ  จนเขาจับหลักได้ด้วยตัวเอง 

ตัวผู้สอนต้องเข้าใจก่อนว่าความพอประมาณเป็นอย่างไร  มากไปน้อยไปมีอะไรเป็นหลักเกณฑ์  มีการใช้ตัวอย่าง และสถานการณ์ประกอบการคิด ให้เขาได้ฝึกคิดด้วยตนเอง  พาให้เด็กเข้าใจ และจับกระบวนการด้วยการลงมือปฏิบัติ  จากการคิดตาม  Concept ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

 เมื่อเป็นทักษะกระบวนการ  หากจับ Concept  ได้แล้วก็ยังขาดกระบวนการ  ฉะนั้นจึงต้องให้เขาได้ลงมือทำ  เช่น  การจะสร้างให้เกิดกระบวนการทางสังคม  มีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น  ก็ต้องลงมือปฏิสัมพันธ์จึงเกิดทักษะปฏิสัมพันธ์  ในการคิด  ถ้าไม่ได้ลงมือคิดเอง ทักษะการคิดก็ไม่เกิด  การจะเกิดทักษะกระบวนการคิดได้  ต้องให้เขาลงมือ  และทำบ่อยๆ อาศัยความรู้ทางสมองคือต้องย้ำ  ต้องทำบ่อยจนเกิดเป็นความชำนาญในการคิด 

หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนอกจากเป็น Concept เป็นทักษะกระบวนการแล้ว ยังเป็นเจตคติ และค่านิยมด้วย ดังนั้นใจต้องไปด้วย  และต้องมีกระบวนการทำให้เรื่องต่างๆ เข้าสู่  อารมณ์  ความรู้สึกของผู้เรียน 

การสอนที่เป็นเจตคติ  จะต้องบูรณาการอยู่ในเรื่องที่พูด  วิธีที่จะทำ มีการให้กำลังใจ และแรงเสริมให้มีเจตคติที่ดี  ที่สำคัญคือสิ่งนั้นต้องมีคุณค่าและมีประโยชน์ต่อตัวเองด้วย  เช่น หยอดกระปุกแล้วมีสตางค์เพิ่ม  จะเอาสตางค์ไปทำอะไร  ถ้าทำแล้วมีคนชม  ได้รับการส่งเสริมคุณค่าอย่างต่อเนื่องก็จะสร้างเจตคติในการเรียนรู้ได้ 

 

จากการอ่านเอกสารงานวิจัย  และศึกษาแผนการสอนของครูพบว่า จุดอ่อนของการจัดการเรียนรู้ในเรื่องหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง คือ

๑. ความเข้าใจของครูผู้สอนในเรื่อง  Concept ยังไม่กระจ่างชัด

๒.  สอนกันทีละตัว  เช่น  วันนี้  พอประมาณ  วันนี้มีเหตุผล  แต่ที่จริงแล้วปรัชญานี้ต้องเชื่อมโยงความคิดเป็นกระบวนการ  นี่เป็นจุดที่เห็นว่าเป็นจุดอ่อน  ถ้าครูสามารถนำไปสอนอย่างเป็นกระบวนการได้  ผู้เรียนจะเข้าใจมากขึ้น

๓. สอนโดยการบอก  ไม่ใช่การจัดประสบการณ์ให้เด็กเกิด  Concept

๔. มีกิจกรรมมาก ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้แท้จริงแล้วเป็นกิจกรรมที่ดี  เพราะเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมความพอเพียง  แต่ยังอาจไม่ครอบคลุมในเรื่องหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง  เพราะเวลาที่ครูประเมินผล ส่วนใหญ่แล้วจะมุ่งเน้นไปที่การทำกิจกรรม

๕. การวัดและประเมินผล  มักมองไปที่ผลลัพธ์สุดท้ายว่าทำกิจกรรมเหล่านั้นเกิดผลดีหรือไม่ดีอย่างไร  ถ้าจะให้สมบูรณ์ คือผู้เรียนเกิดกระบวนการคิดตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง  ครูก็ต้องไปดูที่กระบวนการคิดของเด็กว่า มีที่มามาอย่างไร  ทำอย่างไรในการปฏิบัติ  ตั้งแต่ตัวปฏิบัติย่อย  ไปจนถึงการปฏิบัติใหญ่ที่เกิดขึ้นก็ใช้หลักปรัชญาเป็นหลักคิดได้  เวลาประเมินผลส่วนใหญ่ครูมักจะไม่มองวิธีการคิด  ทำให้ไม่รู้ว่าเด็กมีการคิดในเชิงปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงหรือเปล่า เช่น กิจกรรมหยอดกระปุก  ถามว่าหยอดทำไม  เด็กตอบครูบอกให้หยอดทุกวัน  ถ้าครูบอกให้ทำ  เราก็จะไม่รู้ว่าหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเกิดขึ้นกับเด็กหรือไม่  การวัดผลที่ปลายทางไม่พอ  ต้องวัดวิธีคิดก่อนทำด้วย

การสร้างให้ผู้เรียนเกิดหลักคิดไม่ใช่จะสร้างกันในช่วงเวลาที่มีการเรียนการสอนเท่านั้น  แต่สามารถใช้ได้กับวิถีชีวิตทุกเรื่อง  หากเข้าเนื้อเข้าตัวแล้วก็จะเป็นไปอย่างอัตโนมัติ  ตัวอย่าง  เมื่อเช้ามีอาจารย์จากโรงเรียนหนึ่งมาถามดิฉันว่า “จะเดินทางกลับอย่างไร”  จึงตอบไปว่า “เดี๋ยวทางผู้จัดจะเอารถไปส่ง”  อาจารย์ท่านนั้นก็ขอพาเรากลับเอง  จึงได้ตอบไปว่า “อาจารย์อย่าเลย เพราะอาจารย์มาที่นี่ก็เพื่อมาฟัง ถ้าอยู่ที่นี่เดี๋ยวบ่ายเขาก็มีรายการอีก  ถ้ากลับจะเสียโอกาสที่จะฟังอีกหลายๆ ท่าน”  อาจารย์ท่านนั้นก็พูดว่า “อย่าเกรงใจ”  ดิฉันก็ตอบว่า “ไม่ได้เกรงใจ แต่ที่พูดอย่างนี้เพราะใช้หลักคิดพอเพียง  อะไรที่สมดุลเหมาะสมที่สุด  ถ้าให้ไปส่ง คนที่ได้ประโยชน์คือตัวดิฉัน  คนส่งเสียประโยชน์  และทางนี้ก็เตรียมรถที่จะไปส่งอยู่แล้ว    แต่ถ้าไม่ไปส่งอาจารย์จะได้รับประโยชน์เต็มที่  เพราะโอกาสนี้จะไม่สามารถกลับมาได้อีก” 

การวิเคราะห์ผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ทำให้ได้ข้อสรุป และ ถ้ามีหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอยู่ในใจ นีก็จะคิดได้อย่างเป็นอัตโนมัติ  เด็กๆ ที่อยู่ในโรงเรียนมีสถานการณ์มากมายที่ต้องพบเจอตั้งแต่เช้าถึงเย็นที่จะพาให้ได้ฝึกคิดนอกรายวิชามากกว่าในรายวิชา  ตรงนี้จะเป็นสถานการณ์ให้ครูได้ช่วยเด็กคิดได้อย่างดีที่สุด