จากที่ได้ทบทวนกับตนเอง การได้โอกาสรับใช้ครู ทำให้หนูรู้สึกผ่อนคลาย หลุดจากสภาวะจมได้บางขณะ เพราะชีวิตเกือบ ๆ จะหนึ่งเดือนที่ผ่านมา หนูย่อหย่อน หลงโลก ทำงานมากมาย เดินทางไปโน่นนี่ตลอด ละเลยกิจวัตรของตนเอง ละเลย “นิสัย” ที่ครูให้มา

                ผลปรากฏว่า ชีวิตเป็นกระเด็นกระดอน ขึ้น ๆ ลง ๆ วูบ ๆ วาบ ๆ ไม่จม อย่างเดียว เพราะสิ่งที่ครูเคยสอนไว้ ทำให้พอพยุงตัวได้ แต่ก็ไม่ได้เจริญขึ้นมาก แล้วที่ปรากฏชัดคือ งานภายนอกโจมตีเหมือนโดนกระสุนในสนามรบ หนูไม่รู้จะอธิบายอย่างไร จิตไม่ถึงขนาดทรมาร แต่ก็รับรู้ในตนเองว่า

             “ค้าง เหมือนไปค้างอยู่ที่ใดที่หนึ่ง เมื่อไหร่โดนบีบคั้น ใจก็งัดวิชาที่ครูสอนมาใช้ ทำให้พอพยุงตัวได้บ้าง”

                บางคราก็รู้สึกค่ะครู ว่า เหมือนไม่ใช่ตนเอง เห็นอะไรที่แตกต่างจากที่เคยเห็น รู้สึกอะไรที่แตกต่างจากเคยรู้สึก บางเรื่องก็เขียน ๆ ไว้ แต่ก็ยังไม่ได้ลง ใน G2K ก่อนหน้าที่จะพบครู มหัศจรรย์มาก หนูกำลังง่วนกับการทำ Lab แล้วตาก็มองเห็นในสมุดจดตนเอง หน้านั้นเปิดอยู่เป็นข้อความที่ครูเคยสอนก่อนหน้านี้ว่า

                “อย่าว่อกแว่ก เราเกิดมาเพื่อตายเท่านั้น”

เหมือนพึ่งรู้สึกตัวตื่นขึ้นมา แล้วก็มีคำถามในตนเองอีกว่า

“แล้วต้องทำไงหล่ะ”

พอเปิดหน้าต่อไปข้อความบอกว่า

“วินัยต้องแนบใจ”

ไม่ถึงสิบนาที ครูก็โทรศัพท์เข้ามา แม้หนูกำลังทำ Lab อยู่ การได้รับใช้ครูเป็นโอกาสที่ หนูพร้อมจะหยุดทุกอย่างเพื่อภารกิจนี้ ตอนนี้หนูเชื่ออย่างลงใจว่า

          “ไม่มีสิ่งใด ล้ำค่ากว่าธรรม”

 

คำตำหนิ หรือ คำชม ไม่มีความหมาย เป็นเพียงสิ่งที่มากระทบ แล้วใจตอบสนองอย่างไร ก็เพียงเรียนรู้ตามบริบทนั้น ๆ แต่ทุก ๆ เรื่องมันก็จบลง บางเรื่องจบ แบบที่พอใจ ก็จะยิ้มดีใจ แต่ก็แป๊บเดียว หรือ บางเรื่องจบแบบไม่พอใจ ก็จะขุ่นมัว อันนี้ดูจะนานกว่า แต่สุดท้ายมันก็จบลง การวางภาระ เพื่อทำในสิ่งที่ เห็นว่า “ควรทำ” จึงไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

                หนูยอมรับค่ะว่า “หนูอ่อนแรง จิตใจหวั่นไหว และให้เวลาตนเองในการภาวนาน้อยกว่าเมื่อก่อน”

