ช่วงนี้ผู้วิจัยยุ่งๆกับงานสอนค่ะ เพราะ มีชั่วโมงสอนเยอะ การเตรียมตัวก็ต้องเยอะตามไปด้วย แต่ยังไงก็คงจะดีกว่าเทอมหน้าแน่นอน เพราะ เทอมหน้าวิชาสอนก็เยอะ ชั่วโมงสอนก็เยอะ นักศึกษาที่ต้องสอนก็เยอะตามไปด้วย ว่าด้วยเรื่องงานสอนซึ่งเป็นงานประจำของผู้วิจัย ต้องยอมรับกับตัวเองและทุกคนก่อนว่าผู้วิจัยยังเป็นอาจารย์ที่ไม่ดีนัก เพราะ ชอบพูดเร็ว (โดยไม่รู้ตัว) บางครั้งก็เน้นทฤษฎีมากไป (นักศึกษาส่วนหนึ่งบอกมาอย่างนั้น) ที่สำคัญ คือ เป็นคนที่พูด mono tone มาก (เพื่อนอาจารย์ที่เคยไปนั่งฟังผู้วิจัยสอนบอกมาอย่างนั้นค่ะ) ผู้วิจัยก็พยายามปรับปรุงข้อบกพร่องของตัวเองอยู่ค่ะ ตั้งแต่ทำงานวิจัย KM ผู้วิจัยก็พยายามเอาเทคนิคของ KM มาใช้กับการเรียนการสอน โดยส่วนตัวคิดว่าตัวเองสอนได้ดีขึ้น ไม่ค่อยเหนื่อยเหมือนแต่ก่อน เพราะ เปิดโอกาสให้นักศึกษามีส่วนร่วมในการเรียนการสอนมากขึ้น ยอมรับว่าแต่ก่อนมัวแต่งกด้านวิชาการ กลัวว่าจะให้ความรู้แก่นักศึกษาได้ไม่เต็มที่ ก็เลยอัดแต่เนื้อหาวิชาการให้กับนักศึกษา โดยหวังว่านักศึกษาจะเก่ง (กว่าอาจารย์) รุ่นแล้วรุ่นเล่าที่ตัวเองรู้สึกผิดหวัง (รวมทั้งเพื่อนอาจารย์ที่สนิทกันด้วย) เพราะ รู้สึกว่านักศึกษาของเราอ่อนลงทุกที จนกระทั่งได้มาทำวิจัยเกี่ยวกับ KM ทำให้ผู้วิจัยเปลี่ยนทั้งแนวความคิดและแนวทางการจัดการการเรียนการสอนของตัวเองใหม่ (แต่ก็ต้องค่อยเป็นค่อยไปค่ะ) ตอนนี้มีปัญหาหนักใจ เนื่องจากมีวิชาหนึ่งที่ทีมอาจารย์ที่สอนจะต้องเชิญวิทยากดรภายนอกมาบรรยาย (ผู้วิจัยก็อยู่ในทีมนั้นด้วย) ในส่วนของท่านวิทยากรไม่มีปัญหาเลยค่ะ ท่านให้ความกรุณามากๆ แต่ไม่ขอบอกชื่อนะคะ รับรองว่าถ้าบอกออกไปทุกคนต้องร้องอ๋อ! แน่นอนค่ะ แต่ปัญหาอยู่ที่นักศึกษาและการวัดผล ในส่วนของนักศึกษา ก็คือ จะทำอย่างไรให้นักศึกษาเข้าเรียนตรงเวลา ไม่เดินเพล่นพล่าน ลุกเข้า ลุกออกจนวิทยากรเสียสมาธิ รวมทั้งไม่พูดคุยกัน (เหมือนกับอาจารย์ทุกท่านที่เคยสอนประสบมาแล้ว) สำหรับในส่วนของการวัดผลนั้น ก็ยังเป็นปัญหาอยู่ ก็อย่างที่บอกตั้งแต่ต้นนั่น แหละค่ะว่าวิทยากรที่เชิญมาเป็นที่รู้จักและเป็นที่เคารพของทุกคน ดังนั้น ฝายบริหาร(บางคน) จึงคาดหวังมาก จัดการ (สั่ง) ทีมอาจารย์อย่างเสร็จสรรพว่าจะต้องวัดผลนักศึกษาอย่างไร ซึ่งตรงนี้แหล่ะค่ะที่เป็นปัญหา เพราะ ทีมอาจารย์ (บางคน) ไม่เห็นด้วยกับการวัดผลแบบที่ได้รับคำแนะนำมา ในเรื่องนี้ผู้วิจัยก็เข้าใจได้ เนื่องจาก ยังมีคนที่ติดยึดกับการวัดผลแบบเก่า ซึ่งไม่เหมาะสมเลย (ขอยืนยัน) กับนักศึกษาในรายวิชานี้ ขืนยังใช้การวัดผลแบบนี้ มีหวังสิ้นเทอมคงเห็นนักศึกษานำตาตก ต้องเดินออกจากรั้วมหาวิทยาลัยไปหลายคนค่ะ บ่น โอ๊ย! ไม่ใช่ เล่ามาตั้งนาน ผู้วิจัยในฐานะที่ร่วมสอนในวิชานี้ด้วย (ไม่น่าหาเรื่องเข้าตัวเลย) คงต้องพยายามหาเครื่องมือหรือวิธีการมาใช้ในการจัดการกับปัญหาเหล่านี้ให้ได้ (ใช่ไหมคะ) ถึงจะเรียกว่าใช้ KM ให้เป็นประโยชน์กับการเรียนการสอนอย่างแท้จริง