นปส.55 (38): บุกบั่นฟันฝ่า


การฟังบรรยายในวันนี้ ไม่ใช่การบรรยายให้ความรู้อย่างเดียว แต่เป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เนื่องจากผู้บรรยายมีประสบการณ์ตรงในการจัดการสาธารณภัยที่จังหวัดภูเก็ต จึงเป็นการจัดการความรู้ ส่วนที่ผมเอามาเล่าต่อนั้นเป็นแค่การส่งผ่านความรู้เท่านั้น

เข้าสู่สัปดาห์ที่ 11 ของการฝึกอบรมแล้ว ผมขับรถกลับถึงวิทยาลัยมหาดไทยห้าโมงกว่าๆ จึงได้เข้าไปฟังบรรยายในช่วงเช้าวันอังคารที่ 29 ได้บางส่วนแต่ก็ได้ศึกษาจากเอกสารที่อาจารย์แจกให้ด้วยเพื่อจะได้สรุปบันทึกการเรียนรู้ได้

วันจันทร์ที่ 28 มิถุนายน 2553 ช่วงเช้ารายวิชา การประเมินแบบเสริมพลังเพื่อการพัฒนาทีมงานและองค์การ โดย ดร.เชษฐ์ รัชดาพรรณาธิกุล การประเมินแบบเสริมพลังเป็นการนำคุณค่าของคำว่า เสริมพลัง กับ คำว่า ประเมินผล มาร่วมกัน โดยการเสริมพลังเป็นกระบวนการที่ทำให้คน องค์กร ชุมชน มีอิทธิพลเหนือสถานการณ์ที่มีปัญหา เป็นการสร้างความเข้มแข็งภายในตัวคน องค์กร ชุมชน และทำให้เขาสามารถช่วยเหลือคนอื่นได้

การประเมินแบบเสริมพลัง เป็นการประเมินที่เพิ่มโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการประเมินโดยเน้นการใช้การประเมินในการประเมินตนเองและยกระดับความสามารถในการทำภารกิจให้บรรลุเป้าหมายได้ มีการเปิดช่องทางให้มีการประเมินตนเองตามความเป็นจริงเพื่อปรับกลยุทธ์และกิจกรรมจนทำให้คนและทีมพัฒนาขึ้น เกิดบทเรียนจากการทำงานและโครงการบรรลุเป้าหมาย

การประเมินแบบดั้งเดิม เน้นภายนอกคนนอก เน้นผู้ทรงคุณวุฒิ โครงการพึ่งพาผู้ประเมินและการตัดสินอย่างอิสระ ในขณะที่การประเมินแบบเสริมพลังเน้นภายใน คนใน เน้นการสอนแนะและกัลยาณมิตร โครงการประเมินตนเองและพัฒนาตนเอง และการตัดสินใจแบบร่วมมือ

Fitterman เสนอ 3 ขั้นตอนในการทำประเมินแบบเสริมพลัง คือหนึ่งกำหนดภารกิจหรือเป้าหมาย (Mission/Goals) โดยสมาชิกมีส่วนร่วมมีการระดมสมองและสรุปเป็นข้อความ สองตรวจสอบต้นทุน (Taking stocks) เพื่อรู้ตนเองว่าทำโครงการได้แค่ไหนแล้ว มีจุดอ่อนจุดแข็งอย่างไรบ้าง และสามการวางแผนเพื่ออนาคต (Planning for future) เพื่อจะได้ยกระดับผลงานให้สูงขึ้น

หลัก 10 ประการในการประเมินแบบเสริมพลัง มีทั้งด้านกระบวนการและผลลัพธ์คือ ด้านกระบวนการ ประกอบด้วย 6 ประการ คือความรู้สึกเป็นเจ้าของ ทุกฝ่ายต้องเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการประเมิน เป็นกระบวนการประชาธิปไตย ทุกข้อเสนอมาจากของจริง เชื่อมั่นความรู้ในผู้ปฏิบัติ และทุกความคิดต้องสะท้อนความรับผิดชอบต่อสังคมในการทำโครงการ ด้านผลลัพธ์ มี 4 ประการคือการพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ เกิดความเสมอภาคเท่าเทียมกันและคนทำโครงการเก่งขึ้นทำงานที่ยากขึ้นไปได้