คำชี้แนะของครูที่บอกว่า

“อย่าทำอะไรเยอะ งานไหนไม่จำเป็นก็ไม่ต้องทำ งานเยอะ ๆ กับการภาวนามันไปด้วยกันไม่ได้ ตอนที่พี่หัดใหม่ ๆ พี่ไม่ทำอะไรเลย เช้าตื่นขึ้นมาก็วิ่ง ใส่บาตร แล้วก็ทำวิจัยที่เป็นเรื่องเรียนอย่างเดียว”

            หนูฟังแล้วก็นึกย้อนถึงตนเองเมื่อปีก่อน ที่ครูเข้างวด และฝึกฝนสร้างนิสัยให้ ต่างจากปีนี้ ใจหนูก็ต่าง เมื่อก่อน ทำแบบไม่รู้ งง ๆ แต่ก็ทำ ตอนนี้พอจะเข้าใจสิ่งที่ครูให้ทำมากขึ้น ๆ แต่กลับโดนเรื่องราว แบบโลก ๆ มาเจียดเวลาภาวนา มองเข้าไปลึก ๆ มันเป็นความเกียจคร้าน เป็นการประมาทอย่างไม่น่าให้อภัย

 

คำที่ครูฝากไว้ ว่าให้หนูถามตนเองว่า

“จะเอายังไง ต่อไป จะมุ่งมั่นต่อไป ก็ให้เร่งภาวนา หรือจะใช้ชีวิตอยู่แบบคนอื่น ๆ ก็ได้”

 

ครูขาแท้ที่จริงคำตอบมันดังขึ้นมาตั้งแต่ครูถาม แต่หนูก็เพียงแค่ฟังเสียงข้างใน แล้วก็เอามาทบทวนในตนเองต่อ

หนูกล้าพูดว่า แท้ที่จริง

         “หนูไม่ได้เลือก ใจมันเลือกทางของมันอยู่แล้ว และเลือกที่จะภาวนาต่อ รับรู้ในตนเองว่า มันไม่ได้อยากออกไปไหน แต่ที่ผ่านมาเหลวไหลก็เพราะประมาทกับกิเลสเล็ก ๆ น้อย ๆ”

 

ทุกขณะที่มีสติรู้สึกตัว สิ่งที่ครูบ่มเพาะให้มันจะดังขึ้นมาสอนตนเอง แต่เมื่อใดที่เผลอ ขาดสติ มันก็ไหลไปตามร่องเดิม หลายครั้งมากที่เห็นตนเองเผลอรับปากไปแล้ว ก็รู้สึกอนาจใจ เหมือนพูดแล้วก็ต้องทำ ลงมือสร้างเหตุก็น้อมรับ คร่ำครวญน้อยลง ทำงานมากขึ้น แล้วเป็นการทำที่เครียดน้อยลง

 

 เพราะเข้าใจความจริงว่า

“เรามีชีวิตเป็นขณะ ๆ แล้วก็ทำเท่าที่กำลังมี ไม่ใช่หักโหม แต่สิ่งที่พาไถลคือ ไปเล่น เกมใน FB

ที่เห็นชัดและได้เรียนรู้คือ ความรู้สึก อยากแชท อยากคุยไม่มี จึงเล่นเกมอย่างเดียว เล่นแบบไม่พูดไม่คุย สามอาทิตย์ต่อเนื่อง แม้งานจะมาก แต่ก็จัดสรรเวลาเล่นเกมได้  ได้เรียนรู้กับตนเองว่า ตอนเล่นเกมเป็นมัว ๆ จม ๆ เวลาผ่านไปเร็วเพราะไม่รู้สึกตัว แล้วจิตก็จะคอยวน คิดค่ะ”

พอครูเอ่ยขึ้นมาเรื่องหนู แอบเล่น FB ความรู้สึกข้างในโล่งขึ้นมา เหมือนหนูรออยู่ รอว่าจะออกยังไง

“จะออกไปยังไง แต่ออกเองไม่ได้ แล้วครั้งนี้ครูก็ช่วยไว้อีกครั้งด้วยคำพูดนี้แหละค่ะ”

วันนี้หนูลุกขึ้นมาเอาใหม่ เมื่อยังมีลมหายใจก็ยังมีโอกาส แม้หนูจะไม่เข้าใจคำที่ครูบอกว่า

