สรุปงานวิจัยเรื่องที่ 1
โดย นายสุวรรณ์ ถิ่นแก้ว
ชื่อเรื่อง สภาพและปัญหาการจัดสวัสดิศึกษาในโรงเรียนอนุบาลเอกชน 5 จังหวัดชายแดนใต้
ผู้วิจัย 1. ดร.ทิพย์วิมล วังแก้วหิรัญ
2. ดร.นพเก้า ณ พัทลุง
ปีที่วิจัย พ.ศ. 2550
วัตถุประสงค์
- เพื่อศึกษาสภาพการจัดสวัสดิศึกษาในโรงเรียนอนุบาลเอกชน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้
- เพื่อศึกษาปัญหาการจัดสวัสดิศึกษาในโรงเรียนอนุบาลเอกชน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้
วิธีวิจัย
วิธีการ
- เชิงสำรวจ
กลุ่มตัวอย่าง
ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
- ประชากร
ครูในโรงเรียนอนุบาลเอกชน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550
- กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการตอบแบบสอบถาม
ครูในโรงเรียนอนุบาลเอกชน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550 จำนวน 80 คน โดยการสุ่มแบบเจาะจง
- กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการสัมภาษณ์
ครูโรงเรียนอนุบาลเอกชน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550 จำนวน 10 คน โดยการสุ่มแบบเจาะจง
เครื่องมือ
- แบบสอบถามเรื่อง สภาพและปัญหาการจัดสวัสดิศึกษาในโรงเรียนอนุบาลเอกชน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประกอบด้วย
ตอนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบ เป็นแบบสอบถาม เป็นแบบสำรวจรายการ (check list)
ตอนที่ 2 สภาพการจัดสวัสดิศึกษาเป็นแบบสอบถาม เป็นแบบสำรวจรายการ
ตอนที่ 3 ปัญหาการจัดสวัสดิศึกษาแบบมาตราส่วนประมาณค่า (rating scale)
ตอนที่ 4 ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเป็นแบบปลายเปิดโดยให้เขียนแสดง
- การสัมภาษณ์ เรื่อง สภาพและปัญหาการจัดสวัสดิศึกษาในโรงเรียนอนุบาลเอชน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประกอบด้วย
ตอนที่ 1 สภาพการจัดสวัสดิศึกษา
ตอนที่ 2 ปัญหาการจัดสวัสดิศึกษา
วิธีเก็บรวบรวมข้อมูล
- จัดเตรียมแบบสอบถามฉบับสมบูรณ์
- แจกแบบสอบถามไปยังกลุ่มตัวอย่างในโรงเรียนอนุบาล 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างในเดือนพฤศจิกายน ถึง ธันวาคม 2550
- เก็บรวบรวมแบบสอบถาม
วิธีวิเคราะห์ผล
- แบบสอบถามเรื่อง สภาพและปัญหาการจัดสวัสดิศึกษาในโรงเรียนอนุบาลเอกชน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ วิเคราะห์ข้อมูล ตามรายละเอียด ดังนี้
ตอนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบ เป็นแบบสอบถาม เป็นแบบสำรวจรายการ การวิเคราะห์ข้อมูลโดยแจกแจงความถี่และหาค่าร้อยละ
ตอนที่ 2 สภาพการจัดสวัสดิศึกษาเป็นแบบสอบถาม เป็นแบบสำรวจรายการ การวิเคราะห์ข้อมูลโดยแจกแจงความถี่และหาค่าร้อยละ
ตอนที่ 3 ปัญหาการจัดสวัสดิศึกษาแบบมาตราส่วนประมาณค่า การวิเคราะห์ข้อมูลโดยค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ตอนที่ 4 ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเป็นแบบปลายเปิดโดยให้เขียนแสดงความคิดเห็น วิเคราะห์ข้อมูลโดยวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis)