ช่วงบ่าย รายวิชา การบริหารเชิงกลยุทธ์: ประสบการณ์ในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ โดยอาจารย์วิชัย ศรีขวัญ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย พูดถึงการปฏิรูประบบราชการ ที่เน้นประชาชนเป็นศูนย์กลางการบริหารและการพัฒนา มีแนวทางในการปฏิบัติที่เน้นการทำงานโปร่งใสตรวจสอบได้ บุคลากรมีคุณภาพ องค์กรเล็กกะทัดรัดมีความคล่องตัว มีการบริหารทรัพยากรมนุษย์แนวใหม่ การปรับวัฒนธรรมในการทำงานโดยการทำงานเป็นทีมและความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี

การกำหนดยุทธศาสตร์ ต้องมีการกำหนดวิสัยทัศน์ (ความรู้ ข้อมูล ประสบการณ์) แล้วนำไปขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติ ส่วนพันธกิจเป็นตัวกำหนดภาระงาน การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ ต้องเน้นการมีส่วนร่วมภาครัฐ เอกชนและประชาชน โดยร่วมรับรู้ รับฟัง ร่วมคิด แสดงความคิดเห็น ร่วมตัดสินใจ ร่วมตรวจสอบและมีส่วนร่วมในความรับผิดชอบ เงื่อนไขความสำเร็จในการปฏิบัติงาน ผู้บริหารจำเป็นต้องมีความรู้ทักษะในเรื่องการบริหารเชิงกลยุทธ์ การจัดการเวลา การบริหารความเปลี่ยนแปลงและการจัดการความรู้

วันอังคารที่ 29 มิถุนายน 2553 ช่วงเช้าเรียนรายวิชา การบริหารจัดการงานด้านสาธารณภัย: ประสบการณ์ในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยด้านต่างๆ โดยอาจารย์อุดมศักดิ์ อัศวรางกูร อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เนื้อหากล่าวถึงสาธารณภัย (Disaster) 3 กลุ่มใหญ่ๆคือสาธารณภัยจากธรรมชาติ สาธารณภัยจากเทคโนโลยีและสาธารณภัยซับซ้อน

อาจารย์อุดมศักดิ์กล่าวว่า การจัดการสาธารณภัย มีขั้นตอนสำคัญ 4 ขั้นคือการบรรเทาสาธารณภัย การตอบสนองสาธารณภัย (Response) การเยียวยา (Mitigation) และการฟื้นฟู (Rehabilitation) การบริหารจัดการในขั้นแรกเมื่อเกิดสาธารณภัยแล้ว ควรปฏิบัติ ดังนี้คือ ตรวจสอบความเสียหายในภาพรวม จัดตั้งกองอำนวยการและสำรวจรายงานเบื้องต้น การจัดลำดับความสำคัญของการแก้ปัญหาเบื้องต้น การสำรวจพื้นที่เสียหายเสียหายและการสั่งการเฉพาะหน้า การช่วยเหลือประชาชนและการค้นหาผู้รอดชีวิต การช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และการบริหารจัดการศพและสุสาน

การบริหารจัดการปรับปรุงและฟื้นฟูสภาพความเสียหายระยะแรก จะต้องมีการจัดการซากปรักหักพังโดยเทศบาล อบจ.และท้องถิ่นเข้ามาช่วย การจัดการความสะอาดถนน ลำคลองและชายหาด การจัดระเบียบร่มชายหาดร้านค้าชายหาด การฟื้นฟูความสวยงามของพื้นที่และชายหาด การจัดหาพื้นที่สาธารณะเพื่อการก่อสร้างที่พักและสาธารณูปโภค และการจัดการที่พัก ท่าเรือ เรือประมง

การวางแผนฟื้นฟูและพัฒนาจังหวัดให้กลับคืนสู่สภาวะปกติ โดยการสรุปความเสียหายด้านต่างๆ กำหนดเป้าหมายร่วมกับภาคเอกชน การทำแผนงานโครงการสำคัญเร่งด่วนฟื้นฟูสิ่งสาธารณประโยชน์และท่องเที่ยว และกำหนดมาตรการสำคัญที่รัฐให้ความช่วยเหลือฟื้นฟูแก่ภาคเอกชน