“ไม่ทุกคนหรอกนะที่จะมีโอกาส อย่างที่หนูมี”

แต่ก็พร้อมค่ะครู เมื่อเช้าจึงลุกขึ้นมาดำเนินกิจวัตรแห่งตนแม้จะสาย แต่ก็ทำ พอได้วิ่งได้สวดมนต์ตอนเช้าก็ผ่อนคลายมากขึ้น วันนี้มีเรื่องให้เรียนรู้หลายอย่าง  จากที่ติดต่อประสานเรื่องคนไข้กระจกเคลือบทิ่มลูกตา หนูถอดบทเรียนทิ้งไว้ เกิดผลกระทบทางใจกับเพื่อน ๆที่ได้อ่าน กระเพื่อมในใจคนอื่นจนเขาส่งต่อ ๆ กันไปให้อ่าน แต่ข้างในหนูดีใจแป๊บเดียว แล้วความประทับใจก็วูบลง เฉยอย่างเดิมค่ะ หนูไม่ค่อยเข้าใจนัก แต่สังเกตจากคนอื่น ๆที่พยายามจะมาให้หนูตามต่อ ดูเขาตื่นเต้นกันมาก จนรู้สึกแปลกใจ เพราะหนูรู้สึกว่า เรื่องนี้หนูทำเสร็จแล้วจบแล้ว จะเป็นอย่างไรก็ตามเรื่องของมัน ไม่ใช่ละทิ้ง แต่ใจมันรู้สึกว่า “หมดหน้าที่แล้ว เท่านั้นค่ะครู”

บ่าย ๆเย็น ๆ เครื่อง HPLC ผล Lab ออกมาน่าเศร้า เพราะเป็นสัญญาณของอุปกรณ์มีปัญหา ทั้ง ๆที่เวลากระชั้นแล้ว แต่หนูรู้สึกวูบเดียว แล้วก็ค่อย ๆ แก้ไขต่อไป ไม่ลนลาน เพียงแต่มีสติ ทำไปเรื่อย ๆ แม้จะมีเวลาน้อย แต่ก็ไม่ลนลาน รับรู้ในใจตนเองว่า ทำแล้ว แก้ไข แล้ว เพียงแค่ลุ้นว่า ที่ลองแก้ไขจะสำเร็จไหม เท่านั้นเอง ถ้าไม่สำเร็จก็จะหาทางต่อ

แล้วพี่ที่มาช่วยดูท่านก็ทักว่า

“หนูเปลี่ยนไปจากแต่ก่อนมาก ๆ งานเลี้ยง งานสังสรรที่ศูนย์จัดก็ไม่ค่อยไป ทั้ง ๆที่ก่อนหน้านี้ชอบไปมาก ๆ”

ท่านถามด้วยความห่วงใยค่ะครูว่า

“เพราะหนูเข้าวัดมากไปรึเปล่า”

หนูฟังแล้วก็กลับมาย้อนถามตนเอง ก็เห็นว่า

“อืม เปลี่ยนไปจากแต่ก่อนมากจริง ๆ เหมือนปลอกเปลือกตนเอง เมื่อก่อนมีมาด มีท่า มีทาง เปลือกหนาเตอะ  กลัวดูไม่สวย กลัวไม่ดูดี กลัวดูไม่เก่ง กลัวดูแล้วไม่เหมือนเภสัชกร กลัวไม่ได้รับการยอมรับ”

 

“แต่ปัจจุบัน เปลี่ยนไปมาก เหมือนเด็กกะโปโล บางทีก็ซกม๊ก อยากทำอะไรก็ทำ ทำแล้วก็แล้ว ใครพูดอย่างไร ก็เพียงแค่ยิ้มแล้วก็นิ่ง แม้บางครั้งรู้สึกไม่พอใจก็เก็บไว้ ขุ่นมัวน้อยลง ขอบคุณคนอื่นมากขึ้น ดูซอฟลงมาก เมื่อก่อนนี้ไม่ยอมคน เถียง แถ แต่เดี๋ยวนี้เหมือนพฤติกรรมแบบนี้ของติ๋วหายไป”