- การสัมภาษณ์ เรื่อง สภาพและปัญหาการจัดสวัสดิศึกษาในโรงเรียนอนุบาลเอชน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ วิเคราะห์ข้อมูลโดยวิเคราะห์เนื้อหา
-3-
ผลการวิจัย
- สภาพการจัดสวัสดิศึกษาในโรงเรียนอนุบาลเอกชน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ พบว่า
1.1 ด้านการจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ความปลอดภัย รูปแบบการจัดสภาพแวดล้อมที่ครูในโรงเรียนอนุบาลเอกชน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จัดให้เด็กปฐมวัย
1) ในห้องเรียน ได้แก่ จัดสภาพแวดล้อมภายในห้องเรียนให้เหมือนบ้าน และแนะนำการใช้อุปกรณ์เครื่องใช้ต่าง ๆ อย่างปลอดภัย จัดมุมประสบการต่าง ๆ ให้เอื้อต่อการเรียนรู้ สื่อการเรียนรู้เหมาะสมกับวัย ปลอดภัยและคงทน และมีการปฐมนิเทศในเรื่องความปลอดภัย
2) นอกห้องเรียน ได้แก่ จัดป้ายนิเทศ เรื่อง ความปลอดภัย จัดเครื่องเล่น-ของเล่นกลางแจ้งให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ และแนะนำวิธีการเล่นที่ถูกวิธี และปลอดภัย และจัดศูนย์การเรียนรู้นอกห้องเรียนที่ส่งเสริมประสบการณ์ให้แก่เด็กปฐมวัย
1.2 เนื้อหาด้านความปลอดภัยที่ครูในโรงเรียนอนุบาลเอกชน 5 จังหวัดชายแดนาภคใต้จัดให้เด็กปฐมวัย ครูส่วนใหญ่สอดแทรกเนื้อหาในหน่วยการเรียนรู้ มากกว่ากำหนดเป็นหน่วยการเรียนรู้ในหลักสูตรสถานศึกษา และเนื้อหาที่ครูจัดประสบการณ์ให้เด็กปฐมวัยมากที่สุด คือเนื้อหาด้านสวัสดิภาพในห้องเรียน เนื้อหาที่ครูจัดประสบการณ์ให้เด็กปฐมวัยน้อยที่สุด คือเนื้อหาด้านสวัสดิภาพเกี่ยวกับการโดยสารรถโรงเรียน
1.3 การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ด้านความปลอดภัยที่ครูในโรงเรียนอนุบาลเอกชน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้จัดให้เด็กปฐมวัยมากที่สุด คือ การจัดกิจกรรมเล่าเรื่อง-เล่านิทาน และน้อยที่สุด คือ การใช้โสตทัศนูปกรณ์
1.4 การประเมินผลการเรียนรู้ด้านความปลอดภัยที่ครูในโรงเรียนอนุบาลเอกชน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้จัดให้เด็กปฐมวัยมากที่สุด คือ การสัมภาษณ์ และน้อยที่สุด คือ การทดสอบ
- ปัญหาการจัดสวัสดิศึกษาในโรงเรียนอนุบาลเอกชน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ภาพรวมอยู่ในระดับน้อย ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.43 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.93
2.1 ปัญหาการจัดสวัสดิศึกษาในโรงเรียนอนุบาลเอกชน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้านการจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ความปลอดภัย อยู่ในระดับน้อย ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.38 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.97
-4-
2.2 ปัญหาการจัดสวัสดิศึกษาในโรงเรียนอนุบาลเอกชน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ด้านเนื้อหาเกี่ยวกับความปลอดภัย อยู่ในระดับน้อยค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.44 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากบ 0.91