การวางแผนสร้างความเชื่อมั่นในการเตือนภัยจังหวัดภูเก็ต โดยการสร้างหอเตือนภัย 19 จุดทั่วเกาะภูเก็ต การซ้อมเตือนภัยครั้งแรก เชื่อมระบบเตือนภัยของจังหวัดกับระบบทุ่นเตือนภัยของศูนย์เตือนภัยชาติและการประชาสัมพันธ์ความพร้อมรับมือภัยพิบัติของจังหวัด ในการบรรยายได้เปิดโอกาสให้มีการซักถามให้ความเห็น ก็มีคนร่วมอภิปรายหลายคนเช่น พี่นัด พี่โจ้ พี่หมู เป็นต้น

พี่โจ้หรือนที ทับมณี ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงพลังงาน เป็นคนมีความมั่นใจในตัวเอง กล้าพูด กล้าเสนอแนะ กล้าแสดงออก มีมนุษยสัมพันธ์และอัธยาศัยใจคอดี

พี่หมูหรือพรเชษฐ์ แสงทอง หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดบุรีรัมย์ พี่หมูชอบร้องเพลเพื่อชีวิต เช่นพงษ์เทพหรือคาราบาว เป็นคนมีน้ำใจ พูดคุยเป็นกันเองดี พี่หมูกับผมไม่ได้อยู่กลุ่มเดียวกัน แต่ก็ได้พูดคุยกันบ่อย พี่หมูจะสนใจพูดคุยเรื่องสุขภาพกับผมบ่อยๆ

ผมคิดว่า การจัดการสาธารณภัย (Disaster management) ควรมีความครอบคลุมทั้งกระบวนการก่อนเกิดเหตุการณ์ ขณะเกิดเหตุการณ์และหลังเกิดเหตุการณ์ คล้ายๆกับการบริหารภาวะวิกฤตและการบริหารความเสี่ยง ดังนี้

  1. การจัดการก่อนเกิดเหตุการณ์ (Preventive Disaster management) เป็นการดำเนินการเชิงป้องกันเพื่อลดโอกาสเกิดเหตุการณ์ ลดอันตราย ลดความสูญเสียและความเสียหายที่จะเกิดขึ้นเมื่อเกิดเหตุการณ์จริง โยจัดทำแผนรับมืออย่างครบวงจร จัดทำระบบเตือนภัยที่เหมาะสมกับพื้นที่และโอกาสเกิดสาธารณภัยแต่ละประเภท
  2. การจัดการขณะเกิดเหตุการณ์ (Curative Disaster management) เพื่อตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งลดความรุนแรงของเหตุการณ์และช่วยเหลือผู้ประสบภัยในระยะเฉียบพลันโดยใช้หลักการจัดการภาวะวิกฤตหรือใช้หลักง่ายคือ 3C+1I รายละเอียดได้เล่าไว้ในตอนก่อนๆแล้ว
  3. การจัดการหลังเกิดเหตุการณ์ (Rehabilitative Disaster management) เป็นการฟื้นฟูสภาพทั้งผู้ประสบภัย สถานที่ สิ่งแวดล้อม สาธารณูปโภคในพื้นที่เกิดเหตุการณ์

การฟังบรรยายในวันนี้ ไม่ใช่การบรรยายให้ความรู้อย่างเดียว แต่เป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เนื่องจากผู้บรรยายมีประสบการณ์ตรงในการจัดการสาธารณภัยที่จังหวัดภูเก็ต จึงเป็นการจัดการความรู้ ส่วนที่ผมเอามาเล่าต่อนั้นเป็นแค่การส่งผ่านความรู้เท่านั้นเพราะผมยังไม่ได้ทดลองเอาไปปฏิบัติจริง ยังไม่ผ่านการปฏิบัติ ในการมาฝึกอบรมหลักสูตรนักปกครองระดับสูงนี้ จึงมีผู้บรรยายทั้งแบบสอนหนังสือและแบบแลกเปลี่ยนเรียนรู้

ช่วงบ่ายเป็นการสอบกลางภาค เป็นข้อสอบอัตนัยในลักษณะคิดวิเคราะห์และสังเคราะห์ มี 2 ข้อ จำได้ว่าข้อแรกเป็นการเสนอโครงสร้างและกระบวนการบริหารราชการส่วนภูมิภาคแนวใหม่ให้ตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงในกระแสปัจจุบันได้ ซึ่งผมก็พยายามตอบโดยก่อนนำเสนอโครงสร้างและกระบวนการ ก็ต้องมาดูบทบาทที่ควรจะเป็นก่อน ซึ่งต้องลดบทบาทของส่วนกลางและส่วนภูมิภาคลงปรับจากการเป็นผู้ปฏิบัติไปเป็นผู้กำหนดนโยบาย ติดตามสนับสนุนและควบคุมกำกับให้เป็นไปตามกติกา เพิ่มบทบาทของส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชนและภาคประชาสังคมให้มากขึ้น