 

คำว่า

“กฏแห่งกรรม ลงใจมาเลยค่ะครู ไม่ใช่แค่ลมปากเฉย ๆ  แต่รู้สึกว่ามันลึกซึ้งมากค่ะ มันจริง ทำอย่างไรไว้ ก็จะเป็นผู้รับผลของการกระทำ ก็เท่านั้น ก็มีทั้งดีและไม่ดี ปะปนกัน เพียงแค่ชั่วน้อยลงกว่าเดิมเท่านั้นก็เลยเหมือนดีขึ้น จนคนรอบข้างรู้สึกประหลาดใจ”

ตอนเย็นไปวิ่งออกกำลังกายกลับมา ขึ้นไปสวดมนต์ทำวัตรเย็น รู้สึกซาบซึ้งใจกับบทสวด เหมือนในหัว และทั้งตัวโล่ง ๆ เบา ๆ ทั้ง ๆ ก็ได้ยินเสียงทุกอย่าง สวดไปเรื่อย ๆ เหมือนไม่ใช่ตัวเองสวด เหมือนเป็นอีกคนที่สวดมนต์อยู่ แล้วมีอีกคนดูอยู่ข้างใน แล้วก็มรการได้ยินเสียง

วูบหนึ่งเกิดขึ้น แล้วก็รู้สึกเหมือนกลัวขึ้นมาค่ะครู แล้วน้ำตาก็เอ่อ ทั้ง ๆที่ปากก็ยังสวดอยู่ เหมือนคนที่ดูตัวเองสวดมนต์ วกเข้ามาเห็นความหวาดกลัวที่เกิดข้างใน ความหวาดกลัวเบาลง น้ำตาที่เอ่อก็ไม่ไหลออกมาจากตา แต่ก็รู้สึกว่า น้ำในจมูกค่อย ๆ ไหลลงมาช่องจมูกทะลุลงมาปากและคอ ระหว่างที่เห็นสิ่งเหล่านี้ก็ยังสวดมนต์อยู่ มันแปลกมากค่ะ

 

จังหวะก้มลงกราบขอขมาพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ ใจรู้สึกเช่นนั้นว่าได้กราบขอขมาจากข้างใน

ถึงบทสวดที่ว่า “ข้าพเจ้าขอมอบกายถวายชีวิตนี้แด่พระธรรม พระธรรมเป็นนายมีอิสระ เหนือข้าพเจ้า...” รู้สึกซาบซึ้งกับบทสวดนี้มาก ๆค่ะ

แล้วก็นั่งภาวนาต่อ รู้สึกเบาผ่อนคลายลมหายใจชัด สักพักจึงลงมาข้างล่าง แต่พอลงมาข้างล่างก็ทำอย่างอื่นจนดึก ก่อนนอนจึงกระตุ้นเตือนตนเองว่า “ไม่ได้ต้องเขียนบันทึก ต้องอดทนฝึกฝน”

ใจหนูมันไม่ทิ้งค่ะ ที่ผ่านมาเหมือนไถล และก็รู้ในตนเองว่า

“ใช้ชีวิตเหมือนคนทั่วไปไม่ได้ เส้นทางนี้เป็นทางที่ใจเลือกแล้ว จึงน้อมรับปฏิบัติต่อไปเจ้าค่ะ”

 

เนียมหูเสือเป็นไม้ล้มลุกแต่พอไม่มีที่เขาก็เลื้อย

ได้เรียนรู้ว่า "ไม่มีอะไรตายตัว กับการเรียนรู้ธรรมชาติ แต่ต้องยึดครรลอง เพื่อไม่ให้ขาดที่พึ่งทางใจ เหมือนต้นไม้ ต้องมี ดิน มีน้ำ มีแสง มีอากาศ จึงจะเติบโตได้ แต่จะโตแบบไหนก็อยู่ที่บริบท ณ ขณะนั้นก็เท่านั้นเอง"

 

กราบขอบพระคุณครูค่ะ