2.3 ปัญหาการจัดสวัสดิศึกษาในโรงเรียนอนุบาลเอกชน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ด้านการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ด้านความปลอดภัย อยู่ในระดับน้อย ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.36 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.95
2.4 ปัญหาการจัดสวัสดิศึกษาในโรงเรียนอนุบาลเอกชน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ด้านการประเมินผลการเรียนรู้ด้านความปลอดภัยอยู่ในระดับปานกลาง ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.57 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.91
สรุปงานวิจัยเรื่องที่ 2
โดย นายสุวรรณ์ ถิ่นแก้ว
ชื่อเรื่อง ผลการจัดการเรียนรู้ โดยใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและ
ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
ผู้วิจัย 1. ศริวรรณ เจษฎารมย์
2. ดร.พูนสุข อุดม
3. ดร.วีรฉัตร สุปัญโญ
ปีที่วิจัย พ.ศ. 2550
วัตถุประสงค์
- เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยวิธีการทางวิทยาศาสตร์
- เพื่อเปรียบเทียบทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์
วิธีวิจัย
วิธีการ
- เชิงสำรวจ
กลุ่มตัวอย่าง
ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากรที่ใช้ในการวิจัย เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้าท่ามิหรำ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพัทลุง ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550 จำนวน 7 ห้องเรียน รวมจำนวนนักเรียน 270 คน ซึ่งมีจัดห้องเรียนแบบคละความสามารถ
กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 โรงเรียนบ้านท่ามิหรำ จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวนนักเรียน 32 คน ซึ่งได้มาด้วยวิธีแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยการสุ่ม
-6-
เครื่องมือ
เครื่องมือในการวัยครั้งนี้ ประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ รายวิชาวิทยาศาสตร์พื้นฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง หน่วยของชีวิตและชีวิตพืช จำนวน 10 แผน เวลา 25 ชั่วโมง ซึ่งประกอบด้วยกระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นระบุปัญหา ขั้นตั้งสมติฐาน ขั้นทดลอง และรวบรวมข้อมูล ขั้นวิเคราะห์ข้อมูล และขั้นสรุปผล ซึ่งในแต่ละขั้นตอน ต้องอาศัยกระบวนการกลุ่มในการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ จำนวน 2 ฉบับ ซึ่งเป็นแบบทดสอบคู่ขนาน ฉบับก่อนเรียนและหลังเรียน โดยแต่ละฉบับมีลักษณะเป็นแบบเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 35 ข้อ ฉบับก่อนเรียน มีค่าดัชนีความสอดคล้อง ตั้งแต่ 0.60-1.00 ค่าความยากง่ายตั้งแต่ 0.29-0.79 ค่าอำนาจจำแนก ตั้งแต่ 0.24-0.53 และค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.84 ฉบับหลังเรียน มีค่าดัชนีความสอดคล้อง ตั้งแต่ 0.60-1.00 ค่าความยกง่าย ตั้งแต่ 0.29-0.76 ค่าอำนาจจำแนก ตั้งแต่ 0.24-0.59 และค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 083 และแบบทดสอบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ จำนวน 2 ฉบับ ซึ่งเป็นแบบทดสอบคู่ขนาน ฉบับก่อนเรียนและหลังเรียน โดยแต่ละฉบับ มีลักษณะเป็นแบบเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 35 ข้อ ฉบับก่อนเรียน มีค่าดัชนีความสอดคล้อง ตั้งแต่ 0.60-1.00 ค่าความยากง่าย ตั้งแต่ 0.24-0.76 ค่าอำนาจจำแนก ตั้งแต่ 0.24-0.53 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.82 ฉบับหลังเรียน มีค่าดัชนีความสอดคล้อง ตั้งแต่ 0.80-1.00 ค่าความยากง่าย ตั้งแต่ 0.29-0.77 ค่าอำนาจจำแนก ตั้งแต่ 0.24-0.53 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.85
วิธีเก็บรวบรวมข้อมูล
ทดสอบก่อนเรียน โดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและแบบทดสอบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ดำเนินการทดลองโดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์แล้วทดสอบหลังเรียน นำผลคะแนนที่ได้มาวิเคราะห์ด้วยวิธีการทางสถิติ เพื่อทดสอบสมมติฐาน
วิธีวิเคราะห์ผล
ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ และใช้สถิติค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าร้อยละทดสอบสมมติฐานด้วย t-test แบบ dependent แปรผลโดยการบรรยาย
-7-
ผลการวิจัย
- ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ด้านความรู้ความจำ ความเข้าใจ การนำไปใช้ การวิเคราะห์ การสังเคราะห์ และการประเมินค่าของผู้เรียน ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ หลังการทดลอง สูงกว่าก่อนการทดลอง ทั้ง 6 ด้าน โดยการเพิ่มของคะแนนเฉลี่ยด้านความรู้ ความจำ มีการเพิ่มสูงสุด คือเพิ่มขึ้นร้อยละ 51.00 ทั้งนี้อาจเนื่องมาจาก พฤติกรรมด้านความรู้ความจำ เป็นความสามารถทางสติปัญญาขั้นต่ำสุด (ภพ เลาหไพบูล์.2542:196) เพราะเป็นการระลึกถึงหรือท่องจำความรู้ต่าง ๆ ที่ได้เคยเรียนมาแล้วโดยตรง ไม่ต้องอาศัยความคิดที่ซับซ้อนประกอบกับผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติกรรมด้วยตนเองทุกขั้นตอน เป็นการเรียนรู้จากการปฏิบัติ (Learning by doing) ส่งผลให้ผู้เรียนเกิดความรู้ ความจำในเนื้อหาความรู้ได้ดี ซึ่งสอดคล้องกับทฤษฎีทางสติปัญญาของเด็ก (Theory of cognitive development) ของเพียเจต์ (สุจินต์ วิศวธีรานนท์. 2544:44) ซึ่งกล่าวว่า เด็กอายุระหว่าง 12-15 ปี เด็กจะเปลี่ยนจากขั้นปฏิบัติการรูปธรรม แต่อาจไม่ใช่กับเด็กทุกคน ดังนั้นครูควรจัดการเรียนการสอนให้เด็กได้รับประสบการณ์ตรงที่เป็นรูปธรรม เพราะเด็กจะได้มีประสบการณ์ทางกายภาพและสมอง สงผลให้เกิดการเรียนรู้ได้ดีส่วนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ที่มีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเพิ่มขึ้นน้อยที่สุด ได้แก่ผลสัมฤทธิ์ด้านการวิเคราะห์ คือ เพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 21.09 ทั้งนี้อาจเนื่องมาจาก การวิเคราะห์เป็นการพัฒนาการคิดขั้นสูง การใช้คำถามในด้านนี้ของผู้วิจัย เป็นคำถามที่ต้องการัดความสามารถของผู้เรียนที่จะแยกแยะเนื้อหาวิชา เพื่อที่จะได้เข้าใจหรือมองเห็นความเกี่ยวโยงต่าง ๆ รวมถึงการแยกแยะหาส่วนประกอบย่อย ๆ แล้วหาความสัมพันธ์ของส่วนประกอบย่อย ๆ เหล่านั้น ตลอดจนหลักการสำคัญต่างๆ ที่เข้ามาเกี่ยวข้อง โดยผู้เรียนต้องใจทั้งเนื้อหาและโครงสร้างของบทเรียน ซึ่งต้องอาศัยการคิดในระดับที่ซับซ้อนขึ้นกว่าคำถามในระดับความรู้ความจำ ความเข้าใจ และการนำไปใช้ ผู้เรียนอาจไม่คุ้นเคย และไม่ได้รับการฝึกฝนให้รู้จักการคิด
- การจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ทำให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้เนื้อหาไปพร้อม ๆ กับการฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ไปด้วย ซึ่งสอดคล้องกับจุดมุ่งหมายของการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ ที่ต้องการพัฒนาให้ผู้เรียนได้เจริญงอกงาม มีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และมีความชำนาญในการปฏิบัติ เพื่อให้มีทักษะที่สำคัญในการศึกษาค้นคว้าและคิดค้นทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและนำความรู้ความเข้าใจไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมและการดำรงชีวิต
สรุปงานวิจัยเรื่องที่ 3
โดย นายสุวรรณ์ ถิ่นแก้ว
ชื่อเรื่อง การมีส่วนร่วมในการพัฒนาเศรษฐกิจแบบพอเพียงของชาวชนบทในจังหวัด
ชายแดนภาคใต้
ผู้วิจัย 1. นายดลมนรรจน์ บากา
2. นายเกษตรชัย และหีม
3. นายอับดุลเลาะ อับรู
ปีที่วิจัย พ.ศ. 2544-2546
วัตถุประสงค์
- เพื่อศึกษาระดับการมีส่วนร่วมในการพัฒนาเศรษฐกิจแบบพอเพียงของชาวชนบทในจังหวัดชายแดนภาคใต้
- เพื่อศึกษาเปรียบเทียบการมีส่วนร่วในการพัฒนาเศรษฐกิจแบบพอเพียงของชาวชนบทในจังหวัดชายแดนภาคใต้
วิธีวิจัย
วิธีการ
- เชิงสำรวจ
กลุ่มตัวอย่าง
ได้แก่ ชาวชนบทที่อาศัยอยู่นอกเขตเทศบาลในห้าจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยใช้วิธีการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน ดังนี้
ขั้นที่ 1 เลือกอำเภอ จังหวัดละ 2 อำเภอ โดยวิธีเฉพาะเจาะจง คืออำเภอขนาดใหญ่ และอำเภอขนาดเล็ก (จำแนกขนาดตามจำนวนประชากรในแต่ละจังหวัดได้ทั้งหมด 10 อำเภอ)
ขั้นที่ 2 เลือกตำบล อำเภอละ 2 ตำบล โดยวิธีเฉพาะเจาะจง คือตำบลขนาดใหญ่ และขนาดเล็ก (จำแนกขนาดตามจำนวนประชากรในแต่ละอำเภอ) ได้ทั้งหมด 20 ตำบล
ขั้นที่ 3 เลือกหมู่บ้านและครัวเรือนโดยวิธีสุ่มตามสะดวก
ขั้นที่ 4 เลือกกลุ่มตัวอย่างขั้นสุดท้าย แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ
-9-
1) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการเก็บข้อมูลเชิงปริมาณ โดยการสัมภาษณ์เป็นรายบุคคล ซึ่งกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรของยามาเน่ (Yamane, 1967, 919) ได้ทั้งหมด 1,974 คน
2) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการสัมภาษณ์กลุ่มโดยสัมภาษณ์ชาวชนบทที่อยู่ในกลุ่มอาชีพและกลุ่มกิจกรรมต่าง ๆตำบลละ 2 กลุ่ม ได้ 40 กลุ่ม
เครื่องมือ
เป็นแบบสัมภาษณ์ จำนวน 2 ฉบับ ได้แก่
1) แบบสัมภาษณ์สำหรับเก็บข้อมูลเชิงปริมาณ มี 3 ตอน คือ
ตอนที่ 1 ข้อมูลส่วนตัว จำนวน 10 ข้อ
ตอนที่ 2 การมีส่วนร่วมในการพัฒนาเศรษฐกิจแบบพอเพียง มี 17 ข้อ
ตอนที่ 3 ระดับการมีส่วนร่วมในการพัฒนาเศรษฐกิจแบบพอเพียง มีทั้งหมด 30 ข้อ
2) แนวคำถามสำหรับเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพโดยใช้แนวคำถามที่กำหนดไว้เป็นหลักในการสัมภาษณ์
วิธีเก็บรวบรวมข้อมูล
กำหนดให้นักวิจัยผู้ช่วย ทำการเก็บรวบรวมข้อมูล ดังนี้
1) ปีที่ 1 ของโครงการ (พ.ศ. 2544) เก็บข้อมูลภาคสนามเชิงปริมาณ โดยให้นักวิจัยผู้ช่วย ซึ่งมีภูมิลำเนาในอำเภอที่เก็บข้อมูล จำนวน 20 ท่าน เป็นผู้เก็บข้อมูลภาคสนาม
2) ปีที่ 2 ของโครงการ (พ.ศ. 2546) เก็บข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการสัมภาษณ์กลุ่ม โดยให้นักวิจัยผู้ช่วยที่มีประสบการณ์เก็บข้อมูล (ปี 2545 ไม่ได้รับอนุมัติงบ)
วิธีวิเคราะห์ผล
1) นำข้อมูลเชิงปริมาณมาวิเคราะห์โดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ มีลำดับขั้นตอนดังนี้
1.1) คำนวณสถิติภาคบรรยายของตัวแปรต่าง ๆ ได้แก่ ค่าความถี่ และค่าร้อยละ
1.2) เปรียบเทียบกลุ่มตัวอย่างที่มี 2 กลุ่ม โดยใช้การทดสอบค่าที
-10-
1.3) เปรียบเทียบกลุ่มตัวอย่างที่มี 3 กลุ่มขึ้นไป โดยใช้การทดสอบค่าเอฟ และทดสอบความแตกต่างด้วยการเปรียบเทียบพหุคูณโดยวิธีการทดสอบของเชฟเฟ่
2) นำข้อมูลเชิงคุณภาพมาวิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้วิธีการวิเคราะห์สังเคราะห์เนื้อหา
ผลการวิจัย
1) ชาวชนบทในจังหวัดชายแดนภาคใต้มีส่วนร่วมในการพัฒนาเศรษฐกิจแบบพอเพียง ส่วนใหญ่อยู่ในระดับปานกลาง ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าชาวชนบทในจังหวัดชายแดนภาคใต้มีส่วนร่วมและให้ความร่วมมือในการพัฒนาเศรษฐกิจแบบพอเพียง มีเพียงบางคนเท่านั้นที่นำหลักการเศรษฐกิจแบบพอเพียงไปใช้ในการพัฒนาวิถีการดำเนินชีวิตประจำวัน ซึ่งชาวชนบทส่วนใหญ่กล่าวว่าหลังจากที่นำหลักการเศรษฐกิจแบบพอเพียงมาใช้แล้วรู้สึกว่าเศรษฐกิจของครัวครัวมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น คิดว่าตนเองนั้นประสบผลสำเร็จตามที่คาดหวัดไว้ และมีความสอดคล้องกับจุดมุ่งหมายของหลักการเศรษฐกิจแบบพอเพียงที่ว่า “ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และมีเงินออม”
2) ชาวชนบทในจังหวัดชายแดนภาคใต้ส่วนใหญ่มีส่วนร่วมในการพัฒนาเศรษฐกิจแบบพอเพียงที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผลการวิจัยดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าการที่ชาวชนบทในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ส่วนใหญ่มีส่วนร่วมในการพัฒนาเศรษฐกิจแบบพอเพียงที่แตกต่างกัน อาจเป็นเพราะว่ามีชาวชนบทในจังหวัดชายแดนภาคใต้เพียงบางส่วนเท่านั้นที่เห็นความสำคัญ เห็นประโยชน์ และเห็นข้อดีของหลักการเศรษฐกิจแบบพอเพียง แล้วนำหลักการเศรษฐกิจแบบพอเพียงไปใช้ในการพัฒนาวิถีการดำเนินชีวิตประจำวันทั้งของตนเองและครอบครัวและยังมีชาวชนบทในจังหวัดชายแดนภาคใต้อีกบางส่วนที่ไม่เห็นความสำคัญ ไม่เห็นประโยชน์ และไม่เห็นข้อดี ของหลักการเศรษฐกิจแบบพอเพียง ดังนั้นจะเห็นได้ว่าจากากรที่ชาวชนบทในจังหวัดชายแดนภาคใต้เพียงบางส่วนเท่านั้นที่นำหลักการเศรษฐกิจแบบพอเพียงไปใช้ในการพัฒนาวิธีการดำเนินชีวิตประจำวัน
ok ครับ