ผมเขียนเสนอไปว่า โครงสร้างการบริหารราชการส่วนภูมิภาคยุคใหม่ต้อง

  1. จิ๋วแต่แจ๋ว (Small but smart) โดยปรับขนาดองค์การให้เหมาะสม ทำเท่าที่จำเป็นแต่ทำให้ดี
  2. คนน้อย พวกมาก (Rightsizing with Networking) ปรับจำนวนบุคลากรให้เหมาะสมแล้วใช้พลังภาคีเครือข่าย
  3. รวมฝ่าย มุ่งภารกิจ (Borderless and Result-oriented) ลดการแบ่งฝ่ายแต่แบ่งกลุ่มตามภารกิจเป้าหมาย
  4. กระจายอำนาจ กระจุกทรัพยากร (Decentralization with Resources sharing) เสริมพลัง มอบอำนาจและประสานความร่วมมือเพื่อใช้ทรัพยากรร่วมกันอย่างคุ้มค่า
  5. มองคนเป็นสินทรัพย์ไม่ใช่รายจ่าย (Human as assets, not cost) ดึงสมรรถนะและศักยภาพของบุคลากรมาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่หน่วยงาน

การปรับโครงสร้างในเบื้องต้น ยังคงมีระบบฝ่ายหรือกลุ่มงานอยู่ แต่เน้นให้ทำงานตามกลุ่มภารกิจที่มอบหมายในลักษณะทีมคร่อมสายงาน (Cross functional team) ในระดับจังหวัดก็ใช้ประเด็นยุทธศาสตร์เป็นตัวกำหนดกลุ่มภารกิจหรือทีมคร่อมสายงาน ไม่ใช่เป็นระบบกระทรวงใครกระทรวงมัน โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้บริหารการประสานงานและติดตามกำกับการปฏิบัติงาน ในระดับอำเภอก็เช่นกัน

การออกแบบกระบวนการทำงานใหม่โดยพยายามวิเคราะห์กระบวนการหลัก (Core process) ออกมาให้ได้ เป็นกระบวนการหลักที่ส่วนราชการต่างๆต้องทำเหมือนกัน แต่อาจแตกต่างกันในรายละเอียดที่ต้องตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนและสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล ภายใต้การกำกับของหลักธรรมาภิบาลและหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อรับมือกับกระแสโลกาภิวัตน์ทั้งทุนนิยมเสรี ประชาธิปไตยใหม่และท้องถิ่นนิยม ผมได้ออกแบบกระบวนการออกมาเป็น กระบวนการหลัก 6 กระบวนการคือการค้นหาความต้องการของประชาชน การวิเคราะห์ความต้องการ การจัดทำแผนตอบสนองความต้องการ การดำเนินงาน การประเมินผลและการสะท้อนกลับ

ส่วนข้อ 2 เป็นการถามถึงการจัดระบบการปกครองท้องถิ่นให้เหมาะสมกับบทบาทของรัฐไทยสมัยใหม่และการปฏิรูประบบราชการที่จะให้มีส่วนสำคัญในการพัฒนาประเทศ ผมได้เสนอรูปแบบโดยใช้หลักการ ดังต่อไปนี้

- หลักประชาธิปไตยที่เน้นกฎของคนหมู่มากแต่ใส่ใจเสียงส่วนน้อย การตรวจสอบและถ่วงดุล การมีส่วนร่วมและเสริมพลัง

- เข้าได้บริบทของความเป็นไทย สังคมไทย ลักษณะของคนไทย

- ปรับจากรูปแบบโครงสร้างเดิมให้เหมาะสม

- แก้ไขปัญหาเดิมๆที่เกิดขึ้นกับระบบการปกครองท้องถิ่น เช่น ทับซ้อน (ทั้งภารกิจและพื้นที่) หลากหลายรูปแบบเกินความจำเป็น รายจ่ายเยอะรายได้น้อยงบบุคคลากรมีสัดส่วนสูง ขนาดเล็กเกินไปจนไม่มีEconomy of scale มีความเป็นราชการสูง (แม้จะมาจากชาวบ้าน) มุ่งผลประโยชน์กลุ่มมากกว่าส่วนรวมและผูกขาดอำนาจ

ผมได้ใช้หลักการ 4 ข้อนี้ มาเสนอปรับระบบการปกครองส่วนท้องถิ่นไทยโดยประยุกต์ให้เข้ากับความเป็นจริงของสังคมไทย โดยจัดเป็น 3 ระดับ คือ

  1. ระดับตำบล ให้เหลือเพียงเทศบาลตำบลรูปแบบเดียว มีเท่าจำนวนตำบลในแต่ละอำเภอ มีนายกเทสบาล สภาเทศบาลเลือกโดยตรงจากประชาชน
  2. ระดับอำเภอ คืนความเป็นเมืองให้อำเภอ เรียกเป็นเทศบาลเมือง แต่ครอบคลุมพื้นที่ทั้งอำเภอ โดยมีนายอำเภอเป็นเหมือนเจ้าเมืองหรือประมุขเมือง มีการคัดเลือกนายกเทศบาลตำบล 1 คนมาเป็นนายกเมืองและจัดตั้งคณะเทศมนตรีเมืองทำหน้าที่บริหาร มีสภาเมืองทำหน้าที่นิติบัญญัติ ทำหน้าที่ควบคุมกำกับโดยมีสมาชิกมาจาก 3 ส่วนคือหัวหน้าส่วนราชการระดับอำเภอ ตัวแทนสมาชิกสภาเทศบาลตำบลและกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ/ผู้ทรงคุณวุฒิ/กลุ่มประชาสังคม ให้เลือกกันเองในแต่ละกลุ่ม
  3. ระดับจังหวัด คล้ายๆระดับอำเภอ มีผู้ว่าราชการจังหวัดทำหน้าที่ประมุขจังหวัด (ดูแลต่างพระเนตรพระกรรณของพระมหากษัตริย์) นายกเทศบาลนครและคณะเทศมนตรีนคร (ครอบคลุมพื้นที่ทั้งจังหวัด) ทำหน้าที่บริหารเลือกเหมือนเลือกนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดในปัจจุบันและเลือกทีมงานบริหารได้เอง มีศาลจังหวัดทำหน้าที่ตุลาการและมีสภาเทศบาลนครที่เลือกมาจาก 3 กลุ่ม มาจากการคัดเลือกกันเองของกลุ่มหัวหน้าส่วนราชการระดับจังหวัด  กลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ/ผู้ทรงคุณวุฒิ/กลุ่มประชาสังคม และกลุ่มสมาชิกสภาจังหวัด มาทำหน้าที่นิติบัญญัติ

ผมใช้เวลาคิดวิเคราะห์อยู่เป็นชั่วโมงกว่าจะเขียนตอบข้อสอบได้ ค่อนข้างเครียดเลย ตอนคิดคิดนานตอนเขียนตอบแป๊บเดียว ท่านผู้อ่านแต่ละท่านที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านการเมืองการปกครอง อาจจะรู้สึกไม่เห็นด้วย แต่ก็ถือว่าเป็นความคิดของผมที่พยายามบูรณาการระบบราชการส่วนภูมิภาคและท้องถิ่นที่มีอยู่ให้เกิดเป็นระบบเดียว คืนความเป็นเมืองให้อำเภอและมีการคานอำนาจกันเอง รวมทั้งจัดตั้งระบบควบคุมกำกับตามหลักธรรมาภิบาลจากการตรวจสอบภายนอกโดยกรรมการสองชุดที่เป็นอิสระกันคือจากการบริหารราชการส่วนกลาง และองค์กรจากประชาชน

หากเอาหลักการในตำราทางการเมืองการปกครองมาจับตามข้อเสนอของผม ก็อาจดูไม่ตรงตามตำรานัก แต่ถ้ายึดติดกับตำรามากเกินไป ก็อาจหาทางออกที่เหมาะสมกับสังคมไทยไม่ได้ ของเก่าก็เลิกไม่ได้ ต้องเอาไว้ ของใหม่ก็ต้องมี ต้องทำเพิ่ม ระบบก็เลยยิ่งซับซ้อนกันไปใหญ่ ต่างชาติเรียกระบบการเมืองการปกครองไทยและระบบราชการไทยว่าเป็นระบบที่ Complex-adaptive system เข้าใจยาก  



ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี